
'สธ.'เผยสถิติจมน้ำวันลอยกระทงสูง2เท่าตัว
'สธ.' เผยสถิติจมน้ำวันลอยกระทงสูงกว่าปกติ 2 เท่าตัว เตือนผู้ปกครองระวังเด็กใกล้ชิด ส่วนกลุ่มผู้ใหญ่ควรเลี่ยงการดื่มสุราและลงน้ำ เหตุเสี่ยงเกิดตะคริวง่าย
16 พ.ย.56 นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลลอยกระทงปีนี้ ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน 2556 มีความเป็นห่วงเรื่องอุบัติเหตุการจมน้ำ ซึ่งพบในช่วงเทศกาลวันลอยกระทงทุกปี จากข้อมูลในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีคนจมน้ำเสียชีวิตเฉพาะในวันลอยกระทงวันเดียว ตั้งแต่พ.ศ.2546-2555 จำนวนรวม 175 คน เป็นกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี จำนวน 68 คน เฉลี่ยวันละเกือบ 7 คน มากกว่าช่วงปกติเกือบ 2 เท่าตัว นอกจากนี้หลังวันลอยกระทง 1 วัน จะพบเด็กจมน้ำสูงใกล้เคียงกับวันลอยกระทงคือ 62 คน กลุ่มเด็กที่จมน้ำพบเพศชายมากกว่าหญิงประมาณ 2 เท่าตัว กลุ่มเด็กที่จมน้ำเสียชีวิตมากที่สุดคืออายุ 5-9 ปี คิดเป็นร้อยละ 54 รองลงมาคืออายุ 10-14 ปีร้อยละ 27 และอายุต่ำกว่า 5 ปีร้อยละ 19 และจากสถิติที่ผ่านมายังพบว่าหากวันลอยกระทงตรงกับวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ จะมีคนจมน้ำเสียชีวิตสูงกว่าวันธรรมดาเกือบ 3 เท่าตัว
นายสรวงศ์กล่าวต่อว่า ในการป้องกันอุบัติเหตุจากการจมน้ำ กระทรวงสาธารณสุขขอย้ำเตือนประชาชนที่จะพาบุตรหลานไปลอยกระทงให้เพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้น เนื่องจากเด็กจะอยู่ใกล้แหล่งน้ำมาก หากเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีควรดูแลอย่างใกล้ชิด ไม่ปล่อยให้เด็กอยู่ใกล้แหล่งน้ำตามลำพัง หรือยืนใกล้บริเวณขอบบ่อ ขอบสระ เพราะอาจพลัดตกลงไปในน้ำได้ และสิ่งที่พบเป็นประจำทุกปีคือ จะมีเด็กลงไปเก็บกระทงหรือเก็บเงินในกระทงที่ลอยในน้ำ ผู้ปกครองควรห้าม ไม่ปล่อยให้เด็กลงไปเก็บกระทงอย่างเด็ดขาด เพราะเด็กอาจจมน้ำ เนื่องจากเป็นตะคริวเพราะอยู่ในน้ำเป็นเวลานานและสภาพอากาศหนาวเย็น
ด้านนายแพทย์โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า กรณีของร้านอาหารหรือสถานบันเทิงที่อยู่ริมแม่น้ำ ซึ่งส่วนใหญ่จะจัดให้มีท่าน้ำสำหรับให้แขกที่มานั่งในร้านลอยกระทงได้สะดวก ผู้ใช้บริการและจะลอยกระทง ควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และลงน้ำ เนื่องจากจะเสี่ยงเป็นตะคริวได้สูง หรือกรณีที่ผู้ปกครองนำบุตรหลานไปนั่งในร้านอาหารด้วย ต้องดูแลอย่างใกล้ชิดไม่ให้คลาดสายตา เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 3 ปีต้องอยู่ในระยะที่คว้าถึง การหันไปทำกิจกรรมต่างๆ เพียงเสี้ยววินาที โดยปล่อยให้เด็กลอยกระทงตามลำพังไม่ว่าจะเป็นในกะละมังหรือถังน้ำที่บ้านก็ตาม อาจทำให้เด็กจมน้ำเสียชีวิตได้
"สำหรับหน่วยงานที่จัดเตรียมพื้นที่ให้ประชาชนลอยกระทง ควรกำหนดให้ชัดเจน และต้องทำสิ่งกั้นขวาง เพื่อป้องกันเด็กตกน้ำ จัดให้มีผู้ดูแล และต้องเตรียมอุปกรณ์สำหรับช่วยคนตกน้ำให้พร้อม เช่นห่วงชูชีพ สามารถเข้าถึงได้ง่ายหากเกิดเหตุการณ์ และเขียนป้ายบอกวิธีการใช้ให้ถูกต้อง ผู้ที่ให้บริการทางเรือ ควรจัดเสื้อชูชีพให้พร้อม และคำนึงถึงการบรรทุกผู้โดยสารไม่ให้น้ำหนักเกิน หากพบคนตกน้ำต้องรู้วิธีการช่วยเหลือที่ถูกต้อง ห้ามกระโดดลงไปช่วยอย่างเด็ดขาด เพราะอาจจะทำให้ถูกกอดรัดและจมน้ำเสียชีวิตพร้อมกัน การช่วยเหลือที่ถูกวิธี ขอให้ยึดหลัก ตะโกน โยน ยื่น โดยเรียกให้ผู้ที่ว่ายน้ำเป็นมาช่วย หรือหาอุปกรณ์ที่อยู่ใกล้ตัวมาช่วยเหลือ เช่น ไม้ ถังแกลลอนเปล่า เชือก หรือสิ่งที่ยึดเหนี่ยวได้" นายแพทย์โสภณกล่าว
'สธ.' รณรงค์ 'ลอยกระทง' ปลอดเหล้าทั่วไทยห้ามขาย-ห้ามดื่ม
แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร โฆษกกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ในเทศกาลลอยกระทงที่กำลังมาถึงในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2556 นี้ กระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รณรงค์ลอยกระทงปลอดเหล้า โดยห้ามจำหน่ายและห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดในพื้นที่ที่จัดงานลอยกระทงทั่วประเทศ เพื่อปรับเปลี่ยนค่านิยมดื่มเหล้าฉลองเทศกาล และส่งเสริมเทศกาลลอยกระทงของไทยเป็นวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามและทรงคุณค่า ไม่ให้ถูกทำลายให้เสียความเป็นเอกลักษณ์จากปัญหาที่มาจากการดื่มเหล้าเช่น อุบัติเหตุจราจร อาชญากรรม หรือการมอมเมาเยาวชนหญิงและล่อลวงไปในทางที่ไม่เหมาะสมได้
แพทย์หญิงพรรณพิมลกล่าวว่า เทศกาลวันลอยกระทงปีนี้ กระทรวงสาธารณสุขจะบังคับใช้กฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 อย่างจริงจัง โดยให้สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค ร่วมกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทุกจังหวัดทั่วประเทศ และประสานการทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ออกตรวจสอบพื้นที่ห้ามขายและห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดในพื้นที่ที่ประกาศห้าม ตั้งแต่วันที่ 15 - 19 พฤศจิกายน 2556 โดยให้ผู้ประกอบการ แม่ค้า พ่อค้า ปฏิบัติตามกฎหมาย 4 เรื่องคือ 1.ห้ามขายให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี 2.ขายตามเวลาที่กฎหมายกำหนด 3.ห้ามขายในพื้นที่ห้ามขาย เช่น วัด โรงเรียน สวนสาธารณะ ซึ่งสถานที่ใช้ลอยกระทงส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่สาธารณะอยู่ในความดูแลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น ริมคลอง ริมแม่น้ำ เป็นต้น และ4.ห้ามโฆษณา ลด แลก แจก แถม หรือสื่อสารการตลาดทุกชนิด หากพบกระทำผิด จะดำเนินการตามกฎหมายทันทีโดยไม่ละเว้น มีโทษสูงสุดคือ จำคุก 1 ปี หรือปรับ 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ทั้งนี้ รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายส่งเสริม สนับสนุนให้ประชาชนลดละเลิกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด และกวดขันเข้มงวดให้ปฏิบัติตามกฎหมาย คือพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อลดและป้องกันปัญหาที่มาจากการดื่มเครื่องดื่มชนิดนี้ เนื่องจากข้อมูลขององค์การอนามัยโลกระบุว่า เหล้าและบุหรี่เป็น 2 ใน 4 ตัวการหลักทำให้อายุเฉลี่ยคนไทยสั้นลง และเป็นสาเหตุก่อโรคต่างๆกว่า 60 โรค ผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติล่าสุดในปี 2554 พบคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 17 ล้านคน
ทางด้านนายแพทย์สมาน ฟูตระกูล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขกล่าวว่า กรมควบคุมโรค ได้ดำเนินการประชาสัมพันธ์ ย้ำเตือนกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้ผู้ประกอบการทั้งกทม.ปริมณฑลและต่างจังหวัดทราบและปฏิบัติตามกฎหมาย มาเป็นเวลา 4 - 5 ปี ได้รับความร่วมมือดีขึ้นเรื่อยๆ โดยการฝ่าฝืนกว่าร้อยละ 90 จะพบในช่วงเทศกาลสำคัญ ในปี 2555 ได้ตรวจจับ ดำเนินคดีทั่วประเทศรวม 4,293 ราย ประกอบด้วยในเขตกทม. 2,067 ราย ต่างจังหวัด 2,226 ราย และได้จัดส่งทีมเฉพาะกิจลงในพื้นที่ในรายที่มีปัญหาซับซ้อน ยากต่อการดำเนินงานของพื้นที่ และลงโทษรวมอีก 700 ราย คดีสำคัญๆ ส่วนใหญ่เป็นการดำเนินการทำการตลาดเพื่อส่งเสริมการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วยวิธีการใช้ดนตรี (music marketing) หรือกีฬา (sport marketing) เช่นกรณีการจัดงานคอนเสิร์ตที่มีการขายเบียร์ในสถานศึกษาที่จังหวัดกระบี่ และล่าสุดมีการร้องเรียนให้ไปตรวจการจัดกิจกรรมเดียวกัน ที่ สวนสาธารณะ จังหวัดสระแก้ว



