ไลฟ์สไตล์

'เที่ยวช้าๆ พาไปนิคโก้ยามใบไม้เปลี่ยนสี'

'เที่ยวช้าๆ พาไปนิคโก้ยามใบไม้เปลี่ยนสี'

24 พ.ย. 2556

'เที่ยวช้าๆ พาไปนิคโก้ยามใบไม้เปลี่ยนสี' : คอลัมน์ท่องต่างแดน : โดย...เรื่อง/ภาพ : ศิริกุล กสิวิวัฒน์

                ความงามในฤดูใบไม้ร่วงที่ใบไม้เปลี่ยนเป็นสีเหลือง ส้ม แดง เป็นความงดงามที่ธรรมชาติบรรจงสร้างไว้ให้เป็นความสุขที่ได้ชื่นชมและการเที่ยวชมโบราณสถานที่เป็นมรดกโลกก็เป็นอีกความสุขหนึ่งและเมื่อสองสิ่งอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวเดียวกัน จึงเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยว จะเป็นที่ไหนละ ถ้าไม่ใช่ "นิคโก้" (Nikko) ประเทศญี่ปุ่น
 
                นิคโก้ เป็นเมืองเล็กๆ ค่อนข้างเงียบสงบตั้งอยู่กลางหุบเขาในเขตวนอุทยานนิคโก้ ที่ขึ้นชื่อเรื่องความสวยงามทางธรรมชาติตอนเหนือของกรุงโตเกียว 140 กม. เดินทางด้วยรถไฟประมาณ 2 ชั่วโมง เป็นเมืองที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์สมัยเอโดะ มีโบราณสถาน วัดวาอาราม ศาลเจ้ามากมายที่สร้างขึ้นโดยศิลปินที่มีชื่อเสียง และที่สำคัญเมื่อปี ค.ศ.1999 องค์การยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียน ศาลเจ้าโทโชกุ ศาลเจ้าฟูตาราซันและวัดรินโนจิเป็นแหล่งมรดกโลก ดังนั้นจึงเป็นแหล่งมรดกโลกที่ถูกโอบล้อมไว้ด้วยความงามทางธรรมชาติอย่างกลมกลืน
 
                การเที่ยวชมซึมซับความงดงามที่มนุษย์และธรรมชาติสร้าง ควรมีเวลา 2-3 วัน แนะนำให้ไปช่วงกลางเดือนตุลาคม ถึงกลางเดือนพฤศจิกายน เพื่อจะได้ชมความงามของใบไม้เปลี่ยนสี การเดินทางไปนิคโก้สะดวกสบายโดยรถไฟ ซึ่งมีหลายสาย
 
                ผู้เขียนออกจากโตเกียวเลือกไปขึ้นที่สถานี Tobu Asakusa Station อยู่ชั้นล่างของห้าง Matsuya เป็นรถด่วนสาย SPACIA Express มีรถออกทุกชั่วโมง ตั๋วมีหลายแบบแต่ถ้าเที่ยวช้าๆ ก็เลือกแบบ All Nikko Pass 4 วัน เป็นตั๋วไป-กลับพร้อมตั๋วรถเมล์เที่ยวชมแหล่งท่องเที่ยวในนิคโก้ได้ตามใจชอบ ตลอดการเดินทางบนรถไฟ 2 ชั่วโมง ท่านจะเพลิดเพลินวิวทิวทัศน์สองข้างทางพร้อมอาหารกลางวันบนรถไฟ ขอกระซิบว่า ข้าวผัดไข่กับขนมจีบอร่อยอย่างไม่น่าเชื่อ และถ้าจะให้เพลินอีกนิดก็จิบไวน์ขาวฝรั่งเศสที่มีบริการ ก็จะทำให้การเดินทางสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น
 
               เมื่อถึงสถานี Tobu Nikko Station ข้อมูลและแผนที่ต่างๆ มีบริการที่ศูนย์ข้อมูลท่องเที่ยวที่สถานีรถไฟ เจ้าหน้าที่มีอัธยาศัยไมตรีพร้อมไขข้อข้องใจได้ทุกประการ เมื่อพร้อมก็ขึ้นรถเมล์ออกไปสัมผัสนิคโก้ให้ชื่นใจ การท่องเที่ยวนิคโก้แบ่งเป็น 3 โซน โซนแรกเป็นย่านมรดกโลก ที่อยู่ในบริเวณเดียวกัน โซนที่สองไกลออกไปนิดเป็นทะเลสาบซูเซนจิ (Chuzenji Lake) โซนที่สามต่อจากโซนที่สองเป็นโซนที่มีทิวทัศน์สวยงาม Yumoto Onsen ควรเที่ยวให้ครบเพื่อจะได้เห็นใบไม้เปลี่ยนสีที่มีความหลากหลายทั้งรูปร่างและสีสันละลานตา
 
                เริ่มต้นด้วยเที่ยวย่านมรดกโลก ลงรถที่ป้ายสะพานชินเคียว (Shinkyo Bridge) สะพานไม้โค้งสีแดงคอยต้อนรับตรงเชิงเขาทางขึ้นแหล่งมรดกโลก สร้างด้วยไม้มีเสาหินรับน้ำหนัก ยืนมองสะพานไม้ที่มีสายน้ำและโขดหินอยู่เบื้องล่างและขุนเขาเป็นฉากหลัง เป็นภาพแรกของนิคโก้ที่น่าประทับใจยิ่ง จากนั้นเดินขึ้นบันไดหินที่สองข้างทางเป็นป่าสนบรรยากาศร่มรื่น อากาศหนาวเย็นเพลิดเพลินจนมาถึงวัดรินโนจิที่มีอายุกว่า 1,200 ปี เป็นวัดประจำตระกูลโชกุนโตกุกาว่า ความใหญ่โตของวัดที่มีเสาสร้างจากไม้ทั้งต้น
 
                เดินต่อมาจนมาถึงสถานที่ห้ามพลาดคือ ศาลเจ้าโทโชกุ จะพบเจดีย์ 5 ชั้น สูง 34.3 เมตร เป็นโบราณสถานเก่าแก่ที่มีลวดลายการแกะสลักรูปสัตว์ต่างๆ แต่จุดที่นักท่องเที่ยวสนใจเพ่งมองอย่างพินิจพิเคราะห์ในปริศนาธรรมเป็นเรื่องราวของลิง 3 ตัวที่มีอิริยาบถ "ปิดหู ปิดตา ปิดปาก" คงต้องการสื่อว่า ถ้าเรา ไม่ฟัง ไม่ดู ไม่พูด สิ่งที่เลวร้าย ภยันตรายก็จะไม่มาถึงตัว นั่นคือจงยึดมั่นในความดีนั่นเอง หน้าประตูของศาลเจ้าแกะสลักเป็นรูปสัตว์มงคลต่างๆ รูปต้นไม้ ก้อนเมฆ ส่วนประตูชั้นในเป็นภาพแกะสลักและภาพวาดประตูใหญ่ของศาลเจ้ามีภาพแกะสลักแมวเฝ้าประตูเหมือนกำลังหลับ เป็นความงดงามที่ต้องค่อยๆ ดูและสร้างจินตนาการ
 
                หากยังมีแรงก็เดินขึ้นบันไดราว 200 ขั้น ไปชมสุสานโชกุน หากหมดแรงก็เดินลงต่อไปดูศาลเจ้าฟูตาราซัน ซึมซับกับศิลปะภาพแกะสลักรอบๆ ศาลเจ้าซึ่งเป็นแหล่งมรดกโลกท่ามกลางธรรมชาติค่อยๆ เดินสัมผัสไอเย็นของป่า ฟังเสียงน้ำไหล ชมใบไม้เปลี่ยนสีบนเนินเขากลางป่าจินตนาการถึงสมัยเอโดะ เหลียวหลังไปมองนึกว่ามีซามูไรเดินตามมาซะแล้ว…!!! คืนแรกที่นิคโก้เลือกพักย่านมรดกโลกเพื่อซึมซับบรรยากาศเอโดะ นอนแช่ออนเซ็นในเรียวกังเล็กๆ ความสุขหาได้ไม่ยากเลย
 
                เริ่มเช้าวันใหม่ที่สดใสมุ่งหน้าไป ทะเลสาบซูเซ็นจิ เป็นทะเลสาบขนาดใหญ่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล1,200 เมตร แต่ก่อนถึงทะเลสาบมีน้ำตกเคง่อน (Kegon) คอยต้อนรับอยู่ด้วยเสียงดังของน้ำตกที่สูง 100 เมตร จะยืนชมด้านบนหรือจะลงลิฟต์ไปชมด้านล่างก็ได้แล้วแต่สะดวก นั่งรถเลียบทะเลสาบเพลิดเพลินกับสีสันของใบไม้และความชุ่มชื้นของป่าจนมาถึง น้ำตกเรียวซู (Ryuzu) หนึ่งในน้ำตกที่สวยที่สุดของนิคโก้ โดยเฉพาะช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีเดินไปหยุดยืนที่สะพานไม้ปลายน้ำตก สายตามองไปตามเสียงน้ำ..อึ้งอยู่ชั่วครู่แล้วอุทานว่า โอพระเจ้า สวยอะไรเช่นนี้ !!! ใบไม้สีส้ม สีแดงไล่เฉดสีโน้มกิ่งอวดสีสันแย่งกันบดบังน้ำตกเป็นภาพที่ตรึงตาตรึงใจจนต้องเก็บมาเป็นวอลล์เปเปอร์
 
                เท่านั้นยังไม่พอ ขอไปอีกหนึ่งน้ำตกที่ว่าสวย นั่งรถต่อไปอีกจนถึง น้ำตกยูดากิ (Yudaki) เป็นน้ำตกที่ใหญ่กว่าที่ผ่านมา เดินลงสะพานไปชมน้ำตกด้านล่างและเดินลัดเลาะไปตามธารน้ำพูดได้คำเดียวว่า สวยมากกกก....แวะชิมปลาย่างที่น้ำตกก่อนเดินทางต่อไปยัง YumotoOnzen เมืองอาบน้ำแร่ริมทะเลสาบยูโนโกะ สวยจับใจทนความงามไม่ไหวขอพักอีกหนึ่งคืนเพื่อแนบชิดธรรมชาติในบ่อน้ำแร่..สุดยอดจริงๆ นอกจากมรดกโลกและความสวยงามของธรรมชาติแล้ว นิคโก้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น โดยออกแบบตกแต่งย้อนยุคสมัยเอโดะสามารถสัมผัสศิลปวัฒนธรรมการดำเนินชีวิตของผู้คนยุคนั้น Edo Wonderlandเป็น Theme Park ที่น่าสนใจ
 
               การพยายามอนุรักษ์แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ แหล่งโบราณสถาน ศิลปวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้ให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชม คือ เสน่ห์ที่ทำให้ใครๆ ก็อยากมาเที่ยวญี่ปุ่น โดยเฉพาะใบไม้เปลี่ยนสีที่นิคโก้
 
 
 
..................................
 
 ('เที่ยวช้าๆ พาไปนิคโก้ยามใบไม้เปลี่ยนสี' : คอลัมน์ท่องต่างแดน : โดย...เรื่อง/ภาพ : ศิริกุล กสิวิวัฒน์)