ไลฟ์สไตล์

ใกล้ยกสุดท้าย'ฟลัดเวย์'เวทีแม่กลองยังป่วน

ใกล้ยกสุดท้าย'ฟลัดเวย์'เวทีแม่กลองยังป่วน

23 พ.ย. 2556

ใกล้ยกสุดท้าย'ฟลัดเวย์' เวทีแม่กลองยังป่วน : รายงาน

               แม้เสียงระเบิดกึกก้องจากประทัดยักษ์ ได้ทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยพากันตื่นตระหนกอกสั่นขวัญแขวน ระหว่างเข้าร่วมเวทีรับฟังความเห็นโครงการออกแบบและก่อสร้างระบบบริหารจัดการน้ำโมดูลเอ 5 หรือฟลัดเวย์ ที่หอประชุมวิทยาลัยเทคนิคสมุทรสงครามเมื่อช่วงเที่ยงวันที่ 22 พฤศจิกายน

               แต่เสียงกัมปนาทอันระทึกนี้ ก็ไม่อาจจะกลบกลืนเสียงจากตัวแทนภาคประชาชนร่วมหมื่นคนที่มาเข้าร่วมแสดงความเห็นตั้งแต่ช่วงเช้า ซึ่งทุกคนล้วนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่เอาแม่น้ำใหม่ สอดรับกับป้ายรณรงค์ซึ่งเยาวชนจากสถาบันการศึกษาในเมืองแม่กลองชักแถวเดินชูกันราวขบวนทัพแปรอักษร- "NO Floodway"

               พวกเขาอุ่นเครื่องรอเวลาเปิดเวทีแสดงความเห็นกันมาเป็นแรมเดือนผ่านช่องทางแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในโซเชียลมีเดีย เปิดเวทีเสวนาคู่ขนาน อย่างเช่น โครงการจัดการตนเองด้านทรัพยากรสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติ กับ "มหกรรมจับตาแม่น้ำใหม่" ซึ่งกลายเป็นลานแลกเปลี่ยนของกูรูน้ำ ปราชญ์ชาวบ้าน ศิลปิน และภาคประชาชนอันจบลงด้วยบทสรุป - โนฟลัดเวย์

               พวกเขาอุ่นเครื่องรอเวลาแสดงความเห็นกันด้วยป้ายอิงค์เจ็ตหลากหลายรูปแบบรณรงค์คัดค้านแม่น้ำสายใหม่ที่ติดอยู่ทั่วไปในพื้นที่ทั้ง 3 อำเภอของจังหวัด แม่กลอง อัมพวา และบางคนที จนลึกเลยไปถึงราชบุรีอีกบางส่วน ซึ่งล้วนแต่จารึกด้วยท่าที - โนฟลัดเวย์

               เป็นการอุ่นเครื่องให้หลังปรากฏพิมพ์เขียวแผนการผันน้ำมูลค่า 150,000 ล้านบาท จากลุ่มน้ำปิงที่ อ.ขาณุวรลักษบุรี กำแพงเพชร มาถึง อ.ท่าม่วง กาญจนบุรี และระบายลงสายน้ำธรรมชาติบริเวณเขื่อนแม่กลองไปออกทะเลที่ปากอ่าวแม่กลอง สมุทรสงคราม

               ด้วยเหตุที่สมุทรสงครามเป็นดินแดน "สามน้ำ-น้ำเค็ม-น้ำกร่อย-และน้ำจืด" ส่งผลให้ผู้คนที่นี่ทำมาหากินกันด้วยเกษตรกรรมหลากหลาย อย่างกลุ่มท้ายน้ำ พวกเขามีท้องทะเล และชายฝั่งอันกว้างใหญ่เป็นชีวิต เพราะมันคือแหล่งทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างเช่น หอยนานาพันธุ์ ปลาทูหน้างอคอหัก เกลือทะเล ขณะน้ำกร่อยแถวๆ ปากอ่าวแม่กลองขึ้นไปจนถึงอัมพวา คือแหล่งเพาะพันธุ์ปู ปลา กั้ง อีกหลากหลายชนิด ด้วยน้ำเค็มจากทะเลที่ผสมกับน้ำจืดจากสายน้ำแม่กลองลงตัวพอดีสำหรับสัตว์จำพวกนี้ ซึ่งยังช่วยให้ผลไม้ในแถบถิ่นแนวน้ำกร่อยกับน้ำจืดมีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ ส่วนพื้นที่น้ำจืดสนิทอย่างบางคนที และอัมพวาบางส่วน แน่นหนาไปด้วยสวนมะพร้าว สวนผลไม้เขียวขจี สายน้ำแม่กลองช่วงนี้จึงเป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงทุกลมหายใจ

               "สุรจิต ชิรเวทย์"  ส.ว.สมุทรสงคราม หัวเรือใหญ่คนหนึ่งในกลุ่มผู้คัดค้านตอกย้ำอีกครั้งว่า ฟลัดเวย์จะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ชาวบ้านผู้มีอาชีพเกษตรกรรม ทั้งชาวประมง นาเกลือ ที่อาศัยวัตถุดิบน้ำเค็มและน้ำกร่อย เมื่อน้ำกลายเป็นน้ำจืดก็จะเกิดปัญหา ขณะที่ผลไม้เช่น ลิ้นจี่ ส้มโอ ซึ่งมีรสชาติเฉพาะถิ่นก็จะเปลี่ยนไป สัตว์น้ำสัตว์ทะเล ไม่ว่าจะเป็นหอยหลอด ปลาทู ล้วนจะต้องสูญพันธุ์ไปในที่สุด เพราะอยู่ในน้ำจืดไม่ได้

               ความวิตกกังวลของคนพื้นถิ่น กลับกลายเป็นเรื่องง่ายๆ ของภาครัฐ อภิชาติ อนุกูลอำไพ ประธานคณะอนุกรรมการวิชาการและวิเคราะห์โครงการบอกผ่านเครื่องขยายเสียงในเวทีรับฟังความเห็นทำนองว่า คนแม่กลองวิตกจริตคิดไกลเกิน โดยเฉพาะเรื่องหอยตายจากน้ำจืด "เพราะถ้าในทางปฏิบัติโครงการสร้างปัญหาให้แก่ท้องถิ่น รัฐบาลก็พร้อมที่จะชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว"

               คำชี้แจงแถลงไขทำนองนี้ ย่อมเป็นธรรมดาอยู่เองที่ชาวบ้านทั่วไปย่อมเข้าใจยากและไม่ปลื้ม อย่าง "ปรีชา เจี๊ยบหยู" ชาว ต.บ้านปรก อ.เมือง เห็นว่าวิทยากรยึดระเบียบราชการ ตอบคำถามไม่ตรงประเด็นที่ชาวเมืองแม่กลองหวั่นวิตกซึ่งก็คือ โครงการแม่น้ำใหม่กระทบกับชาวเมืองแม่กลอง ทำลายวิถีชุมชน ระบบนิเวศ และวัฒนธรรมทางสายน้ำ

               "หากมีน้ำมาจริงๆ จะมีผลกระทบมหาศาล คนปลายน้ำอย่างคนแม่กลองจะได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะวิถีชีวิตของคนแม่กลองอยู่ติดกับแม่น้ำ อยู่กับติดทะเล" ปรีชาแสดงความเห็นกับนักข่าวหลังเวทีฟังความเห็นล้มลงกลางคันเพราะตัวแทนจาก กบอ. ดึงดันที่จะไม่ยอมเป็น "ทางผ่าน" รับรายชื่อชาวบ้าน 20,000 ชื่อ ซึ่งเสนอความเห็นคัดค้านฟลัดเวย์ถึงกรรมการกบอ.ทั้งคณะ

               บ้านของปรีชาอยู่ตรงกึ่งกลางของสามน้ำ ผ่านชีวิตในลุ่มแม่กลองมาแล้ว 63 ปีย่อมมองทะลุปรุโปร่งถึงโครงการที่กำลังจะยัดเยียดมาให้ เขาบอกว่า การบริหารจัดการน้ำที่กำลังจะทำกันอยู่นี้เป็นการแก้ไขที่บิดเบนประเด็น เพราะที่จริงแล้วควรปรับปรุงลำน้ำเดิมในภาคกลางที่เคยเป็นที่รับน้ำอยู่ก่อนแล้วด้วยวิธีการทางผังเมือง ดีกว่าจะเบี่ยงน้ำมาทางภาคตะวันตกซึ่งโดยปกติก็รับน้ำมากอยู่แล้ว

               "นิคม อู่อ่อน" อดีตกำนัน ต.บางพรหม อ.บางคนที พื้นที่น้ำจืดอันอุดมไปด้วยเรือกสวนแลแมกไม้ บอกว่า พวกเขารับไม่ได้แน่ ถ้าหากจะถูกบังคับให้ยินยอมให้แม่กลองรองรับน้ำ 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจะบ่าเข้าท่วมพื้นที่และต้องเดือดร้อนทั้งที่อยู่และที่ทำกินอย่างไม่ต้องสงสัย

               ขณะที่หนุ่มใหญ่อย่าง "ชิษณุวัฒน์ มณีศรีขำ" ผู้อาศัยอยู่ย่าน ต.ปลายโพงพาง อ.อัมพวา ย่านน้ำกร่อยเฉียดๆ ไปทางน้ำเค็มแสดงความวิตกกังวลกับโครงการผันน้ำนี้ด้วยเหตุที่จะเกิดผลกระทบกับชาวบ้านในท้องถิ่นอย่างไม่ต้องสงสัย แต่กลับไม่ได้ศึกษาผลกระทบทั้งด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมแต่อย่างใด

               เรื่องการจัดการน้ำไม่ใช่โจทย์ที่ยากเกินกว่าภูมิปัญญาทั่วไปจะร่วมมือกันวางแผนป้องกันแก้ไขได้ ดังเช่นที่ชิษณุวัฒน์เห็นว่า มีทางออกอีกมาก ไม่เห็นความจำเป็นต้องขุดแม่น้ำสายใหม่

               ความเห็นทั้งในเวทีและรอบนอก อันเปรียบประดุจจุดรวมของแม่น้ำหลายสายที่ไหลมาบรรจบกันภายใต้จุดมุ่งหมายเดียวคือ "ไม่เอาฟลัดเวย์" สะท้อนให้ กบอ. ได้ประจักษ์ว่า ควรจะเดินหน้าโครงการ 150,000 ล้านบาทนี้ต่อไปหรือไม่ และอย่างไร

               การรับฟังความเห็นเดินมาถึงราวครึ่งทาง  ขณะที่เวทีฟลัดเวย์ยังเหลืออีก 3 จังหวัด คือ ราชบุรี กาญจนบุรี และนครปฐม

               ซึ่งถ้าออกมาในลักษณะเดียวกัน โอกาสของฟลัดเวย์ตะวันตก จึงแทบปิดประตูตาย


..............................

(หมายเหตุ : ใกล้ยกสุดท้าย'ฟลัดเวย์' เวทีแม่กลองยังป่วน  :  รายงาน)