
จับนวัตกรรมใส่ 'ข้าวต้มมัด'
จับนวัตกรรมใส่ 'ข้าวต้มมัด' : คอลัมน์คุยนอกกรอบ : โดย...สินีพร มฤคพิทักษ์ เรื่อง/ภาพ
"ประเด็นของเราคือทำอย่างไร ให้วัฒนธรรมคงอยู่คู่กับเทคโนโลยี เราต้องทำได้และสำเร็จ เราทำกันเอง ฝ่ายวิจัยทำนานร่วมปี เอาใบตองมาทดลองทำ ทิ้งแล้วทิ้งอีก ใบตองต้องมีสายพันธุ์ ต้องมีวิจัยว่ามันมีอายุนานเท่าไร ทุกอย่างต้องทำวิจัยหมด แรกๆ พนักงานเครียด ทำอันแรกของออกมาเหมือนเวลาเอาไปต้มน้ำร้อน แล้วไหม้หมด เราทำแล้วไม่ทิ้ง หาข้อผิดพลาด จนเราได้เป็นหนึ่งเดียวในไทย ซึ่งยากมาก"
ใครบ้างไม่เคยกินข้าวต้มมัด ขนมที่ทำจากข้าวเหนียวข้างในใส่กล้วย ห่อด้วยใบตองและจับมัดให้เป็นคู่ด้วยตอก และนำไปนึ่ง
หากพำนักอยู่ในประเทศไทย คงหาซื้อไม่ยากนัก ถ้าอยู่ต่างประเทศแล้วนึกอยาก (กิน) ขึ้นมา คงลำบากสักหน่อย
แต่ตอนนี้มีนักธุรกิจไทยทำข้าวต้มมัดส่งออก (พร้อมกิน) เก็บไว้ได้นาน 1 ปี แกะใบตองออกเมื่อไรกินได้ทันที ในแบรนด์ “แม่เอย” ที่ผู้ผลิตการันตีว่ารสชาติและสีสันไม่มีเปลี่ยนเพราะใช้นวัตกรรมในการผลิต
ดิศรณ์ มาริษชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ขนมแม่เอย-เปี๊ยะ แอนด์ พาย (2003) จำกัด กล่าวถึงแนวคิดในการทำข้าวต้มมัดซึ่งเป็นขนมที่สื่อถึงความเป็นไทยว่า เวลาไปเกาหลีต้องกินทำกิมจิ คนเกาหลีทำกิมจิขาย เขาขายวัฒนธรรม ไปญี่ปุ่นต้องกินข้าวปั้น และปัจจุบันทุกซอกมุมบนถนนใน กทม. มีข้าวปั้นขายในสนนราคาชิ้นละ 5 บาท
“ผมน้อยเนื้อต่ำใจว่า ทำไมคนไทยไม่มีนวัตกรรมออกไปต่างประเทศบ้าง โดยปกติเราทำอาหารแบบแช่แข็ง ซึ่งมันคิดง่าย จึงคิดทำขนมไทยแบบเปิดรับประทานได้เลย เช่น ข้าวต้มมัด ข้าวหลาม แกงบวด ทุกชนิดเก็บได้หนึ่งปี หากฉีกซองแล้วเปิดกินได้เลย หากอุ่นร้อน 1-2 นาที จะอร่อยขึ้น นี่เป็นแนวทางที่คิด ข้าวต้มมัดที่เราทำ ทุกอันมีสีสันที่เหมือนกัน ที่สำคัญคือใบตอง...
ถ้าไม่มีใบตองมันก็คือข้าวใส่ถุงและแกะกิน ถ้าข้าวต้มมัดไม่ได้ห่อใบตองก็ไม่ใช่ข้าวต้มมัด...ผมพยายามแสดงว่า นวัตกรรมกับวัฒนธรรมต้องอยู่ร่วมกัน”
นอกจาก “ใบตอง” ที่เจ้าตัวต้องการสื่อถึงความเป็นไทยแล้ว แน่นอนว่ารสชาติต้องอร่อยด้วย
เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังว่า “ดิศรณ์” หยิบข้าวต้มมัดเล็กซึ่งแพ็กอยู่ในถุงพลาสติกใสสุญญากาศ ฉีกถุง แกะใบตองที่ห่อข้าวต้มมัดให้ชิมทันที
ขั้นตอนการกินนั้น ราวกับว่ากำลังจะดื่มไวน์ เพราะก่อนชิมบอกให้ดมก่อนว่า ได้กลิ่นของใบตองหรือไม่ จากนั้นก็ดูว่าสีของข้าวต้มมัดและไส้กล้วย เหมือนกับที่เราเคยกินหรือเปล่า
ดิศรณ์อธิบายว่า ข้าวต้มมัดของเขาไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี หากแต่ขายความเป็นธรรมชาติด้วย
“สิ่งที่เราคิดไม่ใช่แค่เอาข้าวมาใส่ในใบตอง แต่เป็นนวัตกรรมใบตองห่อที่สินค้าเก็บได้ 1 ปี”
ระหว่างการสนทนามีคนเดินผ่านมาแวะชมบูธ พร้อมถามว่าบางเจ้าใช้พลาสติกห่อก่อน แล้วหุ้มด้วยใบตองอีกที เขาตอบว่าการนำพลาสติกไปฆ่าเชื้อบางครั้งมันละลาย และอาจก่อสารมะเร็งได้ และทำไมต้องทำให้มันซ้ำซ้อนขนาดนั้น
โจทย์ของเขาเมื่อเริ่มทำคือ หากใช้ใบตอง ใบไม้ ใบเมี่ยง ใบชะพลู ห่ออาหาร ทำอย่างไรที่จะควบคุมอาหาร ไม่ให้เน่าเสียและเก็บได้นาน 1 ปี
“ประเด็นของเราคือทำอย่างไร ให้วัฒนธรรมคงอยู่คู่กับเทคโนโลยี เราต้องทำได้และสำเร็จ เราทำกันเอง ฝ่ายวิจัยทำนานร่วมปี เอาใบตองมาทดลองทำ ทิ้งแล้วทิ้งอีก ใบตองต้องมีสายพันธุ์ ต้องมีวิจัยว่ามันมีอายุนานเท่าไร ทุกอย่างต้องทำวิจัยหมด แรกๆ พนักงานเครียด ทำอันแรกของออกมาเหมือนเวลาเอาไปต้มน้ำร้อน แล้วไหม้หมด เราทำแล้วไม่ทิ้ง หาข้อผิดพลาด จนเราได้เป็นหนึ่งเดียวในไทย ซึ่งยากมาก”
ใครที่อยากทดลองชิม ดูท่าจะลำบากสักหน่อย เพราะเจ้าของเน้นผลิตเพื่อส่งออกเท่านั้น ตลาดคือ คนเอเชีย และคนไทยในต่างประเทศ
ข้าวต้มมัดแบรนด์นี้ขายเป็นกล่อง กล่องละ 5 ถุงเล็ก ถุงหนึ่งบรรจุหนึ่งมัด ราคากล่องละ 250 บาท
“ลูกค้าเป็นคนเอเชีย เราส่งไปเวียดนาม อเมริกา มีคนมารับซื้อไปขายต่อ ยอดขายค่อยๆ ขยับโตขึ้น เริ่มแรกทำขนมเปี๊ยะ ขนมไทย และข้าวต้มมัด แกงบวด เฉพาะสองอย่างหลังผลิตเพื่อส่งออกเท่านั้น”
ในแวดวงขนมไทย แบรนด์ “แม่เอย” ไม่ใช่ธุรกิจหน้าใหม่ แต่อยู่ในตลาดมาสิบปีแล้ว ทำขนมเปี๊ยะไส้ต่างๆ อาทิ ไส้ทุเรียน งาดำ สตรอเบอร์รี่ ถั่วขาว มะตูม มะม่วง ชาเขียว วางจำหน่ายตามห้าง ไม่มีหน้าร้านของตัวเอง สินค้ากลุ่มนี้เน้นตลาดในประเทศ
ส่วนขนมที่ผลิตเพื่อส่งออกมีข้าวต้มมัด และแกงบวดบรรจุซอง
ตั้งใจจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ตัวอื่นอีกหรือไม่?
“มี เน้นแนวไทยนี่แหละครับ เราอยากให้เมืองไทยไม่ใช่มีแค่มวยไทย พัฒน์พงษ์ อยากให้เมืองไทยมีวัฒนธรรมไทย เหมือนเกาหลี ญี่ปุ่น เวลาคิดถึงเวียดนามเห็นภาพผู้หญิงใส่ชุดอ๋าวหย่าย แต่เมืองไทยไม่มี เพราะเราไม่มีอัตลักษณ์ ชุดไทยคืออะไรจะใส่ชุดลิเกหรือ ผมน้อยใจมากว่าคนไทยไม่มีอะไรเป็นอัตลักษณ์”
จึงส่งผ่านข้าวต้มมัด? “ใช่ครับ...”
อ่านมาถึงตอนนี้คิดว่าคงเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการทำขนม หรือศึกษาด้านนี้มาก่อน
ทว่า เป็นการคาดเดาที่ผิด ! เขาเพิ่งทำขนมไทยในปี 2546 เหตุจากวิกฤติต้มยำกุ้ง ทำให้เขาและภรรยาต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่
“ก่อนหน้านี้ทำมาหลายอาชีพ ตั้งแต่สื่อโฆษณา มัคคุเทศก์ ขายวัสดุก่อสร้าง ทุกอย่างประสบความสำเร็จ กระทั่งเกิดวิกฤติซัดดัมบุกคูเวต ตั้งแต่นั้นมีปัญหา ธุรกิจล้มพร้อมกับนิยามต้มยำกุ้ง”
ดิศรณ์เคยให้สัมภาษณ์ประสบการณ์ชีวิตช่วงนี้ไว้ใน “นิตยสารเส้นทางเศรษฐี” (ฉบับที่ 255 วันที่ 15 มิถุนายน 2553) สรุปความได้ว่า จบการศึกษาด้านถ่ายภาพจากฝรั่งเศส จากนั้นเดินทางกลับประเทศไทย ทำงานบริษัทโฆษณา 2 ปี แล้วเปลี่ยนมาเป็นมัคคุเทศก์นำคณะทัวร์ทั้งในและต่างประเทศอีก 7-8 ปี
"ผมเคยเรียนอยู่ประเทศฝรั่งเศส ความรู้ด้านภาษาจึงมีติดตัว กอปรกับชอบท่องเที่ยว อาชีพมัคคุเทศก์จึงไม่ยากนัก ผมเก็บเงินเก็บทองได้พอสมควรกับอาชีพนี้"
ต่อมาจึงรับงานถ่ายทำสารคดี และเปิดร้านขายวัสดุก่อสร้าง
เขาเป็นอีกคนที่เจอวิกฤติเศรษฐกิจ ถึงขนาดต้องขายบ้านและทรัพย์สินทุกอย่าง ดิศรณ์บอกว่า
“ตอนนั้นล้มละลาย เหลือเงิน 7 บาทในกระเป๋า และมาสร้างธุรกิจทุกวันนี้ ซื้อที่ดิน ทรัพย์สินเป็นร้อยล้านบาท จากขนมแม่เอยนี่แหละ”
ดิศรณ์ให้สัมภาษณ์นิตยสารเส้นทางเศรษฐี ถึงเหตุผลที่เลือกขนมเปี๊ยะว่า เมื่อครั้งศึกษาด้านถ่ายภาพที่ประเทศฝรั่งเศส เคยเปิดตำราทำขนมไทย ประเภทเม็ดขนุน ทองหยอด ส่งขายในร้านอาหาร ครั้นจะทำขนมแบบเดียวกันจำหน่ายกับตลาดในประเทศไทย ต้นตำรับมีมากราย จึงฉีกออกมาเป็นขนมเปี๊ยะ โดยเชื่อว่าลักษณะการกวนไส้ไม่ต่างกัน
ทำขายได้ 6 เดือน เห็นภาพความเติบโตจึงเริ่มจริงจังกับอาชีพ โดยให้ความสำคัญกับแบรนด์ เมื่อรัฐบาลมีโครงการ หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือ “โอท็อป” เขาจึงนำสินค้าไปเสนอกับเจ้าหน้าที่พร้อมส่งบรรจุภัณฑ์ ซึ่งรังสรรค์แนวคิดความเป็นไทยเข้าประกวด และได้รับรางวัลชนะเลิศ
ทำไมมาลงตัวที่ขนม?
“ผมชื่อเล่นว่าไดโว่ ชอบกิน ก็ทำโน่นทำนี่ อยากให้คนอื่นลิ้มลองรส ช่วงที่เกิดวิกฤติตรงนั้นก็ทำขายซะเลย เป็นที่มา เริ่มจากขนมเปี๊ยะ ตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้ก็สิบปีแล้ว...มองหาช่องทางในการมีอาชีพเท่านั้นเอง พยายามทำให้แข็งแกร่ง เติบโต เป็นตัวของเราเอง”
“ผมไปอยู่ฝรั่งเศสนานสิบกว่าปี ทำขนมเป็น เพราะชอบทำ ชอบกิน ชอบแจก ยามที่เราหิวโหยทุกอย่างก็อร่อย...”
ดิศรณ์เล่าถึงอดีตด้วยน้ำเสียงเรื่อยๆ ชวนให้สงสัยว่าทำอย่างไรจึงผ่านชีวิตช่วงนั้น มาได้ เขาตอบว่า
“บางคนมีปัญหาพึ่งวัด พึ่งที่ปรึกษาต้องไปจ้างเขาเสียเงินอีก ที่ปรึกษาบางคนพูดให้คนอื่นรวยเป็นร้อยล้าน แต่ทำธุรกิจเอง หรือแก้ปัญหาตัวเองไม่ได้ ผมคิดว่าปัญหาของเรา เรารู้ด้วยตัวเอง หนทางดีที่สุดต้องแก้ด้วยตัวเอง สร้างด้วยตัวเองก่อน ไม่ต้องเขียนแผนธุรกิจหรอก คุณมีหม้อ ชาม ช้อน ในบ้าน ก็เอามาใช้เป็นอาวุธ"
“การจะไปกู้เงินเขามาขายก๋วยเตี๋ยว ไม่ใช่ ต้องเอาอาวุธที่มีอยู่ออกมาทำของขาย เมื่อขายได้ดีแล้ว ค่อยเอาเงินไปซื้ออุปกรณ์ที่ดีขึ้น แล้วค่อยลงทุนเพิ่ม ผมเป็นคนคิดอย่างนั้น ไม่เหมือนเด็กสมัยนี้ที่บอกว่าจะเปิดร้านกาแฟ ซื้อเครื่อง 2 แสนบาท ลงทุนอื่นๆ อีก รวมๆ แล้ว 7-8 แสนบาท”
ด้วยเหตุผลข้างต้น ธุรกิจขนมจึงเกิดขึ้น เขาขยายความว่า
“วิกฤติมันไม่ได้มีโอกาส แต่วิกฤติมันน่าจะเปลี่ยนชีวิตเราให้มีโอกาสมากกว่า ผมเลือกที่จะทำขนมเปี๊ยะมากกว่าเบเกอรี่ เพราะเบเกอรี่ลงทุนเยอะ และแข่งขันกันเยอะ ส่วนขนมเปี๊ยะมีแค่แป้ง ถั่ว น้ำมัน”
ส่วนแบรนด์ “แม่เอย” ก็เป็นชื่อใหม่ที่เขาตั้งขึ้น โดยใช้เซนส์จากประสบการณ์ที่เคยเป็นนักการตลาด
“คนเข้าใจว่าชื่อนี้เกิดมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ซึ่งไม่ใช่ ผมใช้แบรนด์แม่เอยเพราะจำง่าย เรียกง่าย ฟังดูเจ้าชู้ดี เวลาเขาตะโกน แม่เอยมาแล้วจ้า (พูดทอดเสียงยาวๆ เหมือนเวลาแม่ค้าหาบขนมมาขายแล้วเรียกลูกค้า) อย่าลืมว่าผมบอกไปแล้วว่าผมทำโฆษณามาก่อน ดังนั้น มันต้องมีการจดจำแบรนด์ คิดถึงแม่เอยต้องคิดถึงขนมเปี๊ยะ คิดถึงขนมเปี๊ยะคิดถึงแม่เอย คิดถึงแบรนด์ คิดถึงสินค้า”
แม้แบรนด์ “แม่เอย” จะไม่ได้มีประวัติยาวนานมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ แต่เรื่องราวชีวิตเจ้าของ ก็ชวนให้นึกอยากเป็นลูกค้าไม่น้อย...
...............................
(จับนวัตกรรมใส่ 'ข้าวต้มมัด' : คอลัมน์คุยนอกกรอบ : โดย...สินีพร มฤคพิทักษ์ เรื่อง/ภาพ)



