
ศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรฯ
ผุด 'ศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรฯ' โมเดลต้นแบบพัฒนาชาวนาไทย : ดลมนัส กาเจ ... รายงาน
แม้โครงการน้ำพระราชหฤทัยจากในหลวง หรือโครงการอีสานเขียว ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัส เมื่อเดือนมีนาคม 2530 ต่อ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เมื่อครั้งที่ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกและรักษาราชการผู้บัญชาการทหารสูงสุด สมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เพื่อหาแนวทางบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนในภาคอีสาน จนทำให้พื้นดินที่แห้งแล้ง รวมถึงพื้นที่ใน จ.ศรีสะเกษ สามารถเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นข้าวหอมมะลิ 105 ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง หอมแดง กระเทียม ปอแก้ว และถั่วลิสง ก็ตาม แต่ผลผลิตยังน้อย โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ 105 ได้ผลผลิตเพียงไร่ละ 300-350 กก.เท่านั้น ขณะที่ปัจจัยการผลิตโดยเฉพาะปุ๋ยเคมีปรับราคาขึ้นทุกปี สิ่งที่ตามมาคือทำนาเพิ่ม ต้นทุนการผลิตสูงลิ่ว ถึงขนาดบางปีเกษตรกรต้องประสบกับภาวะขาดทุน ทางจังหวัดศรีสะเกษได้หารือกับหลายภาคส่วนเพื่อหาแนวทางที่จะสนับสนุนให้เกษตรกรใน จ.ศรีสะเกษ มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
ในที่สุดทางบริษัท สยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด ร่วมกับจังหวัดศรีสะเกษ กรมส่งเสริมการเกษตร และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกถั่วเหลืองหลังการทำนาเมื่อปี 2553 เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม ขณะที่ต้นถั่วเหลืองซึ่งเป็นพืชตระกูลถั่วเมื่อไถกลบจะกลายเป็นจุลินทรีย์ที่บำรุงดินได้เป็นอย่างดี พบว่าเกษตรกรที่ร่วมโครงการมีสภาพความเป็นอยู่ดีขึ้น เนื่องจากจากปัจจัยหลัก 2 ด้านด้วยกันคือ ได้มาจากขายผลผลิตถั่วเหลือง และสภาพดินดีขึ้นอันมาจากไถกลบต้นถั่วเหลือง เวลาผ่านไปเพียง 3 ปี เกษตรกรยืนยันได้ผลผลิตข้าวถึงเท่าตัว ขณะที่ปริมาณปุ๋ยลดลงกว่าครึ่งหนึ่งอีกด้วย
นายนิยม วงษ์ภักดี เกษตรกรวัย 62 ปี จากบ้านบางนาทุ่ง ต.ผักไหม กล่าวว่า มีที่นาอยู่ 11 ไร่ ปลูกข้าวหอมมะลิปีละ 1 ครั้ง ซึ่งอดีตการทำนาจะได้ผลผลิตข้าวไร่ละ 300-350 กก. หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จต้องเร่ร่อนไปรับจ้างในพื้นที่ต่างๆ ส่วนใหญ่รับจ้างตัดอ้อย แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อรายจ่าย ทำให้ความเป็นอยู่ลำบาก หลังจากทราบข่าวว่า สยามคูโบต้า ร่วมกับทางจังหวัดส่งเสริมการปลูกถั่วเหลืองหลังทำนา จึงร่วมโครงการทันที ปีแรกได้ผลผลิตถั่วเหลืองไร่ละ 120 กก.ขายในราคา กก.ละ 18-22 บาท
"ไม่น่าเชื่อว่าหลังจากเก็บเกี่ยวถั่วเหลืองแล้ว ทำการไถกลบตามคำแนะนำ พบว่าปีถัดมาพอปลูกข้าวได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นไร่ละ 400 กก. วันนี้ผลผลิตถั่วเหลืองได้ไร่ละกว่า 200 กก. ขณะที่ข้าวเพิ่มขึ้นไร่ละกว่า 600 กก. บางเจ้าได้ถึงไร่ละ 700 กก. ขณะที่การใส่ปุ๋ยเดิมทีไร่ละ 500 กก. ตอนนี้ เหลือเพียงไร่ละ 10-15 กก.เท่านั้นเพราะต้นถั่วเหลืองบำรุงหน้าดินเป็นอย่างดี ตอนนี้ผมไม่ได้ทำนาขายข้าวเปลือก แต่หันมาปลูกข้าวขายเมล็ดพันธุ์ และขายข้าวสารในนามของศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชน ต.ผักไหม ทำให้ผมมีรายได้มากกว่าเก่ากว่า 2 เท่าตัว และไม่จำเป็นต้องขายแรงงานอีก" นายนิยม กล่าว
ล่าสุด สยามคูโบต้าฯ ร่วมกับทางจังหวัดศรีสะเกษ กรมการข้าว และองค์บริหารส่วนตำบลหนองไหม เนรมิต “ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-ผักไหม” โมเดลต้นแบบชุมชนเกษตรเข้มแข็งแห่งแรก ด้วยแนวคิดการรวมกลุ่มแบ่งปันองค์ความรู้ ร่วมวางแผนการทำเกษตรด้วยเครื่องจักรกลการเกษตรของคนในชุมชน สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลผลิต และสร้างรายได้หมุนเวียนในชุมชน พร้อมเปิดกว้างถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตรให้แก่กลุ่มเกษตรกรที่มีความสนใจทั่วประเทศและเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2556 ที่ผ่านมา
นายฮิโรชิ คาวาคามิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า โครงการชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขฯ เป็นโครงการที่สยามคูโบต้าสนับสนุนให้เกษตรกรที่มีการรวมกลุ่มกันอย่างเข้มแข็งเข้าร่วมโครงการเพื่อสร้างรายได้เสริมให้แก่ชุมชนเพิ่มมากขึ้น โดยการส่งเสริมผ่านโครงการต่างๆ ของบริษัทภายใต้แนวทางการพัฒนาด้านการเกษตรตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน อีกทั้งสนับสนุนชุมชนให้เลือกใช้เครื่องจักรกลการเกษตรให้เหมาะสม เพื่อการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตลอดจนสนับสนุนให้ชุมชนสร้างมูลค่าเพิ่มจากผลผลิตที่ชุมชนมีอยู่แล้ว ซึ่งการพัฒนาจะเน้นการพัฒนาชุมชนให้เป็น “ชุมชนต้นแบบ” ที่จะสามารถเป็นศูนย์เรียนรู้และศึกษาดูงานเพื่อที่จะขยายผลไปยังชุมชนใกล้เคียงในแต่ละภูมิภาค
"ชุมชนผักไหมเป็นชุมชนต้นแบบชุมชนแรกในโครงการชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า ที่มีความสำเร็จและความพร้อมในการถ่ายทอดประสบการณ์และองค์ความรู้ด้านการจัดการเกษตรต่างๆ ให้แก่กลุ่มเกษตรกรอื่นๆ สยามคูโบต้า จึงได้ร่วมกับจังหวัดศรีสะเกษ และอบต.ผักไหม จัดตั้ง “ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-ผักไหม” ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสถานที่ดำเนินการของกลุ่ม และให้บุคคลทั่วไปเข้ามาเยี่ยมชมเพื่อดูงานและแลกเปลี่ยนความรู้ภายใต้แนวคิดการรวมกลุ่มเกษตรกร เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพด้วยเครื่องจักรกลการเกษตร ลดการใช้สารเคมีและเพิ่มคุณภาพของดิน อีกทั้งการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์ เพื่อเพิ่มรายได้หมุนเวียนให้แก่เกษตรกรในกลุ่มนั่นเอง"
ขณะที่ นายไพฑูรย์ ฝางคำ ประธานวิสาหกิจชุมชนศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชน ต.ผักไหม กล่าวว่า ชุมชนผักไหม เป็นชุมชนที่มีความเข้มแข็งอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยวิธีจัดการชุมชนให้มีกิจกรรมรวมกลุ่ม เรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่ม ยิ่งหลังจากที่สยามคูโบต้า เข้ามาส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกถั่วเหลืองหลังการเก็บเกี่ยวข้าว ทำให้กลุ่มมีความเข้มแข็งขึ้น และสมาชิกมีรายเพิ่มขึ้นด้วย สิ่งที่ตามมาคือชุมชนมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว จนได้รับคัดเลือกให้จัดตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-ผักไหมเป็นแห่งแรก
"ตอนนี้ชุมชนของเรามีผลิตภัณฑ์ตราผักไหมออกวางจำหน่าย มีทั้งเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมมะลิ ข้าวกล้องหอมมะลิ ข้าวกล้องงอกหอมมะลิ และข้าวฮางหอมมะลิ นอกจากนี้ยังมีรายได้เสริมจากการขายผลผลิตจากพืชบำรุงดิน อาทิ ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วพร้า และปอเทืองด้วย" เขา กล่าว
“ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-ผักไหม” นับเป็นที่เพิ่มของเกษตรแห่งใหม่ ที่จะชุบชีวิตเกษตรกรให้มีความก้าวในอาชีพในอนาคต
------------------------
(ผุด 'ศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรฯ' โมเดลต้นแบบพัฒนาชาวนาไทย : ดลมนัส กาเจ ... รายงาน)



