ไลฟ์สไตล์

โทรศัพท์มือถือช่วยกู้ภัยในฟิลิปปินส์

โทรศัพท์มือถือช่วยกู้ภัยในฟิลิปปินส์

17 พ.ย. 2556

โทรศัพท์มือถือช่วยกู้ภัยในฟิลิปปินส์

                ทุกครั้งที่เกิดพิบัติภัยธรรมชาติ หรือมหันตภัยที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ด้วยกันเอง ก็จะเกิด "ความห่วงใย" ญาติสนิทมิตรสหายหรือแม้แต่เพื่อนร่วมโลกที่เผชิญกับภัยเหล่านั้นทุกครั้งไป คนภายนอกที่ปลอดภัยจากภัยนั้นๆ ก็ต้องการทราบว่า ผู้ประสบภัยที่เป็นคนรู้จักหรือญาติของตนปลอดภัยหรือไม่ หรือต้องการความช่วยเหลือเช่นใดบ้าง การสื่อสารในภาวะวิกฤติจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในช่วงเวลาเป็นช่วงเวลตายเช่นนี้

                เช่นกรณีที่เกิดมหาวาตภัยใน 6 จังหวัดของฟิลิปปินส์ อันเกิดจากซูเปอร์ไต้ฝุ่นไห่เยี่ยน ที่มีพลังในการทำลายล้างเหนือขอบเขตการวัดระดับความรุนแรงของการทำลายล้างตามมาตราฟูจิตะ (Fujita Scale) ที่ใช้วัดระดับความรุนแรงของการทำลายล้างของพายุไต้ฝุ่นและทอร์นาโด จากความเร็วลมศูนย์กลาง โดยแบ่งออกเป็น 6 ระดับ จาก 0-5 สูงสุดที่ความเร็วลมศูนย์กลางที่ 512 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่มหาพายุลูกนี้มีความเร็วลมเหนือกว่านั้นอีก

                ความแรงของกระแสลมทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า สตอร์มเซิร์จ ที่ทำให้น้ำทะเลก่อตัวเป็นคลื่นสูงซัดเข้าถล่มชายฝั่ง ขณะที่พลังวาตะที่รุนแรงนั้นก็ทำลายอาคารบ้านเรือน หอบรถทั้งคันปลิวไปไกล และทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก แม้ว่าทางการฟิลิปปินส์จะประกาศว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการ ณ เวลานี้ ราว 1,900 คน แต่กาชาดสากลประจำฟิลิปินส์ประเมินว่า ในพื้นที่ 6 จังหวัดที่เป็นเหยื่อพายุลูกนี้น่าจะมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 10,000 คน

               ในพื้นที่ประสบภัยมีผู้อาศัยราว 2 ล้านคน ที่กำลังรอความช่วยเหลือจากทางการ และองค์กรต่างๆ ที่เร่งรุดเข้าไปในพื้นที่เพื่อให้ความช่วยเหลือเครื่องประทังชีวิต ทั้งน้ำ อาหาร และเวชภัณฑ์แก่ผู้ประสบภัย นอกเหนือจากน้ำ อาหาร และเวชภัณฑ์แล้ว ยังมีความช่วยเหลืออีกประเภทหนึ่งที่เร่งรุดเข้าไปยังพื้นที่ประสบภัย นั่นคือ ระบบสื่อสารไร้สาย ที่ดูจะเป็นพระเอกในการให้ความช่วยเหลือชาวฟิลิปปินส์ที่ประสบภัยในครั้งนี้เช่นกัน

               เอ็นจีโอกลุ่ม เทเลคอมส์ ซานส์ ฟรอนเทียเรส (ทีเอสเอฟ) ได้ส่งทีมงานพร้อมระบบสื่อสารผ่านดาวเทียม เร่งรุดไปยังจังหวัดตาโคลบัน และจังหวัดอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งเป็นพื้นที่ประสบภัยพายุไห่เยี่ยน ในทันทีหลังเกิดเหตุ เพื่อให้ความช่วยเหลือชาวบ้านตาดำๆที่ตกเป็นเหยื่อมหาวาตภัยในครั้งนี้ โดยให้ความช่วยเหลือแก่ชาวบ้านด้วยการบริการโทรศัพท์ฟรีแก่ชาวบ้านรายละ 3 นาที เพื่อให้เหยื่อวาตภัยได้ติดต่อกับญาติหรือเพื่อนฝูงที่กำลังรอคอยความหวังว่าญาติหรือเพื่อนฝูงที่อยู่ในพื้นที่เส้นทางพายุจะติดต่อมา เพื่อบอกว่าตนเองปลอดภัย

                ในภาวะเช่นนี้ ที่ระบบส่งไฟฟ้า และการสื่อสารแบบมีสาย รวมทั้งไร้สาย ถูกพลังพายุทำลาย บริการของทีเอสเอฟจึงเป็นเหมือนอัศวินม้าขาวที่มาช่วยเหลือพวกเขาในยามวิกฤติ

                การที่ความช่วยเหลือด้านการสื่อสารลงไปถึงผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็วและค่อนข้างทั่วถึง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนาของเทคโนโลยีการสื่อสารที่ทำให้อุปกรณ์สื่อสารไร้สายมีราคาถูกลง เมื่อเทียบกับช่วง 15 ปีก่อนจะเห็นได้ชัดเจนถึงความแตกต่าง

                ในช่วงทศวรรษครึ่งที่ผ่านมา การมีโทรศัพท์มือถือไว้ครอบครองเป็นเรื่องเกินเอื้อมสำหรับประชาชนตาดำๆ ทั่วไป และยิ่งในภาวะวิกฤติจากภัยธรรมชาติครั้งใหญ่แล้ว การสื่อสารด้วยระบบไร้สายในเวลานั้นมีโอกาสแทบจะเป็นศูนย์

               การสื่อสารผ่านระบบไร้สายยังช่วยให้ความช่วยเหลือเข้าถึงผู้ประสบภัยได้ทั่วถึงมากขึ้น สามารถระบุตำแหน่งของผู้ประสบภัย สามารถเชื่อมโลกโซเชียลมีเดีย ทั้ง ทวิตเตอร์ หรือ เฟซบุ๊ก จากผู้ประสบภัยไปยังโลกภายนอก รวมทั้งสามารถเชื่อมผู้ประสบภัยให้เข้าถึงเว็บไซต์ตามหาผู้สูญหายของกูเกิล ที่จะเปิดตัวให้บริการทุกครั้งที่มีพิบัติภัยครั้งใหญ่เกิดขึ้นในโลก เพื่อบอกกล่าวกับโลกภายนอกว่าตนเองยังมีชีวิตอยู่ได้ด้วยเช่นกัน

                การสื่อสารไร้สายที่เชื่อมโยงผู้ประสบภัยเข้ากับโลกภายนอกผ่านระบบอินเทอร์เน็ตยังช่วยให้ความช่วยเหลือในกรณีฉุกเฉินเข้าถึงผู้ประสบภัยได้ทันท่วงที เช่นกรณีของ น.ส.แคสซี่ พาจาริลโล เหยื่อประสบภัยน้ำท่วมในกรุงมะนิลาเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2555 ที่โพสต์ข้อความในทวิตเตอร์ขอความช่วยเหลือจากหน่วยกู้ภัยให้เข้ามาช่วยแม่และยายของเธอที่ติดอยู่ท่ามกลางกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากและเสี่ยงต่อการเสียชีวิต เพียงไม่กี่อึดใจหน่วยกู้ภัยพร้อมเครื่องมือก็เดินทางมาถึงที่เกิดเหตุและให้ความช่วยเหลือแม่และยายของเธอได้ทันท่วงที

                ผู้เชี่ยวชาญด้านการให้ความช่วยเหลือในเหตุพิบัติภัยเชื่อว่า ในอนาคตอันใกล้ เทคโนโลยีจะพัฒนาไปกว่านี้ ทำให้ทีมกู้ภัยฉุกเฉินที่ลงไปยังพื้นที่เกิดเหตุสามารถระบุตำแหน่งผู้ประสบภัยลงบนแผนที่ดิจิตอล และส่งข้อมูลนั้นไปยังหน่วยกู้ภัยให้เข้ามาช่วยเหลือได้ทันท่วงที หรือใช้ระบบตรวจจับตำแหน่งโทรศัพท์มือถือเพื่อบอกตำแหน่งผู้เคราะห์ร้ายที่อาจติดอยู่ใต้ซากตึก หรือในเขตห่างไกล และใช้มือถือหลายเครื่องประกอบกันเป็นเครือข่ายสื่อสารเล็กๆ ที่ใช้ระบุตำแหน่งของเหยื่อได้อีกด้วย