ไลฟ์สไตล์

คลื่นเสียงแห่งมหาประชาชน

คลื่นเสียงแห่งมหาประชาชน

10 พ.ย. 2556

ศิลป์แห่งแผ่นดิน : คลื่นเสียงแห่งมหาประชาชน : โดย...ศักดิ์สิริ มีสมสืบ

 
                         คลื่นมหาประชาชนบนท้องถนนหนนี้เป็นสัญญาณว่าถึงเวลาของการเปลี่ยนแปลง ประชาชนส่วนใหญ่เคลื่อนไหวออกมาจากประตูบ้านของตนด้วยสำนึกของตัวเอง มิใช่ด้วยการ"ปลุกระดม"    
 
                         ผมชอบคำว่า"ปลุก"  เพราะทำให้เรา "ตื่น" แต่ไม่ชอบคำว่า"ระดม" ที่ตามมาครั้งนี้คนส่วนใหญ่ปลุกตนเองให้ตื่น แล้วก้าวเดินออกมาร่วมกันบนถนน ด้วยใจสะอาด เจตนาบริสุทธิ์  ผมคนหนึ่ง เธอคนหนึ่ง เขาคนหนึ่ง แค่ฉัน เธอ เรา ก็เต็มท้องถนนแล้ว
 
                         คนจำนวนมากที่มิได้ออกมาด้วยความเกลียดชัง แต่มาด้วยความฝันและหวังถึงอนาคต ถึงวันใหม่ที่ประเทศชาติของเราจะได้เริ่มชีวิตใหม่  
 
                         สำหรับผมมีความหวังว่าจะเป็นเวลาที่เสียงของแต่ละคนได้รับการฟัง เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นการพิสูจน์วุฒิภาวะประชาธิปไตย หากไม่มีความรุนแรง ไม่เสียเลือดเสียเนื้อ ก็นับว่าสังคมเราสอบผ่าน ส่วนเรื่องความแตกแยกนั้นผมไม่ห่วง ใครจะแตกจากใครไปอยู่กับใคร แตกจากไหนไปอยู่ไหนก็แตกกันไปเพราะความแตกต่างเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อแตกต่างก็ต้องแตกแยก ต่อให้ฝนตกขี้หมูไหลคนจัญไรไปรวมกันก็น่ายินดี เห็นกันชัดๆไปว่าใครเป็นใคร 
 
                         สังคมไทยต่อไปนี้ ทุกคนจะสำนึกถึงสิทธิและเสียงของตนมากขึ้น ใครจะล้างสมองใครจะไม่ง่าย ใครจะสนตะพายจูงจมูกใครจะไม่ทำได้ง่ายๆ อีกต่อไป ใครทีมีฝีปากดีจะไม่สามารถใช้วาทศิลป์หากินเอาตามใจอีกต่อไป จอมโกหกจะถูกตบปาก  จอมโกงจะถูกง้างปากล้วงคอตัดลิ้น ประชาชนจะไม่เป็นหมากเป็นเบี้ยให้เดินอีกต่อไป  
 
                         "อิสรชน" ผมชอบคำนี้ เพราะเสียงแห่งอิสระคือความหมายเชิงคุณภาพของคำว่า"ประชาชน"
 
                         เสียงของเสรีชน เป็นอิสระจากการครอบงำ ไม่เป็นทาสความคิด ไม่เป็นทาสผลประโยชน์ ไม่เป็นทาสความโลภ ความหลง
 
                         วันนี้ผมได้ยินเสียงเหล่านั้นจากผู้คนส่วนหนึ่ง ที่เป็นอิสระ จากความเกลียดชัง จากอคติทางการเมือง ไม่ติดสี 
 
                         หมดยุคสถาปนาตัวเองเป็นแกนนำเสียที เสรีชนมีแกนธรรมนำตนเองได้ มีสติมีปัญญา มีวิจารณญาณ คิด นึก รู้สึกเองได้ รักเอง เกลียดเอง ไม่ต้องมีใครหน้าไหนมาชี้เป้าให้เกลียดใคร ให้ไปรุมล้อมด่าใคร คุกคามใคร สรรเสริญใคร รักใคร รักเองได้ เกลียดเองได้ด่าก็ด่าด้วยถ้อยคำด้วยอารมณ์ของตนเอง ไม่ต้องใช้ถ้อยคำที่ใครเขาจดให้จัดให้ พวกนักสะกดจิตจอมขมังเวทย์ทั้งหลายน่าจะหมดยุคได้เสียที่
 
                         ต่อไปนี้การรวมตัวกันของประชาชนจะเกิดขึ้นโดยจิตสำนึกผิดชอบชั่วดี ต่อไปนักการเมืองจะถูกจับจ้องด้วยสายตาที่เฉียบคม ถูกทักท้วงทวงถามด้วยถ้อยคำทีทรงพลัง หมดเวลาสำหรับความโป้ปดมดเท็จ ก็ทั้งมดเท็จและช้างเท็จน่ะแหละ ช้างตายทั้งตัวอย่าหวังเอาใบบัวปิดง่ายดายเหมือนก่อน
 
                         ต่อไปนี้ต่อให้ใครฉลาดมากรู้มากเป็นปราชญ์หรือเป็นปาดหรือเป็นเปรต ใช่ว่าจะใช้เวทย์มนต์วาทกรรมครอบงำชี้นำใคร ต่อให้ใครมีสื่อ มีเวที มีพื้นที่ จะเหิมเกริมแสดงอิทธิปฏิหาริย์ จะไม่ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปากอีกต่อไป
 
                         เสียงทุกเสียงจะมีความหมายแม้แต่เสียงที่เบาที่สุด แม้แต่เสียงที่โง่เขลาที่สุด แม้แต่เสียงที่หยาบคายที่สุด ทุกเสียงจะถูกสะท้อน ขานรับ ตอบโต้ ตีกลับ สนับสนุน คัดค้าน ซักค้าน ผลักดัน ต้านทาน  หลอมรวม เป็นเสียงแห่งเรา ประชาชน
 
                         ไม่ใช่เพราะคลื่นมหาชนหรอกครับที่ทำให้ผมรู้สึกมีความหวัง ผมไม่รู้สึกสะใจอะไรเรื่องฝักเรื่องฝ่ายเรื่องพรรคเรื่องพวกเรื่องสี แต่เพราะผมได้สดับคลื่นเสียงที่สะท้อนมาจากข้างในของแต่ละทรวงแต่ละห้วงแต่ละจังหวะกาละแต่จะท่วงทำนอง ผมรู้สึกได้ถึงความมุ่งหมาย ถึงเจตนา ถึงสติปัญญา ถึงความหยาบกระด้าง ถึงความปราดเปรื่อง ความอ่อนด้วย ความอหังการ์ ความบ้า ความโง่
 
                         ทั้งหมดทั้งหลายทั้งสิ้นได้ปะทุปะทะคละเคล้า อีรุงตุงนัง กระทบกระทั่ง กระแทกแดกดัน ดันทุรัง  มากด้วยเหตุผล มากด้วยเล่ห์กล แต่นี่แหละ มีอะไรก็ว่ามา คืบศอกวาก็ว่าไป จะลดราวาศอกกันยังไงก็คุยกัน
 
                         ผมเองก็เป็นผู้หนึ่งที่ร่วมลงชื่อคัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ในนาม "ศิลปิน" ทั้งในนามนักเขียน ในนามกวี และในนามเสียงหนึ่งของอิสรชน  
 
                         ไม่ใช่คลื่นมหาชนบนท้องถนนหรอกครับ แต่คือคลื่นเสียงของเราบนวิถีใหม่
 
 
 
-----------------------
 
(ศิลป์แห่งแผ่นดิน : คลื่นเสียงแห่งมหาประชาชน : โดย...ศักดิ์สิริ มีสมสืบ)