
สัมภาษณ์พิเศษ -วางระบบวิจัยแก้วิกฤติชาติ กฤษณ์ธวัช นพนาคีพงษ์ รองเลขาธิการ วช.
28 ม.ค. 2552
ต่อไปนี้ระบบบริหารจัดการงานวิจัยแห่งชาติ หรือ http://nrpm.go.th จะเป็นเสมือนเครื่องมือคัดกรองนักวิจัย หรือหน่วยงานที่มีคุณภาพ เพราะนักวิจัย หรือหน่วยงานที่เข้ามาเป็นสมาชิกในระบบจะต้องนำข้อมูลโครงการวิจัยที่ทำทั้งหมดเข้ามาเก็บไว้
เพื่อเปิดเผยให้ทุกหน่วยงานของภาครัฐสามารถสืบค้นหรือแลกเปลี่ยนความรู้กันระหว่างหน่วยงาน พร้อมกับเพิ่มความสะดวกในการประเมินผลงานวิจัยให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานได้ด้วย ที่สำคัญจะเป็นดัชนีชี้วัดให้สำนักงบประมาณพิจารณาจัดสรรเงินในการทำวิจัยอีกด้วย
นายกฤษณ์ธวัช นพนาคีพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่มีระบบบริหารจัดการงานวิจัย แต่หลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เป็นศูนย์กลางจัดทำระบบบริหารจัดการงานวิจัยแห่งชาติ หรือ http://nrpm.go.th โดยความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และมหาวิทยาลัยบูรพา เพื่อให้ วช.เป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการงานวิจัยของภาครัฐทั่วประเทศ ขณะนี้ฐานข้อมูลดังกล่าวมีนักวิจัยอยู่ในระบบแล้วมากกว่าหมื่นราย
ในอนาคตหลังจากมีระบบนี้จะช่วยให้การสืบค้นหานักวิจัย ผลงานวิจัย หรือประวัติการให้ทุนวิจัยจากหน่วยงานของรัฐทำได้สะดวกยิ่งขึ้น ระบบนี้ไม่ใช่ของ วช. แต่เป็นระบบของคนทั้งประเทศที่จะใช้งานร่วมกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ หากภาคเอกชนสนใจเข้ามาร่วมใช้งาน จะต้องนำผลงานวิจัยของบริษัทตนเข้ามาเผยแพร่เพื่อให้เกิดความสมดุลในการวิจัยมากยิ่งขึ้น เมื่อระบบสมบูรณ์จะเป็นประโยชน์ต่องานวิจัยของประเทศมากขึ้น
"ต่อไปนี้สำนักงบประมาณจะสามารถพิจารณาจัดสรรงบประมาณได้ตามความเหมาะสม เพราะจะเป็นเหมือนจีไอเอสจัดลำดับความสำคัญงานวิจัยของประเทศได้เลยทีเดียว ไม่ใช้ให้กระจุกตัวอยู่ที่ใดที่หนึ่ง ส่วนนโยบายเร่งด่วน วช.ได้ตั้งคณะทำงานศึกษา 3 ปัญหาเพื่อแก้วิกฤติชาติ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการว่างงาน เศรษฐกิจตกต่ำ และราคาพืชผลตกต่ำ คาดว่าภายใน 3 เดือนจะได้แนวทาง นำเสนอคณะรัฐมนตรีได้ภายในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้" รองเลขาธิการ วช.กล่าว
นอกจากนี้ ยังต้องทำวิจัยให้สอดคล้องปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อาทิ ปัญหาโลกร้อน ผู้สูงอายุ ซึ่งนับวันจะเพิ่มขึ้น โดยจะหาทางให้ผู้สูงอายุช่วยเหลือตัวเองได้ อยู่ในสังคมอย่างมีความสุขและมีคุณค่า ไม่เป็นภาระของลูกหลาน หรืออาจจะขยายอายุเกษียณราชการเป็น 65-70 ปี โดยได้รับงบประมาณจากรัฐบาลร่วม 500 ล้านบาท เพื่อนำมาผลักดันงานวิจัยเพื่อช่วยแก้ปัญหาระดับชาติทั้งระยะสั้นและระยะยาวถึงอนาคตใน 20 ปีข้างหน้า
ในปีนี้ วช.มีทุนสนับสนุนงานวิจัย 12 สาขาที่ดูแลอยู่จำนวน 40 กว่าล้านบาท ได้แก่ สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ วิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช เกษตรศาสตร์และชีววิทยา วิทยาศาสตร์กายภาพและคณิตศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ ปรัชญา นิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมวิทยา การศึกษา ซึ่งถือว่าน้อยมาก แต่สิ่งที่ถือว่าคุ้มค่าเมื่อได้กลับมาคือ นโยบายและแผนการวิจัยแต่ละสาขาในอนาคต จะแก้ปัญหาชาติระยะยาวอย่างยั่งยืน
โดยเฉพาะการวิจัยด้านพลังงานฐานชีวภาพเพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลในประเทศกว่า 30% ในอนาคต การจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อให้มีน้ำใช้เพียงพอในทุกภาคส่วน การวิจัยด้านเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ การสนับสนุนการเรียนรู้ด้วยตนเองเพื่อให้คนไทยกว่า 80% มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น การจัดงานและอาชีพเพื่อให้ประชาชนกว่า 80% ได้ทำงานตามความถนัดส่วนตัว และการบริหารรัฐกิจเพื่อเกิดการมีส่วนร่วมในการจัดการภาครัฐอย่างสันติในอนาคต
ยุทธศาสตร์งานวิจัยระยะสั้น วช.ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กำหนดประเด็นแก้ปัญหาปี 2551-2553 ไว้ 5 ประเด็นครอบคลุมงานวิจัยด้านการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ การเพิ่มคุณภาพชีวิตให้คนในสังคม การพัฒนาทางวิทยาการและทรัพยากรบุคคล การพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการงานวิจัยของประเทศ
0 หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ 0



