
'น.ร.สาธิตมข.'รับบริจาคแสตมป์เซเว่น
'น.ร.สาธิตมข.'รับบริจาค'แสตมป์เซเว่น'กว่าหมื่นดวง แลกสิ่งของปันอุ่นให้น้องปีที่ 6 'อาจารย์'ชี้หวังใช้กิจกรรมสอนความเสียสละ ความรับผิดชอบต่อสังคม
"แสตมป์เซเว่น"เป็นสิ่งหนึ่งที่รับจากการซื้อของและเก็บสะสมเพื่อไปแลกสิ่งของต่างๆ ที่ทาง เซเว่นอีเลฟเว่นจัดไว้ โดยการแลกของแต่ละชิ้นเป็นของที่มาจากความอดทน และความตั้งใจ จึงเป็นที่มาในการจัดกิจกรรมปันอุ่นให้น้องปีที่ 6 ของคณะกรรมการนักเรียนโรงเรียนสาธิตมอดินแดง มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยเป็นการรวบรวมแสตมป์เซเว่น เพื่อนำไปแลกของแล้วนำไปบริจาคให้โรงเรียนที่ด้อยโอกาส ที่ จ.เลย และจ.หนองบัวลำภู จังหวัดละ 1 โรงเรียน โดปีนี้ได้ดำเนินการเป็นปีที่ 6 แล้ว
น.ส.พุทธิพร พิมพ์คำไหล อายุ 16 ปี ม.5/2 เป็น 1 ในคณะกรรมการนักเรียนที่ออกรับบริจาคแสตมป์ เล่าว่า โครงการปันอุ่นนั้นมีมาเป็นครั้งที่ 6 แล้ว และตนเองก็เป็นหนึ่งในคณะกรรมการที่ร่วมกิจกรรม โดยในปีนี้จะเป็นการรวบรวมแสตมป์เซเว่น โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่ 10,000 ดวง เพื่อนำแลกกล่องใส่ของให้น้องๆ ที่ด้อยโอกาส ส่วนตัวเห็นว่าการรวบรวมแสตมป์นี้เป็นสิ่งที่หลายคนไม่ได้คำนึงถึง เนื่องจากบางคนก็สะสมแสตมป์และบางคนก็ไม่ได้สะสม ดังนั้นถ้าหากรวบรวมแล้วนำไปแลกของใช้จะเป็นสิ่งหนึ่งที่มีค่ามาก เพราะไม่ใช่สิ่งของที่นำเงินไปซื้อเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความตั้งใจ อดทน ในการรวบรวม ก่อนที่จะนำไปแลก ดังนั้นจึงได้นำแนวคิดนี้ไปปรึกษาอาจารย์ และเกิดมาเป็นโครงการนี้ขึ้นมา
"ส่วนสาเหตุที่นำนำแสตมป์มาเป็นส่วนหนึ่งของการรับบริจาคนั้น เนื่องจากมองว่า เซเว่นในปัจจุบันนับได้ว่าเป็นบ้านหลังที่ 3 แล้ว เพราะคนส่วนใหญ่เข้าเซเว่นเพื่อซื้อของบริโภคบริโภค เกือบทุกคนและนอกจากเงินทอนแล้วยังมีแสตมป์ให้สะสมเพื่อแลกของ แต่บางคนก็สะสมบ้างและไม่สะสมบ้าง ดังนั้น จึงคิดว่าน่ามีประโยชน์ จึงขอบริจาคให้กับผู้ที่ยินดีที่จะร่วมบริจาค หลังจากที่ร่วมกิจกรรมนี้แล้ว ทำให้รู้สึกว่ารู้สึกภูมิใจ และซึ่งใจมาก เพราะแสตมป์ที่ได้มานั้นเยอะมาก และยิ่งจะนำของที่แลกไปบริจาค ก็รู้สึกว่า ตนเองได้มีประโยชน์บ้าง รู้สึกอิ่ม เหมือนเป็นการรวมบุญ เพราะการซื้อของนั้นเป็นเรื่องง่าย แต่การที่เรามารวบรวมในเรื่องนี้ทำให้สิ่งที่มามีคุณค่ามากกว่าของทั่วไปๆ เพราะสิ่งเหล่านี้มาจากหัวใจของพวกเราทุกคน และกว่าจะได้แสตมป์มาก็ไม่ได้ง่าย แม้จะไม่ได้มากมายอะไร แต่ก็เป็นจุดประกายในการทำความดีต่อไป" น.ส.พุทธิพร เล่าด้วยน้ำเสียงแห่งความปลาบปลื้ม
ขณะที่ นายพัฒนปรัชญ์ วาวิลัย อายุ 16 ปี ม.5/2 เล่าว่า ตนเองก็เป็น 1 ในคณะกรรมการนักเรียนด้วยเช่นกัน งานนี้มาจากความยากลำบากของพวกเราที่จะรวบรวมมา และมาจากความเต็มใจของทุกคนที่จะร่วมทำบุญด้วยกัน สิ่งของที่นำไปให้ผู้ด้อยโอกาสจะมีคุณค่าทางด้านจิตใจมากกว่าสินค้าที่รวบรวมเงินไปซื้อเพียงอย่างเดียว การบริจาคในครั้งนี้รู้สึกดีใจที่ทุกคนมีความสุขที่ร่วมบริจาค ส่วนแสตมป์ที่ได้รวบรวมจะนำไปแลก กล่องใส่ของ ผ้าปูที่นอน ให้กับเด็กๆ ที่ขาดโอกาส ไม่มีโอกาสได้ใช้ การรวบรวมแสตมป์นี้ดูยิ่งใหญ่กว่านำเงินไปซื้อของธรรมดา เพราะแสตมป์แต่ละดวงนั้นไม่ได้มาง่ายๆ แต่เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของทุกคน ทั้งจากที่บ้าน จากน้องๆ เพื่อนๆ พี่ๆ ครูอาจารย์
"ทั้งหมดนี้เป็นเหมือนการรวบรวมกำลังใจ การแบ่งปัน โดยการรวบรวมแสตมป์นี้เป็นการทำขั้นตอนแรกซึ่งเริ่มมาประมาณ 1 อาทิตย์ หลังจากนี้จะเป็นระดมทุนซึ่งจะเป็นในช่วงเดือนมกราคม เพราะหลังจากนี้ทางโรงเรียนมีกิจกรรมกีฬาสีและอื่นๆ โดยการออกไประดมทุนนั้นจะออกไปในรูปแบบของของการเล่นดนตรี ร้องเพลง และอื่นๆ ปัจจุบันได้รวบรวมไปได้ประมาณ 7,000 ดวง โดยเป้าหมายที่ตั้งไว้คือ 10,000 ดวง และจะนำไปแลกของในวันที่ 20 พ.ย.56 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดของโครงการปันอุ่นให้น้องทางด้านการรวบรวมแสตมป์" นายพัฒนปรัชญ์ เล่า
ขณะที่นายนภนันท์ มณีสุต อายุ 17 ปี ม.5/3 เล่าว่า สำหรับตนเองได้บริจาคแสตมป์ไปแล้วกว่า 20 ดวง รู้สึกดีมาก ที่มีส่วนร่วมในการบริจาคให้คนอื่นที่ด้อยโอกาส กิจกรรมดังกล่าวไม่ได้รู้สึกแปลก เพราะทางโรงเรียนมีรูปแบบกิจกรรมของโครงการปันอุ่นให้น้องที่แตกต่างกันไปเรื่อยๆ รู้สึกภาคภูมิใจ และมองว่าสิ่งที่บริจาคไปนั้นถึงแม้ไม่ได้มากมายอะไรแต่เป็นสิ่งหนึ่งที่จะสามารถช่วยเหลือครอบครัวอย่างน้อย 1 ครอบครัว ได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้บ้าง
นอกจากนี้ นายญาณเดช ธัญวงศ์ อายุ 17 ปี ม.5/3 เล่าว่า รู้สึกดีมากที่ได้ร่วมบริจาคในครั้งนี้ สำหรับตนเองได้บริจาคจากไปแล้วประมาณ 60 ดวงแล้ว รวบรวมกับเพื่อนๆ ที่เล่นบาสด้วยกัน ที่รู้เรื่องก็นำมาร่วมบริจาค เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการทำบุญอย่างนี้ ไม่รู้สึกเสียดายแสตมป์เพราะปกติไม่ได้สะสม รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งในการช่วย ส่วนตัวไม่ได้สะสม ถ้านำมาบริจาคคงจะเป็นประโยชน์มากกว่า
ส่วนนายศักดิ์สิทธิ หัสมินทร์ อาจารย์ที่ปรึกษาคณะกรรมการนักเรียน หัวหน้ากลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เล่าว่า สำหรับโครงการปันอุ่นให้น้องปีที่ 6 นี้ จะรับบริจาคแสตมป์เซเว่นถึงวันที่ 20 พ.ย.56 เนื่องจากเป็นวันสิ้นสุดการแลกแสตมป์ของทางเซเว่น ซึ่งจะนำไปแลกกล่องสำหรับใส่ของ ที่ผ่านมาได้รับบริจาคจากนักเรียนภายในโรงเรียน ผู้ปกครอง และการกระจายไปยังกลุ่มเพื่อนของนักเรียนในโรงเรียนอื่น นอกจากนี้ ยังได้รับจากศิษย์เก่าที่จบออกไปเรียนในมหาวิทยาลัย อย่างที่ เชียงใหม่และกรุงเทพ เมื่อทราบโครงการจึงรวบรวมแสตมป์แล้วส่งมา ซึ่งนับแล้วได้กว่า 1,000 ดวง
โดยหลังจากนี้จะเป็นในส่วนของขั้นตอนที่ 2 คือ การระดมทุน เพื่อนำเงินที่ได้รับบริจาคไปซื้อของจำพวกเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ผงซักฟอก สบู่ ยาสีฟัน เป็นของใช้ในชีวิตประจำวัน โดยจะนำไปใส่ในกล่องที่ไปแลกกับเซเว่น โดยประมาณ กลางเดือนมกราคมจะเดินทางไปมอบให้กับโรงเรียนที่ จ.เลย และที่ จ.หนองบัวลำภู ในส่วนของการระดมทุนนี้ในทุกปีจะได้รับความช่วยเหลือจากผู้ปกครองมาก โดยทางกลุ่มผู้ปกครองจะเป็นส่วนหนึ่งนำกล่องไปบริจาคในที่สำนักงาน ทั้งหมดนี้เป็นความร่วมมือร่วมใจของทั้งนักเรียนและผู้ปกครองที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทำบุญและพัฒนาความรับผิดชอบของตัวนักเรียน
โครงการนี้เริ่มมานานแล้วโดยปีนี้เป็นปีที่ 6 โดยแต่ละปีทางคณะกรรมการนักเรียน จะมีความคิดครีเอทในแต่ละกิจกรรม อย่างกิจกรรมในแต่ละปีที่ผ่านมา อย่างการรับบริจาคเสื้อกันหนาวโดยจะนำมาซัก อบ รีด และพับในถุงเหมือนของใหม่และนำไปบริจาค หรืออีกปีหนึ่งที่นักเรียนจะเข้าไปแปลงห้องเรียนที่มีสภาพเก่าให้มาเป็นอีกห้องหนึ่งที่มีอุปกรณ์และเครื่องใช้อื่นๆให้กลายเป็นห้องใหม่เหมาะแก่การค้นคว้ามากขึ้น แต่ละกิจกรรมทางคณะกรรมการนักเรียนจะเป็นคนคิดกิจกรรมขึ้นโดยทางอาจารย์จะเป็นที่ปรึกษาและคำแนะนำ
“กิจกรรมดังกล่าวตนมองว่า เป็นบทเรียนชีวิตอีกบทหนึ่งที่จะส่งผลให้นักเรียนได้รู้จักการแบ่งปัน การเสียสละ การรับผิดชอบต่อสังคม แม้ในจำนวนนักเรียน ที่ได้ร่วมกิจกรรม หากมี 1 คนที่ออกไปแล้วสามารถเป็นบุคคลที่คาดหวังไว้ถือว่าเป็นสิ่งที่ประสบความสำเร็จมากแล้ว ด้วยความเป็นครู การที่เห็นลูกศิษย์ได้ออกไปเป็นคนดีของสังคมและมีส่วนในการรับผิดชอบสังคมนั้นคือ ความสุขใจได้รับ ไม่ได้คาดหวังว่านักเรียนทุกคนจะออกไปแล้วเป็นดั่งที่คาดหวังเพราะเข้าใจว่า กิจกรรมเหล่านี้เป็นกิจกรรมคนหมู่มาก มีคนทำและไม่ทำ แต่คนที่สามารถรับไปปฏิบัติและประยุกต์กับชีวิตประจำวันได้มีน้อย เพราะขึ้นอยู่กับอาชีพ การงานที่จบออกไปได้ทำ ” นายศักดิ์สิทธิ์ กล่าว



