ไลฟ์สไตล์

สภาพัฒนาการเมือง แก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดย'สันติวิธี'

สภาพัฒนาการเมือง แก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดย'สันติวิธี'

16 พ.ย. 2556

สภาพัฒนาการเมือง แก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดย'สันติวิธี' : คอลัมน์สัมภาษณ์พิเศษ : ศ.ดร.ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ ประธานสภาพัฒนาการเมือง

              สังคมไทยในปัจจุบัน มีทั้งความแตกต่าง และความเหมือน กับสังคมไทยในอดีต มีความแตกแยก ขาดความสามัคคี มีไส้ศึก มีการแบ่งแยกเป็นก๊ก เป็นเหล่า แต่กรณีของสมัยอดีตอยุธยา เป็นความขัดแย้งระหว่างคนไทยกับคนพม่า แต่ปัจจุบัน "เป็นการขัดแย้งระหว่างคนไทยด้วยกัน" สภาพัฒนาการเมือง เกิดขึ้นเพื่อนำแผนแม่บทมาแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง โดยเน้น "สันติวิธี"

               ศ.ดร.ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ ประธานสภาพัฒนาการเมือง กล่าวถึงบทบาทการทำงานของ "สภาพัฒนาการเมือง" ว่า ก่อตั้งขึ้นมาจากวัตถุประสงค์ 3 ประการ เพื่อพัฒนาประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เพื่อส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และเจ้าหน้าที่ของรัฐ และส่งเสริมให้ประชาชนมีความเข้มแข็งในทางการเมือง ขณะเดียวกันต้องนำแผนพัฒนาการเมืองซึ่งเป็นแผนแม่บท มาดำเนินการพร้อมปฏิบัติหน้าที่ดำเนินการที่พระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง บัญญัติไว้ คือ การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี ด้วยเหตุนี้ สภาพัฒนาการเมือง จึงจัดตั้งคณะกรรมการจัดการความขัดแย้งโดยสันติวิธี เพื่อจะได้ช่วยเหลือความขัดแย้งในบ้านเมืองทุกวันนี้

                "ขณะนี้มีประเด็นสำคัญที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน ได้แก่ ความขัดแย้งแตกแยกในบ้านเมือง ความขัดแย้งแตกแยกปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ ที่กลายเป็นปัญหาลุกลามใหญ่โต ความขัดแย้งกับประเทศกัมพูชา กรณีปราสาทพระวิหาร ศาลโลกตัดสินออกมาแล้ว ความขัดแย้งการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ สิทธิของชุมชนในการทำมาหากิน สิ่งแวดล้อมต่างๆ โดยทรัพยากรอันมีจำกัด เช่น ที่ดินซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการประกอบอาชีพ" 

                ประธานสภาพัฒนาการเมือง กล่าวในงานสัมมนา "ความขัดแย้งในสังคมไทยปัจจุบัน : สาเหตุของปัญหาและแนวทางการแก้ไข" ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ว่า ในประวัติศาสตร์ชาติไทย กว่าที่จะสร้างชาติได้ ต้องผ่านการเสียเลือด เสียเนื้อ เสียชีวิตของผู้คนมากมายมหาศาล ประเทศไทยเกือบสิ้นชาติมาแล้วครั้งที่ 1 เมื่อปี พ.ศ.2112 สมัยสมเด็จพระมหินทราธิราช และครั้งที่ 2 พ.ศ.2310 สมัยพระเจ้าเอกทัศ ซึ่งอยากชี้ให้คนไทยเห็นถึงการเสียชาติเพื่อปกป้องชาติในสมัยก่อน กับความแตกแยกในปัจจุบันนี้ ลองวิเคราะห์ดูว่า เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

               ประเด็นที่เหมือนกัน คือ ความแตกแยก ความสามัคคี เมื่อครั้งเสียกรุงครั้งที่ 1 มีคนไทยไปเข้ากับพม่า นำทางให้แก่พม่า ครั้งที่ 2 ในราชวงศ์ของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศพี่น้องทะเลาะกันเอง คือ พระเจ้าอุทุมพร กับ พระเจ้าเอกทัศ และความขัดแย้งจากพระราชโอรสที่ต่างมารดา แต่ความแตกแยกของคนในปัจจุบันมีสารพัดสี หลายฝักหลายฝ่าย ประเด็นเรื่องไส้ศึก สมัยกรุงศรีอยุธยา ก็มีไส้ศึกเหมือนกัน เสียกรุงครั้งที่ 1 พระยาจักรีเปิดประตูเมืองให้พม่าเข้าไป สมัยเสียกรุงครั้งที่ 2 ก็มีไส้ศึกเหมือนกัน ลองสังเกตดูว่า ในเรื่องของการปกป้องอธิปไตยของชาติ เรากลับไปเข้าข้างประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นคู่กรณี เป็นต้น 

                และ ประเด็นการแบ่งแยกเป็นก๊ก เป็นเหล่า สมัยกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่ 1 และ 2 คนไทยแตกออกเป็น 5 ก๊ก ก๊กพระยาพิษณุโลก ก๊กพระยาพิมาย นครราชสีมา ก๊กเจ้าฟ้าฝาง ก๊กนครศรีธรรมราช และก๊กพระเจ้าตากสินมหาราช ถ้าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชไม่สามารถกอบกู้บ้านเมืองได้ ไทยเราอาจจะเป็นเมืองขึ้นของพม่าไปแล้ว แต่โชคดีที่เรารวมชาติกันได้ 

                ศ.ดร.ธีรภัทร์ พูดถึงเรื่องสิ่งที่ต่างกันบ้าง ว่า กรณีของสมัยอดีตอยุธยา เป็นความขัดแย้งระหว่างคนไทยกับคนพม่า แต่ปัจจุบันเป็นการขัดแย้งระหว่างคนไทยด้วยกัน เป็นความขัดแย้งที่ลงลึกถึงรากฐานของประเทศ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ในอดีตเป็นเรื่องความขัดแย้งด้านการทหาร แต่ปัจจุบันเป็นการขัดแย้งทางด้านความคิด อุดมการณ์ และมีมิติความขัดแย้งรอบด้านมากกว่าในอดีต

                "ผมคิดว่า สิ่งนี้จะเป็นตัวช่วยวิเคราะห์ปัญหาว่า ปัญหาที่เกิดความขัดแย้งในปัจจุบันมีสาเหตุรากเหง้ามาจากอะไร เราจะได้แก้ไขปัญหารากเหง้าได้อย่างไร"

 

.......................

(สภาพัฒนาการเมือง แก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดย'สันติวิธี' : คอลัมน์สัมภาษณ์พิเศษ : ศ.ดร.ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ ประธานสภาพัฒนาการเมือง )