ไลฟ์สไตล์

'การบ้าน'น่าจะสำคัญกว่า'การเมือง'

'การบ้าน'น่าจะสำคัญกว่า'การเมือง'

23 พ.ย. 2556

'การบ้าน'น่าจะสำคัญกว่า'การเมือง' : คอลัมน์ คลินิคคนรักบ้าน โดย... ดร.ภัทรพล



    
          ผมต้องยอมรับว่าในตลอดระยะเวลาหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมไม่ได้ทำอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากการลุ้นระทึกผลของความขัดแย้งทางความคิดในทาง “การเมือง” ของคนหยิบมือเพียง 2-3 กลุ่ม อันมีรากของความขัดแย้งแท้จริงลึกๆ แล้ว มาจากผลประโยชน์ทับซ้อนของบรรดากลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ที่หมักหมมทับถมมาเป็นระยะเวลายาวนาน ทำให้ในภาพรวมของ “การเมือง” ไทย ดูๆ ไปจึง ยุ่ง วุ่นวาย เป็นผลให้ประเทศอันเป็นที่รักของเราไม่ได้ก้าวไปทางไหน แต่เป็นการย่ำอยู่กับที่เดิมวนเวียนอยู่กับวังวนเดิมของปัญหาความขัดแย้ง  
    
          ขอสารภาพตามตรงครับว่าในใจลึกๆ เกิดความเบื่อหน่าย ทั้งฝ่าย “รัฐบาล” และ “ฝ่ายค้าน”  ซึ่งแต่ละฝ่ายไม่มีทีท่าว่าจะลดราวาศอกให้กันและกันแต่อย่างใด ที่ทั้ง 2 ฝ่าย อาจจะรู้แต่แกล้งไม่รู้หรือไม่รู้ ถึงการต่อต้านจากกระแสสังคมที่ผมเรียกว่า “พลังเงียบที่เป็นเสียงส่วนใหญ่” (Silence Majority)  ผมย้ำนะครับว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องการเมืองระหว่าง “ฝ่ายค้าน” กับ “ฝ่ายรัฐบาล” แต่มีอนาคตของชาติเป็นเดิมพัน เพราะทั้งสองฝ่ายต่างกำลัง พยายามบิดเบือนความจริงต่อสาธารณะ  คือ นำเสนอความจริงที่เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายตนแต่เพียงด้านเดียว รวมทั้งสองฝ่ายกำลังทำลายกระบวนการ “ยุติธรรม” ทำลายหลัก “นิติธรรม” ตลอดไปจนทำลายหลัก “จริยธรรม” บ้านเมือง  
    
          ผมมักจะพูดอยู่เสมอๆ ถึง 3 ปัจจัยเสี่ยง ต่อการพัฒนาประเทศ ซึ่งคนไทยจะต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ ปัจจัยข้อแรก คือ การส่งออกและนำเข้า เพราะเศรษฐกิจของประเทศถูกพันธนาการไว้กับการส่งออกและนำเข้า ดังนั้น การกินดีอยู่ดีของคนในชาติขึ้นอยู่กับการส่งออกและนำเข้า ทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรม ตลอดจนภาคการบริการ เช่น อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ฯลฯ ดังนั้น ความผันผวนทางด้านเศรษฐกิจของไทยจึงผูกติดอยู่กับการผันผวนของเศรษฐกิจโลก ไม่ว่าจะเป็น ยุโรป, อเมริกา, จีน, ญี่ปุ่น  ฯลฯ ครับ  
    
          ปัจจัยข้อ 2  คือ งบประมาณการลงทุนที่จะส่งผลถึงการไหลเวียนของทุนทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในประเทศจะเป็นตัวชี้วัดว่าเศรษฐกิจในภาพรวมจะดีหรือไม่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งงบประมาณในการพัฒนาระบบสาธารณูปโภค สาธารณูปการ ตลอดจนการพัฒนา โครงข่ายรถไฟความเร็วสูง ที่มีงบลงทุนกว่า 2  ล้านล้านบาท ซึ่งจะเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจที่สำคัญในอนาคตอันใกล้ และยังก่อให้เกิดการจ้างงานและการพัฒนาประเทศ นำไปสู่การเป็นศูนย์กลางของโครงข่าย “โลจิสติกส์” ของภูมิภาค “อาเซียน” อย่างแท้จริง  
    
          ปัจจัยเสี่ยงข้อที่ 3 คือ ความขัดแย้งของผลประโยชน์ที่ทับซ้อนอันนำไปสู่ความขัดแย้งทางด้านการเมืองของคนหยิบมือเพียง 2-3 กลุ่ม ที่หากนับกันจริงๆ แล้ว มีผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการทั้ง 2 -3 ฝ่าย นับรวมกันแล้วไม่น่าเกิน 20 ล้านคน แต่กลุ่มนี้เหล่านี้ทำให้คนกลุ่มใหญ่กว่า 40 ล้านคน ได้รับผลกระทบ ทั้ง 3 ปัจจัยเสี่ยงนี้แหละครับจะเป็นตัวชี้ชะตาว่าประเทศไทยจะเป็น “ดาวรุ่งพุ่งแรง” ของ “อาเซียน” เมื่อเปิดเออีซี อีก 2 ปีข้างหน้า หรือจะเป็น “ดาวร่วง” พ่วงอยู่รั้งท้ายให้ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ลาว เขมร พม่า แซงหน้า ก็ขึ้นอยู่กับพวกเราๆ และพวกท่านๆ นี่แหละครับ เป็นผู้กำหนดอนาคต  
    
          จากการที่ผมได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนทัศนคติกับ นายชวน หลีกภัย ซึ่งท่านเป็นหนึ่งใน “คนดีศรีรัตนโกสินทร์” และท่านก็เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่ผมเคารพนับถือ (ท่านเคยเป็น ส.ส.อยู่ 15 สมัย และเป็น นายกรัฐมนตรีถึง 2 ครั้ง) ทำให้ได้มีโอกาสระบายถึงความรู้สึกห่วงใยกับสังคมไทยในช่วงวิกฤติความขัดแย้งทางด้าน “การเมือง” ที่นับวันจะทวีความรุนแรงขึ้นเช่นนี้ ผมเห็นว่าน่าจะลดกิจกรรมทางด้าน “การเมือง” ลงบ้าง เพราะเราได้ใช้เสรีภาพประชาธิปไตยแบบไทยๆ การแสดงออกทางความคิดปลุกระดมมวลชนจนสับสนไปหมด
    
          เราน่าจะหันกลับมาให้ความสนใจเรื่อง “การบ้าน” กันบ้างเพื่อยกระดับมาตรฐานการดำรงชีวิตของมนุษย์ในบ้านใหญ่หลังนี้ให้ “อยู่ดีกินดี” กว่าที่เป็นอยู่ ให้คนส่วนใหญ่ถึงพร้อมด้วยปัจจัย 4 ทั้ง อาหาร, เครื่องนุ่งห่มเครื่องใช้ไม้สอย, ยารักษาโรค และที่อยู่อาศัยให้ครบถ้วนสมควรแก่อัตภาพ ร่วมแรงร่วมใจกันสู้กับความยากจนและช่วยกันยกระดับมาตรฐานการใช้ชีวิตที่ต่ำกว่านานาอารยประเทศให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ เพราะผมเชื่อว่าเราจะมาพูดถึงประชาธิปไตยหรือข้อคิดเห็นทางการเมืองคงจะเปล่าประโยชน์ หากคนส่วนใหญ่ในสังคมยังตกอยู่ในสภาวะหนี้สิน, ยากจนและอดอยาก ผลคือการ “ซื้อสิทธิ์ ขายเสียง” และการ “คอร์รัปชั่น” ซึ่งเป็นต้นตอที่แท้จริงของปัญหา หากแก้ปัญหา “การบ้าน” จุดนี้ไม่ได้ก็อย่าได้คิดฝันถึงเรื่อง “การเมือง” ที่ดีมีจริยธรรมเลยครับ
    
          ในความเห็นของผมน่าจะลองให้ “การบ้าน” นำ “การเมือง” หยุดเล่น “การเมือง” แบบน้ำเน่าเดิมๆ สักพัก หันกลับมาเล่น “การบ้าน” กันบ้างก็น่าจะดีมิใช่น้อย   ผมคิดว่าเรา “ดันทุรัง” เดินกันมา “สุดซอย” จนพบว่า “ซอยตัน” จะเดินต่อไปคงไม่ได้แล้ว ก็ลด “มานะทิฐิ” ถอยหลังกลับไปตั้งหลักใหม่  ก็น่าจะดีกว่าที่เป็นอยู่เพราะในสภาพเศรษฐกิจ, สังคมและการเมือง ดังเช่นปัจจุบันนี้คงไม่มีอะไรจะเสียหรือบอบช้ำไปมากกว่านี้อีกแล้วครับ

.......................................
(หมายเหตุ 'การบ้าน'น่าจะสำคัญกว่า'การเมือง' : คอลัมน์ คลินิคคนรักบ้าน โดย... ดร.ภัทรพล)