
แม่กลองก้องโนฟลัดเวย์
แม่กลองก้องโนฟลัดเวย์ : กัมปนาท ขันตระกูลรายงาน
(1) แม่กลองสู้แตกหัก
เพียงเวลาไม่นานนัก ให้หลังจากที่แฟนเพจ "จับตาแม่น้ำใหม่ อย่าทำร้ายสายน้ำแม่กลอง" เปิดตัวขึ้นอย่างเงียบๆ ในโลกไซเบอร์ผ่านทางเฟซบุ๊ก ตัวเลขคลิกไลค์ที่ทะยานจากระดับร้อยมาถึง 6,030 ย่อมเป็นหลักฐานยืนยันได้ทางหนึ่งว่า "กระแส" ปกป้องแม่น้ำแม่กลองจากการรุกรานของแม่น้ำสายใหม่ได้แผ่ขยายออกไปไม่เพียงเฉพาะเจ้าของพื้นที่ลุ่มแม่กลอง นับเนื่องจากกาญจนบุรี ราชบุรี และสมุทรสงคราม
เมื่อปลายน้ำแม่กลองถูกกำหนดไว้ในแผนฟลัดเวย์ตะวันตกให้เป็นพื้นที่รับน้ำก่อนส่งลงทะเลที่ปากอ่าวไทย "รูป ก.ไก่" ย่อมต้องถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโครงการ เช่นว่า ถ้าปลายท่อไม่เปิดเสียอย่าง ก็ย่อมจะไม่มีทางระบายน้ำออกมาได้
เดิมพันสูงที่สุดของโครงการฟลัดเวย์ตะวันตก จึงถูกวางไว้ที่ลุ่มน้ำแม่กลองไปโดยอัตโนมัติ นับเนื่องจาก อ.ท่าม่วง ลงไปถึง อ.เมืองสมุทรสงคราม ซึ่งแม้พื้นที่ใต้ลงมาอย่าง อ.ท่ามะกา อ.บ้านโป่ง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี จ.สมุทรสงคราม จะไม่มีผลกระทบในการเวนคืนที่ดินมากนัก แต่ปริมาณน้ำมหาศาลที่ถูกยัดเยียดลงไปในแม่น้ำธรรมชาติย่อมเป็นเรื่องผิดวิสัยเกินรองรับ นั่นหมายถึงความเปลี่ยนแปลงทางสภาพแวดล้อม ระบบนิเวศ และวิถีชีวิตของผู้คนตลอดลุ่มน้ำ
โครงการฟลัดเวย์ช่วงปลายน้ำนี้ ถูกกำหนดแผนเอาไว้ว่า จะขุดลอกแม่น้ำแม่กลองระยะทาง 34 กิโลเมตร ตั้งแต่บริเวณ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี ถึงจุดบรรจบแม่น้ำแม่กลองกับปากน้ำคลองแควอ้อมในเขต อ.บางคนที (โบราณกาลเรียกแม่กลองสายเก่า) ซึ่งอยู่เหนือจาก "ตลาดน้ำอัมพวา" ที่รู้จักกันดีไม่มากนัก และลงปากอ่าวไทยที่ อ.เมืองสมุทรสงคราม
"พื้นที่ จ.สมุทรสงคราม น้ำจะมาเป็นก้อนๆ ผิดธรรมชาติไม่ได้ เพราะหากเป็นเช่นนั้นจะสร้างความเสียหายแก่ภาคเกษตร" สุรจิต ชิรเวทย์ ส.ว.สมุทรสงคราม หัวเรือใหญ่คัดค้านฟลัดเวย์ตะวันตก อธิบายความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับพื้นที่เกษตรที่บางคนที ต่อเนื่องลงมาถึงอัมพวา ความที่ว่า ลักษณะการใช้สอยประโยชน์พื้นที่เป็นสวนแบบมีคันดินล้อม เพื่อปลูกพริก หอม กระเทียม และผลไม้อันหลากหลายและอุดมสมบูรณ์ หากน้ำมามากก็จะเกิดปัญหาน้ำท่วม ขณะที่สวนลิ้นจี่ในบางคนที อัมพวา และ อ.เมือง ก็ไม่เหมาะที่จะให้มีน้ำหล่อเลี้ยงในร่องสวนตลอดหรือมากจนเกินไปนัก เพราะจะมีผลกระทบ ทำให้ลิ้นจี่ไม่ออกดอก
"ที่สำคัญคือ เมื่อน้ำจืดลงอ่าวรูป "ก.ไก่" จำนวนมหาศาล จะส่งผลกระทบต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเค็มชายฝั่ง สัตว์ทะเลในธรรมชาติ และที่เลี้ยงไว้ในฟาร์มจะตาย นอกจากนี้ในฤดูแล้งน้ำเค็มจะหนุนสูง ขึ้นไปสร้างความเสียหายให้แก่พื้นที่การเกษตรในตอนบน มีผลกระทบกับวิถีชีวิตท้องถิ่น และเป็นหายนะใหญ่ของคนแม่กลอง และคนราชบุรี" สุรจิต สะท้อนภาพปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้น และ "คนราชบุรี" ที่เขาอ้างถึงย่อมจะครอบคลุมพื้นที่บ้านโป่ง โพธาราม เมือง วัดเพลง และปากท่อ ซึ่งมีประชาชนรวมกันอีกหลายแสนชีวิต
บทเรียนจากปัญหาน้ำจืดมากเกินพอดีที่ชาวแม่กลองแม่เคยลืมเลือนก็คือ เหตุการณ์มหาอุทกภัยเมื่อปี 2554 แม้สมุทรสงครามไม่ถูกน้ำท่วมเสียหายเหมือนจังหวัดอื่นในภาคกลาง แต่น้ำจืดที่ถูกระบายลงมามากมายก็ทำให้สัตว์น้ำชายล้มตายสูญหายและใกล้เคียงจะสูญพันธุ์เลยทีเดียว
ภาพความเสียหายเหล่านี้ คนพื้นที่ขนานแท้อย่างสุรจิตเท่านั้นที่สามารถสะท้อนออกมาได้ดีกว่าใคร แม้เขาจะสวมหมวกสมาชิกวุฒิสภา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง "แต่เป็นเรื่องที่มีผลกระทบกับวิถีชีวิตคนแม่กลองจริงๆ คนแม่กลองเขารู้วิถีชีวิตของเขาแล้ว เพียงแต่เอาข้อมูลไปให้ถึง เขาจะคิดได้เอง และเสนอทางออกด้วย ที่ผมและแกนนำผู้คัดค้านออกมาเคลื่อนไหว เพราะรัฐบาลไม่ให้ข้อมูลที่ถูกต้องและสื่อไม่ได้ทำหน้าที่ ผมพร้อมเพื่อนอีกหลายคน จึงได้ออกมาทำ โดยทำไปตามความถูกต้องและอิงกฎหมาย” สุรจิตกล่าว
ด้วยความตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ภาคีเครือข่ายภาคประชาชนจังหวัดสมุทรสงครามจึงเข้ามามีบทบาทเฝ้าติดตามจับตาโครงการฟลัดเวย์ตะวันตก ด้วยแง่มุมต่างๆ เครือข่ายได้ศึกษาข้อมูลของโครงการ รวมทั้งได้ส่งตัวแทนไปร่วมเวทีฟังความคิดเห็นในพื้นที่จังหวัดอื่นๆ ซึ่งพบว่ารัฐบาลให้ความจริงไม่หมด ไม่ให้รายละเอียดโครงการ และผลกระทบต่อประชาชน อีกทั้งทุกเวทีที่จัด ฝ่ายผู้จัดจะใช้วิธีให้เจ้าหน้าที่ปกครอง และเจ้าหน้าที่จากกรมการพัฒนาชุมชน คัดเลือกบุคคลที่เห็นดีกับโครงการมาเข้าร่วมเวทีฟังความคิดเห็น เพื่อให้ผลสรุปออกมาว่า ท่าทีของประชาชนล้วนคล้อยตามกับโครงการ
สำหรับสมุทรสงคราม ขณะนี้ทางผู้จัดได้ตั้งเป้าเกณฑ์ผู้ที่เห็นด้วยจำนวน 800 คนตามแผนงานของ กบอ.ที่วางไว้ให้มาร่วมเวที โดยให้โควตาการจัดสรรคนเข้าร่วมไปยังผู้นำท้องถิ่น เพื่อให้ผลออมาตามที่ต้องการ ขณะที่ฝ่ายคัดค้านได้จัดทำบัญชีรายชื่อผู้คัดค้านโครงการ เพื่อนำไปมอบให้ผู้จัดเวทีฟังความคิดเห็นได้ทราบถึงท่าทีระหว่างการจัดเวทีวันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายนนี้ ร่วมทั้งเปิดรับลงทะเบียนสำหรับประชาชนที่สนใจจะเข้าร่วมฟังความคิดเห็น แต่ไม่สามารถเข้าร่วมได้ สำหรับการจัดทำบัญชีรายชื่อ เพื่อคัดค้าน ทางเครือข่ายภาคประชาชนคาดว่าจะสามารถรวบรวมได้มากกว่า 2 หมื่นรายชื่อ
ขณะที่ภาคีเครือข่ายภาคประชาชนแจ้งว่า กลุ่มผู้ร่วมคัดค้านเห็นตรงกันว่าจะต่อสู้ด้วยแนวทางสันติวิธีสำหรับกิจกรรมวันที่ 22 พฤศจิกายนนี้ โดยจะไปย้ำจุดยืนว่า ไม่เห็นด้วย รวมทั้งมอบรายชื่อผู้คัดค้าน และที่จะขอกับฝ่ายผู้จัดก็คือ ให้จัดประชุมฟังความคิดเห็นในห้องประชุมใหญ่ร่วมกันเพียงห้องเดียว ไม่ขอแยกเข้าห้องย่อย หากฝ่ายจัดยืนยันจะแยกให้ย่อย กลุ่มผู้คัดค้านก็จะขอยุติการเข้าร่วม เพราะเห็นว่าการทำเช่นนั้นจะไม่แตกต่างไปจากเจตนาสลายพลังภาคประชาชน
แม้การต่อสู้ของภาคเครือข่ายแม่กลองจะยึดหลักสันติวิธี หากแต่คำประกาศเช่นว่า ถ้าพวกเขาถูกแยกสลายด้วยเหตุผลแอบแฝงของฝ่ายรัฐจะทำให้การแสดงความเห็นยุติลงทันที ย่อมหมายถึงคำประกาศสู้รบในแบบแตกหัก เดินหน้า แพ้ไม่ได้
(2) ท่าม่วงตายหนึ่งเกิดแสน
ความตายของ "ยายทองอยู่ ล่องลอย" ช่วยปลุกให้ชาวบ้านอย่างน้อย 5 หมู่บ้าน ใน ต.ท่าล้อ เริ่มรับรู้ถึงการความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดกับพวกเขามากยิ่งขึ้น หลังการมาถึงของข่าวคราวทางผันน้ำ หรือคำเรียกขานที่ชาวบ้านไม่คุ้นเคยอย่าง "ฟลัดเวย์"
เป็นความเปลี่ยนแปลงอย่างเดียวกันกับที่ถาโถมทำร้ายจิตใจยายทองอยู่ในวัย 79 ปี ที่ช็อกสิ้นลมหายใจลง หลังได้ยินข่าวมาว่า ที่ดินทำกิน 4 ไร่ และบ้านที่เพิ่งปลูกเสร็จเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้าจะหายไปพร้อมกับทางผันน้ำ ซึ่งจะพาดผ่าน อ.เลาขวัญ อ.ห้วยกระเจา อ.พนมทวน และอ.ท่าม่วง ที่บริเวณ 5 หมู่บ้านใน ต.ท่าล้อ ด.ต.ไพโรจน์ บุญญานนท์ หลานชายของยายทองอยู่ บอกเล่ากับนักข่าวเอาไว้เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2556 ว่า ยายช็อกจากข่าวที่ได้รับรู้ต่อมาอีกทอดหนึ่งว่า บ้านและที่ดินของยายจะถูกเวนคืน
"ผมคิดว่า ชาวบ้านหลายคนคงไม่ยอมรับการเวนคืนที่ดิน และจะต้องประท้วงกันอย่างแน่นอน" หลานชายยายทองอยู่ว่าไว้เช่นนั้น ซึ่งดูเหมือนจะเป็นจริงเช่นที่กล่าว ด้วยให้หลังจากนั้นเพียง 12 วัน ชาวบ้านในหมู่ 1, 2, 3, 4 และ 6 ต.ท่าล้อ อ.ท่าม่วง ได้รวมตัวกันขึ้นราว 400 คน เพื่อเปิดเวทีแสดงปฏิกิริยาไปถึงภาครัฐว่า พวกเขาไม่ยินยอมให้คลองผันน้ำผ่านพื้นที่เกษตรกรรมทำกินและที่อยู่อาศัยที่สืบทอดกันมานานนับชั่วอายุคน เช่นนี้แล้ว จึงเป็นเรื่องปกติ เมื่อมีป้ายอิงค์เจ็ตพิมพ์ข้อความว่า "ชาวท่าล้อไม่ต้องการให้สร้างแน้ำเส้นนี้ ทุกคนเดือดร้อน ไม่มีที่อยู่ ที่ทำกิน" เช่นเดียวกับที่เห็นติดกันอยู่ดารดาษตลอดลุ่มน้ำแม่กลองยามนี้
น่าจะถือได้ว่า การแสดงออกของชาว ต.ท่าล้อ ในฉบับพลันทันใดที่ได้รู้ข่าวโครงการฟลัดเวย์ตะวันตก เป็นหนึ่งในตัวแทนของอีกหลายพื้นที่อันจะมีปฏิกิริยาตามมา ถ้าจะกล่าวเฉพาะกาญจนบุรี ก็มีชาวบ้านอีกนับแสนคนในหลายอำเภอที่จะได้รับผลกระทบ นับตั้งแต่ทิศเหนือ ซึ่งติดต่อกับสุพรรณบุรี มี อ.เลาขวัญ อ.ห้วยกระเจา อ.พนมทวน และอ.ท่าม่วง ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดของคลองผันน้ำที่จะถูกเนรมิตขึ้นด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กกินความกว้าง (รวมถนนริมคลอง) 300 เมตร ที่บริเวณเขื่อนแม่กลอง จากนั้นจะอาศัยแม่น้ำแม่กลองเป็นทางระบายน้ำตั้งแต่ อ.ท่ามะกา เข้าเขตราชบุรี ที่ อ.บ้านโป่ง อ.โพธาราม อ.เมือง ถึงเขตสมุทรสงครามรับน้ำที่ อ.บางคนที ถึงอัมพวา และลงอ่าวไทยที่ อ.เมืองสมุทรสงคราม
ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของแม่น้ำแม่กลองตั้งแต่ อ.ท่าม่วง ลงมา ก็คงไม่แตกต่างจากแม่น้ำสายอื่นที่เกิดขึ้นด้วยแรงกัดเซาะตามธรรมชาติ ส่งผลให้เส้นทางเดินคดเคี้ยวเลี้ยวลด นั่นก็น่าจะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้โครงการฟลัดเวย์ตะวันตก ช่วงท่าม่วง-สมุทรสงคราม ต้องบรรจุแผนขุดลอกแม่น้ำเพื่อรองรับปริมาณน้ำจากภาคเหนือเอาไว้ด้วย เพื่อให้สามารถผันน้ำได้วินาทีละ 1,500 ลูกบาศก์เมตร ตามแผนที่วางไว้
แน่นอนว่า ปริมาณน้ำที่จะมีมากจากเดิมถึง 2 เท่าเป็นอย่างน้อย ไม่ว่าจะขุดลอกแม่น้ำอย่างไรย่อมยากที่จะหลีกเลี่ยงน้ำบ่าท่วมพื้นที่ได้ นั่นคือความเสียหายที่จะมาถึงก่อนสภาพแวดล้อมที่จะย่อยยับลงในลำดับถัดมา เช่นนี้แล้ว คนลุ่มน้ำแม่กลองจะตัดสินอนาคตของเขาอย่างไร หาญณรงค์ เยาว์เลิศ ประธานมูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ (ประเทศไทย) เสนอทางออกว่า ยุทธศาสตร์เดียวที่มองเห็นช่องทางชนะในตอนนี้ คือ ชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนในพื้นที่ต่างๆ ต้องออกมาแสดงพลังให้มากที่สุด แล้วตะโกนดังๆ ว่า ไม่เอา ไม่เห็นด้วยทั้งฟลัดเวย์และเขื่อน เพราะมันกระทบต่อคนในวงกว้าง ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่น โดยเฉพาะชาวสมุทรสงคราม กาญจนบุรี และนครปฐม ถือว่าเข้มแข็งมาก เมื่อคนปลายน้ำไม่เอาด้วย ประกอบกับคนต้นน้ำอย่างกำแพงเพชรก็ต่อต้านสุดกำลัง แบบนี้รัฐบาลยังคิดเดินหน้าอีกหรือ ไม่ฟังเสียงทัดทานเลยหรืออย่างไร
"รัฐบาลกำลังกลัดเม็ดแรกผิด พอชาวบ้านเตือนก็ไม่ฟัง ยังกลัดเม็ดอื่นต่อไปเรื่อยๆ มันก็วุ่นไม่จบ มีอย่างที่ไหนเปิดเวทีรับฟังความเห็นของชาวบ้าน แต่คนเดือดร้อนจริงๆ มีสิทธิ์เข้าร่วมไม่ถึง 10% พอเห็นว่าคนคัดค้านเข้าร่วมมากกว่า ก็สั่งให้เกณฑ์คนมาสู้ ทำยังงี้ปัญหาก็ไม่จบ เพราะรัฐบาลไม่มีเจตนาที่จะรับฟังความคิดเห็นจริงๆ จังๆ แต่จัดเวทีเพื่อให้ครบองค์ประกอบเท่านั้น" อย่างไรก็ตาม ถ้ารัฐบาลยังไม่หยุด หรือชะลอโครงการออกไปก่อน หาญณรงค์ประกาศว่า ชาวบ้านและนักวิชาการจะรวบรวมข้อมูลชี้ให้เห็นถึงความไม่เหมาะสมของโครงการเหล่านี้เพื่อยื่นฟ้องศาลปกครอง
โครงการ 3.5 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลตั้งเป้าฟังความเห็น 36 เวที 36 จังหวัด 4 หมื่นคน และกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 25 ธันวาคม กำลังถูกคัดค้านอย่างหนัก ทั้งที่เพิ่งเดินทางมาเพียงครึ่ง เป็นไปได้หรือไม่ว่า บรรดาผู้ได้รับผลกระทบทั้งหลายถูกบังคับให้ต้องวางเดิมพันกันด้วยชีวิต
........................
(หมายเหตุ : แม่กลองก้องโนฟลัดเวย์ : กัมปนาท ขันตระกูลรายงาน)



