ไลฟ์สไตล์

'ดักแด้กระป๋อง'โกอินเตอร์

'ดักแด้กระป๋อง'โกอินเตอร์

16 พ.ย. 2556

ทำมาหากิน : ดักแด้กระป๋อง 'phu farm' ผลพวงไหมอีรี่-โกอินเตอร์ : โดย...ปัญญาพร สายทอง

 

                          "ดักแด้ทอด" เป็นอาหารกินเล่นอย่างหนึ่งที่คนไทยรู้จักเป็นอย่างดี ปัจจุบันมีคนนิยมบริโภคเป็นอย่างมาก พบเห็นได้ตามร้านขายแมลงทอดทั่วไป และเพราะความนิยมรับประทานดักแด้ทอดนี่เอง ทำให้ "พัทธพงษ์ พงษ์เพชร" ผู้ประกอบการเลี้ยงไหมจาก จ.กาฬสินธุ์ ได้นำดักแด้ไหมอีรี่มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อัดกระป๋องพร้อมรับประทานเพื่อส่งออกยังตลาดต่างประเทศ เนื่องจากในแต่ละเดือนจะมีดักแด้ไหมอีรี่มากถึง 9 ตัน จึงเกิดแนวคิดที่จะนำมาแปรรูปเพิ่มมูลค่า

                          "พัทธพงษ์" ผู้ประกอบการเลี้ยงไหม "พงษ์เพชรฟาร์ม" บอกว่า ตนเองเป็นผู้ประกอบการผลิตไหมอีรี่ ซึ่งเป็นธุรกิจเกี่ยวกับไหม เลี้ยงตัวไหม จากนั้นได้เริ่มขายดักแด้สด แต่ด้วยมีจำนวนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงต้องหาวิธีการแปรรูปให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น จึงเข้าไปอบรมกับศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในโครงการอบรมทักษะประกอบอาชีพเพื่อพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ คิดหากระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์จนกลายเป็นดักแด้ไหมอีรี่อัดกระป๋องแบรนด์ "phu farm"  ซึ่งตอนแรกการผลิตมีปัญหามากมาย ไม่ว่าจะเป็นอายุการผลิตที่ไม่ทราบวันหมดอายุแน่ชัด กลิ่นเหม็นหืนของดักแด้กระป๋อง ทว่าได้รับความร่วมมือจาก ดร.อัศวิน อมรสิน อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยี เป็นผู้ให้คำแนะนำพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพและอายุการเก็บรักษาที่มากยิ่งขึ้น

                          เรื่องการวางแผนการตลาดนั้น ส่วนหนึ่งคือการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่สะอาด มีความน่าสนใจ สามารถดึงดูดผู้บริโภค รวมถึงรสชาติที่มีอยู่ 12 รสชาติ คือ 1.เกลือ 2.โนริสาหร่าย 2.ซอส 4.ไก่ 5.ซาวครีมหัวหอม 6.ต้มยำ 7.บาร์บีคิว 8.ต้มยำกุ้ง 9.กะเพรา 10.ซีฟู้ด 11.สไปซี่บาร์บีคิว และ 12.ลาบ และขยายตลาดด้วยการเปิดบูธทดลองชิมฟรีตามงานต่างๆ โดยจะรับฟังข้อติชมก็จะนำไปปรับปรุงหลังจากนำออกวางจำหน่ายก็ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี โดยรสชาติที่ลูกค้าชอบมากที่สุดคือ รสต้มยำ บาร์บีคิว และรสโนริสาหร่าย ซึ่งตอนนี้ได้ขยายตลาดไปยังต่างประเทศแล้ว คือ ประเทศญี่ปุ่น พม่า ไต้หวัน เกาหลี ออสเตรเลีย และฝรั่งเศส

                          ส่วนวิธีการผลิตได้เริ่มตั้งแต่นำรังไหมมาตัดแล้วนำตัวดักแด้ไหมออกมา คัดขนาดที่ตัวอวบอ้วน สมบูรณ์ เมื่อได้ตัวดักแด้มาแล้วก็นำไปเข้าช่องฟรีซ หรือช่องทำน้ำแข็งในตู้เย็นนาน 24 ชั่วโมง จากนั้นนำมาพักไว้เพื่อคลายความเย็นแล้วจึงนำมาทอดกรอบ โดยจะตั้งกระทะรอจนน้ำมันได้อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส จึงใส่ดักแด้ลงไปทอดจนเหลืองกรอบ แล้วนำขึ้นมาซับน้ำมันออก เสร็จแล้วนำไปเข้าตู้อบแห้งลมร้อนที่อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส นานชั่วโมงครึ่ง เมื่อออกจากตู้อบก็นำมาปรุงรสโดยการคลุกเคล้ากันให้ทั่วก่อนจะนำมาบรรจุในกระป๋องขนาด 20 กรัม แล้วนำเข้าเครื่องปิดฝากระป๋อง ก่อนนำมาติดฉลาก แสตมป์วันหมดอายุ แล้วนำออกวางจำหน่าย โดยอายุของดักแด้ไหมอีรี่บรรจุกระป๋องจะอยู่ได้นาน 4 เดือน ส่วนราคาจำหน่ายกระป๋องละ 35 บาท 

                          ด้าน ดร.อัศวิน อมรสิน กล่าวว่า ไหมคือสิ่งที่คนอีสานเลี้ยงกันมานาน ส่วนไหมอีรี่เป็นไหมตัวใหม่ที่กำลังอยู่ระหว่างส่งเสริมให้เลี้ยงเพราะเลี้ยงง่ายสามารถเลี้ยงได้ด้วยใบมันสำปะหลัง ผลิตภัณฑ์หลักคือตัวไหมที่แปรรูปเป็นเส้นใยและอื่นๆ และจะได้ตัวดักแด้ซึ่งจะมีปริมาณมาก คนภาคอีสานและภาคอื่นทั่วประเทศจะบริโภคดักแด้กันอยู่แล้ว แต่ถ้าต้องการผลิตเยอะๆ ในระดับอุตสาหกรรมจำเป็นต้องนำมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าและให้ธุรกิจมีความต่อเนื่อง ดักแด้ไหมอีรี่บรรจุกระป๋องจะทำให้สามารถเก็บดักแด้ให้มีอายุที่ยาวนานขึ้นและสามารถส่งออกได้ไกลๆ และมีคุณภาพตามมาตรฐาน ผู้ประกอบการที่มาขอรับการสนับสนุนนั้น ล้วนต้องการผลิตในระดับอุตสาหกรรม ดังนั้นจึงจำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีเพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพ

                          "ดักแด้อัดกระป๋องราคา 35 บาท 3 กระป๋อง 100 บาทนั้น อาจมองว่ามีราแพง แต่เนื่องจากมีกระบวนการผลิตที่ซับซ้อนเพื่อให้ได้คุณภาพที่ดี ทั้งนี้ ดักแด้ไหมอีรี่สามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้ เช่น เป็นดักแด้แห้งบรรจุกระป๋อง ต่อไปอาจมีดักแด้ในน้ำปรุงรสอัดกระป๋อง เป็นป่นนำไปผสมกับอาหารอื่นก็เป็นไปได้" ดร.อัศวิน แจง

                          อย่างไรก็ตาม ท่านที่สนใจอยากลองรับประทานดักแด้อัดกระป๋องแบรนด์นี้ ขณะนี้มีวางจำหน่ายที่มหาวิทยาลัยสารคาม โทรศัพท์ 0-4375-4015, 08-1532-5075 และโทรสั่งซื้อได้ที่หมายเลข 08-7766-8420 หรือ 08-3342-4565 หรือทางเว็บไซต์ erisilk-thailand.com

 

 

-------------------------

(ทำมาหากิน : ดักแด้กระป๋อง 'phu farm' ผลพวงไหมอีรี่-โกอินเตอร์ : โดย...ปัญญาพร สายทอง)