ไลฟ์สไตล์

มหา'ลัยเหมืองทอง!

มหา'ลัยเหมืองทอง!

15 พ.ย. 2556

มหา'ลัยเหมืองทอง! : กวินทรา ใจซื่อรายงาน

             คงไม่ผิดนัก ถ้าหากจะบอกว่า บริเวณที่ตั้งแหล่งแร่ทองคำ ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลยทุกวันนี้ได้กลายเป็นสภาพเป็น "มหาวิทยาลัยแห่งการเรียนรู้" ไปเรียบร้อยแล้ว ด้วยเวลาเพียงไม่นาน ให้หลังจากที่บริษัทเอกชนผู้ได้รับประทานบัตรเข้าไปสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำขึ้นที่นั่น

             ด้วยการมาถึงของเครื่องจักร และความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมรอบๆ ตัวของชาวบ้าน เป็นแรงผลักดันให้ "ชุมชน" กับผู้มาใหม่ขาดความไว้เนื้อเชื่อใจกัน กระทั่งนำไปสู่การเผชิญหน้า นั่นย่อมหมายถึงว่า การสำรวจแร่ทองคำในแปลงใหม่ๆ และการให้ประทานบัตรแทบจะปิดประตูตาย ด้วยมหาวิทยาลัยแห่งการเรียนรู้แห่งนี้ ยิ่งนานวัน ยิ่งสั่งสมประสบการณ์การต่อสู้และภูมิรู้เท่าทัน ถนนแห่งการแสวงหาล้วนมุ่งสู่ที่นี่

             ไม่ใช่การเสาะแสวงขุมทรัพย์ทองคำ หากแต่เป็นการค้นหาบ่อเพาะแห่งภูมิปัญญาที่มีค่ายิ่งกว่า

             นักคิดนักเขียน และนักวิชาการ คือ "ปัญญาชน" อีกกลุ่มหนึ่ง ที่สามารถสะท้อนปัญหาต่างๆ ของสังคมออกมาผ่านตัวหนังสือ และตัวหนังสือเหล่านี้คือพลังการขับเคลื่อนสังคมไปพร้อมกัน ที่ผ่านมามีนักวิชาการหลายคนที่ลงพื้นที่ คลุกคลีกับปัญหา และนำเสนอเรื่องราวสิ่งที่พบเห็น เพื่อให้สังคมภายนอกได้รับรู้ และการบอกเล่าเรื่องราวในการปกป้องสิทธิชุมชนของชาวบ้านในกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิด ต.เขาหลวง หลังจากเอกชนได้เข้ามาดำเนินกิจการเหมืองทองคำที่นี่ ตั้งแต่ปี 2549

             กลุ่มนักวิชาการรุ่นใหม่ที่รวมกลุ่มกันหลวมๆ ในนาม "เครือข่ายนักวิชาการอีสานศึกษาและการพัฒนาภูมิภาค" นำโดย ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ จากคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ร่วมขบวนด้วยอาจารย์อีกหลายรายจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วภาคอีสาน พวกเขาเหล่านี้ได้ตัดสินใจปิดตำราวิชาการเดินทางเข้ามาเรียนรู้ หาคำตอบที่แท้จริงในชุมชนที่ได้รับผลกระทบแห่งนี้ จึงถือเป็นเวทีแรกที่นักวิชาการเลือดใหม่ได้ลงพื้นที่ไปเรียนรู้ปัญหาร่วมกัน

ถึงเวลาลงจากหอคอย

             กว่า 5 ปีแล้ว ที่ ผศ.ดร.สุภีร์ สมอนา จากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ตัดสินใจเข้ามาค้นหาคำตอบในชุมชนด้วยตัวเอง หลังจากได้รับรู้ปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้น จากการนำเสนอเรื่องราวผ่านการรายงานข่าวของสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน แต่เวลาการนำเสนอเพียงสั้นๆ ไม่สามารถตอบคำถาม และข้อสงสัยที่มีอยู่มากมายได้ ทำให้เขาตัดสินใจลงพื้นที่แห่งนี้ เริ่มต้นงานวิจัยและเก็บข้อมูลในเชิงวิชาการทันที

             ผศ.ดร.สุภีร์ ตัดสินใจลงฝังตัวในพื้นที่ เพื่อศึกษาปัญหาโดยทั่วไป และสภาพต่างๆ ที่ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน อันจะเป็นพื้นฐานเพื่อนำไปสู่รากเหง้าของทุกสิ่งทุกอย่าง ซึ่งดอกเตอร์ผู้นี้ได้เรียนรู้ว่า ปัญหาของระบบทุนที่เข้ามารุกรานทรัพยากรที่ชาวบ้านเคยมีเคยใช้ มันรุนแรงมากกว่าที่ได้รับรู้มาก่อน มันรุนแรงเกินกว่าที่ชาวบ้านจะสู้รบปรบมือเพียงลำพังได้ แต่จนถึงขณะนี้กลับยังไม่มีหน่วยงานภาครัฐเข้ามาร่วมปกป้องและต่อสู้เพื่อสิทธิอันชอบธรรมของชาวบ้านอย่างจริงจัง

             “งานเขียนและบทความที่นำมาเผยแพร่เมื่อปี 2551 ในประเด็นของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเหมืองทองคำ จ.เลย ผมเห็นว่า ทั้งข้อมูลและการนำเสนอยังมีน้อย ด้วยความสนใจที่ต้องการรู้ข้อมูล ข้อเท็จจริงทั้งหมด จึงเดินทางเข้ามาในพื้นที่ เสียงสะท้อนของชาวบ้านที่บอกเล่าผ่านการสังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงว่ามีต้นไม้เหี่ยวเฉา ไม่มีความมั่นใจในการหาอยู่หากินตามวิถีชีวิตเดิม ทำให้ชาวบ้านเห็นถึงความผิดปกติ เมื่อเดินทางเข้ามาถึงพื้นที่จริง รู้สึกว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา รู้สึกเสียดายสภาพพื้นที่ที่เคยอุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านอยู่อย่างสงบสุขท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงาม นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เดินทางเข้ามาในชุมชนเรื่อยๆ เพื่อเรียนรู้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง”

             อาจารย์สุภีร์มีความรู้สึกโดยสำนึกว่า ทุกคนทำให้เกิดปัญหา ทรัพยากรท้องถิ่นถูกทำลาย โดยที่ชาวบ้านต้องเป็นผู้แบกรับผลร้ายที่เกิดตามมา เขาเห็นว่า สิ่งที่จะช่วยเหลือชาวบ้านได้คือ นำองค์ความรู้ที่ได้จากชาวบ้าน ไปเพิ่มข้อมูลงานวิชาการ และจัดการกระบวนการเรียนรู้ให้แก่นักศึกษา ให้คนรุ่นใหม่ได้ตระหนักและสนใจปัญหาในชุมชนมากขึ้น

             “ขณะที่สภาพสังคมมีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คงไม่เพียงพอหากนักวิชาการจะนั่งอ่านตำราเพียงอย่างเดียว ชีวิตของคนเราไม่สามารถอยู่ในกรอบได้ตลอด นักวิชาการต้องแสวงหาแนวคิด วิธีคิด และทางเลือกใหม่ๆ หาทางออกของปัญหาทางสังคม การพบปะเพื่อเรียนรู้ พูดคุยกับชาวบ้านในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ส่วนการขับเคลื่อนและการหนุนเสริมชาวบ้านได้อย่างไร ยังตอบไม่ได้ ต้องขึ้นกับความต้องการของขบวนการชาวบ้านและสถานการณ์ แบบใดที่มีความเหมาะสมให้นักวิชาการลงพื้นที่มาแสดงออก หนุนเสริมเพื่อให้เสียงที่ชาวบ้านสะท้อนออกมาดังขึ้น นำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้ในอนาคต" ผศ.ดร.สุภีร์บอกเอาไว้ในวันที่เขาเองร่วมลงพื้นที่ไปกับนักวิชาการเลือดใหม่นี้ด้วย

ต้องเป็นพลังขับเคลื่อนสังคม

             นอกจาก ผศ.ดร.สุภีร์ สมอนา แล้ว การลงพื้นที่เพื่อเรียนรู้ปัญหาเหมืองทองคำแห่งนี้เป็นครั้งแรก ยังมี ดร.กฤษฎา บุญชัย นักวิชาการอิสระ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม

             การประเมินสถานการณ์ วิเคราะห์แนวทางการต่อสู้ของชาวบ้าน เป็นประเด็นที่ ดร.กฤษฎา เก็บรวบรวมเป็นข้อมูล เพื่อนำเสนอไปสู่การเคลื่อนไหว พร้อมกำหนดทิศทางในการปกป้องสิทธิชุมชน รวมถึงการวิเคราะห์บทเรียนกระบวนการเคลื่อนไหวทางยุทธศาสตร์ของภาคประชาชน จนกระทั่งมีเจ้าหน้าที่จากองค์กรภาคประชาชน ขอความร่วมมือให้ร่วมศึกษากระบวนการการเคลื่อนไหวต่อสู้ของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเหมืองแร่ทองคำ จ.เลย แห่งนี้ด้วย เขาจึงเสนอตัวที่จะลงพื้นที่จริง เพื่อฟังการบอกเล่าของชาวบ้านแล้ววิเคราะห์ ก่อนจะนำไปสู่การจัดการกระบวนการ การปกป้องสิทธิชุมชนอย่างมีส่วนร่วม

             “จากการพูดคุยแลกเปลี่ยนกับชาวบ้าน ประเมินเบื้องต้นได้ว่า ชาวบ้านถูกกดดันทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม เป็นอย่างมาก การเคลื่อนไหวต่อสาธารณะมีการรับรู้และการหนุนช่วยน้อย พื้นที่ทางสังคมไม่มาก ถูกบริษัทปิดล้อมด้วยข้อจำกัดทางกฎหมาย ทางหน่วยงานรัฐก็เปิดไฟเขียวให้บริษัทเอกชนเข้ามาดำเนินการ ทำให้ชาวบ้านถูกบีบรัด ยิ่งทำให้พื้นที่การต่อสู่ยิ่งแคบลง โดดเดี่ยว การปิดเส้นทางการเข้าออกหมู่บ้าน เพราะชาวบ้านเชื่อว่าเป็นวิธีการรักษาสิทธิของตัวเอง รวมถึงรักษาสิทธิให้ชุมชน แต่การแก้ปัญหาไม่ได้มาจากพลังจากชุมชนอย่างเดียว แต่สังคมรอบข้างต้องร่วมผลักดันด้วย" ดร.กฤษฎา บอก

             ดร.กฤษฎา เชื่อว่า นักวิชาการที่เข้ามาเรียนรู้ในชุมชน ไม่ใช่นักวิชาการเพื่อวิชาการ แต่เป็นกลุ่มนักวิชาการที่สนใจการขับเคลื่อนของสังคม ไม่มองว่าเป็นปัญหาเฉพาะชาวบ้านเท่านั้น แต่เป็นปัญหาของประชาชนทุกคน เป้าหมายงานเขียนทางวิชาการไม่ใช่จำกัดเพียงแค่นำไปตีพิมพ์เท่านั้น หากแต่ต้องเป็นประโยชน์ต่อชาวบ้านและสาธารณชนด้วย

             “ไม่เลือกที่จะอยู่ในโลกของนักวิชาการ เพื่อวิชาการ แต่จะทำงานวิชาการที่สามารถนำไปสู่การช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนจากผลกระทบต่างๆ ผมสนใจสร้างความรู้ สร้างงานวิชาการเพื่อสร้างสิ่งที่ดีงามให้เกิดขึ้นในสังคมมากกว่า”

ต้องเข้าถึงข้อเท็จจริง

             การเข้าไปอยู่กับชาวบ้านในชุมชนที่ได้รับผลกระทบ เพื่อตรวจเลือด อาหาร และน้ำดื่ม หาสารโลหะปนเปื้อน รวมถึงการพูดคุยกับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ ถือเป็นงานของนักวิชาการรุ่นใหม่อย่าง ภัทรา วรลักษณ์ ในฐานะผู้ประสานงานโครงการประเมินความเสี่ยงสุขภาพ ในฐานะผู้ช่วยนักวิจัยและนักศึกษาปริญญาโท สาขาลุ่มน้ำโขงศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เธอทำงานในหน้าที่มานานกว่า 1 ปีแล้ว ข้อมูลทางวิชาการที่ได้มา ภัทราตั้งความหวังว่าจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาให้ชาวบ้านได้

             “ข้อมูลพื้นฐานชุมชน สภาพปัญหา ผลกระทบที่ชาวบ้านได้รับ ทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม ความขัดแย้งในชุมชน ล้วนเป็นสิ่งที่รับรู้มาตลอด ตั้งแต่เข้ามาเป็นอาสาสมัครของโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษานานาชาติ เป็นนักศึกษาปริญญาตรี ระยะนั้นชาวบ้านมองเราเป็นลูกหลานที่มาเรียนรู้ ช่วงที่ศึกษาชุมชนในช่วงนั้น จะเห็นภาพที่ชาวบ้านจับกลุ่มพูดคุยปัญหา การประท้วงเกือบทุกวัน สิ่งเหล่านี้ทำให้เราเกิดการเรียนรู้ และต้องการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาให้แก่ชาวบ้าน ทำให้รู้สึกเห็นใจและสงสารที่ชาวบ้านต้องต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว เมื่อเรียนจบและยังต้องลงพื้นที่เพื่อทำงาน โครงการประเมินความเสี่ยงสุขภาพ จึงรู้สึกยินดีที่เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือชาวบ้าน”

             ผลการตรวจเลือดในร่างกายของชาวบ้าน ผู้ต้องอาศัยน้ำ อาหารเพื่อดื่มกิน และอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีสารปนเปื้อน พบว่าสภาพร่างกายของชาวบ้านบางรายอ่อนแรง ในเลือดพบสารไซยาไนด์เกินมาตรฐาน แต่ที่ผ่านมายังไม่มีหน่วยงานออกมายืนยันว่าผลกระทบเท่าที่ตรวจพบนี้ เกิดจากการทำเหมืองทอง ดังนั้นโครงการประเมินความเสี่ยงสุขภาพจึงตอกย้ำความผิดปกติด้านสุขภาพของชาวบ้านโดยการตรวจเลือด น้ำ และอาหาร เพื่อชี้ชัดว่าทั้งหมดมีสารปนเปื้อนที่เกิดจากการทำเหมืองทอง

             “หวังว่าการศึกษาที่ทำอยู่ จะทำให้เรามีชุดข้อมูลที่ยืนยันว่าชาวบ้านได้รับผลกระทบจากการทำเหมือง ชาวบ้านสามารถนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในการอ้างอิงเมื่อนำไปฟ้องร้องเหมืองทองที่สร้างผลกระทบต่อชุมชนได้ในอนาคต”

             มหาวิทยาลัยเหมืองทองคำแห่งนี้ ไม่ได้ประสิทธิ์ประสาทความสำเร็จกันด้วยปริญญาบัตร หากแต่หมายถึงผลงานวิชาการที่จะทยอยออกมาสร้างความเข้าใจกับสังคม เพื่อได้รับรู้ร่วมกันและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนต่อไป อย่างเช่นที่นักวิชาการกลุ่มนี้ได้ร่วมกันสร้างข้อตกลงขึ้นมา ในอันที่จะมุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลงานเพื่อส่วนรวม

.........................

(หมายเหตุ : มหา'ลัยเหมืองทอง! :  กวินทรา ใจซื่อรายงาน)