ไลฟ์สไตล์

เตือน!คนไทยใช้สิทธิ์รับค่าเสียหาย

เตือน!คนไทยใช้สิทธิ์รับค่าเสียหาย

09 พ.ย. 2556

เตือน!คนไทยใช้สิทธิ์รับค่าเสียหายและค่าทดแทนจำเลยในคดีอาญา : คอลัมน์สัมภาษณ์พิเศษ : พ.ต.อ.ดร.ณรัชต์ เศวตนันทน์

               ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่ ไม่เคยรู้เลยว่า เมื่อตกเป็น "ผู้เสียหายในคดีอาญาที่เกี่ยวกับชีวิต ร่างกาย และเพศ" หรือ "จำเลยที่ถูกดำเนินคดีจับกุมคุมขังชั้นศาล อัยการฟ้องแล้วในชั้นศาล และศาลพิพากษาว่าบริสุทธิ์" มีสิทธิ์ได้รับเงินเยียวยาตาม พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2544 อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ พร้อมแล้วที่จะชี้แจงให้ประชาชนรับรู้

               "ครอบครัวผม เป็นตำรวจตั้งแต่รุ่นคุณปู่ คุณพ่อ จนมาถึงตัวผม ตำแหน่งตำรวจสุดท้ายของผมคือ ผู้กำกับการฝ่ายองค์การตำรวจสากลประสานงานด้านต่างประเทศ เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ผมโอนย้ายมาอยู่ DSI กรมสอบสวนคดีพิเศษ จนเป็นรองอธิบดี แล้วขึ้นเป็นผู้ตรวจเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ผมมีพื้นฐานทำงานตำรวจมาก่อน เคยไปดูที่เกิดเหตุ ได้เห็นศพ เห็นสภาพเหยื่อ เมื่อมารับตำแหน่งนี้ ผมสามารถนำความรู้เก่าๆ ความสนิทสนมกับตำรวจด้วยกัน มาช่วยทำงานได้ เป็นเรื่องที่ต้องทำต้องผลักดันอย่างจริงจัง เร่งแจ้งสิทธิ์ที่ประชาชนควรรู้โดยด่วน" พ.ต.อ.ดร.ณรัชต์ เศวตนันทน์ เล่าความเป็นมาของตนเอง ก่อนที่จะเริ่มสนทนาถึงการทำงานในหน้าที่ "อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ"

               พ.ต.อ.ดร.ณรัชต์ กล่าวว่า กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ใกล้เคียงกับคำภาษาอังกฤษว่า Human Rights คือ สิทธิมนุษยชน ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีในอนุสัญญากติกาสากลของยูเอ็น ที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน ประมาณ 6-7 ฉบับ หนึ่งในนั้น มี ICCPR : International Covenant on Civil and Political Rights สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง เรื่องนี้หลักใจความ มีอยู่ว่า ทุกคนย่อมมีสิทธิ์ในการมีชีวิต (The right to life) เพราะฉะนั้น การพรากชีวิตไปด้วยประการใดๆ เป็นเรื่องไม่ถูกต้องและเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

               คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ รับผิดชอบ พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2544 มีสาระสำคัญคือ จ่ายเงินเยียวยาผู้เสียหาย 2 กลุ่ม ได้แก่ ผู้เสียหายในคดีอาญาที่เกี่ยวกับชีวิต ร่างกาย และเพศ เช่น เป็นเหยื่ออาชญากรรม ถูกฆ่าถูกข่มขืน กลุ่มนี้ถ้าเสียชีวิต ทายาทจะได้เงิน 1 แสนบาท แต่มีเงื่อนไข 2 อย่าง ต้องยื่นคำร้องภายใน 1 ปีนับแต่เหตุเกิด และต้องเป็นผู้ที่เสียหายโดยชอบธรรม คือไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด กลุ่มที่ 2 คือ จำเลย คือผู้ที่ถูกดำเนินคดีจับกุมคุมขังชั้นศาล อัยการฟ้องแล้วในชั้นศาล และศาลพิพากษาว่าบริสุทธิ์

               "มีการประชุมหารือเสนอแนะแนวทางแก้ไข เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้ ไม่ค่อยมีใครรู้ มีการเปรียบเทียบสถิติของตำรวจ กับสถิติที่ผู้เสียหายมายื่นขอเงินชดเชย ตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ มีแค่ 18% เท่านั้น จึงมีโครงการเชิงรุก ด้วยการตีโจทย์ว่า เหยื่ออาชญากรรมที่ส่วนใหญ่เป็นผู้เสียหาย อยู่ที่ไหน คำตอบที่ได้คือ อยู่กับตำรวจเกือบ 100% ดังนั้น จึงร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ตำรวจออกหนังสือมาฉบับหนึ่ง เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2555 เวียนไปยังพนักงานสอบสวนตามสถานีตำรวจต่างๆ ทั่วประเทศ แจ้งว่า ต่อไปนี้ กรณีที่มีผู้เสียหายคดีความผิดประเภทที่ขอรับเงินได้ มาแจ้งความที่สถานีตำรวจ ให้ตำรวจแนะนำให้ผู้เสียหายไปยื่นคำร้องกับกระทรวงยุติธรรมเพื่อรับเงินชดเชย ปรากฏว่า พอสิ้นปี 2555 ตัวเลขเพิ่มเป็น 33% แต่ผมยังคิดว่า สอบตก อย่างน้อยควรจะมีสัก 50% เพราะเงินเหล่านี้ควรนำไปใช้ในการเยียวยา ทำศพ ดูแลผู้อยู่เบื้องหลัง ประชาชนควรได้รู้และได้ใช้สิทธิ์เหล่านี้"

                นอกจากนี้ ยังมีงานเชิงรุกอีกเรื่อง คือ การตั้งศูนย์เยียวยาเหยื่ออาชญากรรม ในแต่ละปีใช้เงินงบประมาณแผ่นดินเพื่อการนี้ประมาณปีละ 200 กว่าล้านบาท กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพต้องทำงานเชิงรุก เพื่อให้ประชาชนรู้ครอบคลุมมากขึ้น จึงได้นำเงินส่วนตัว 230,000 บาท ตั้งกองทุนขึ้นมา และอีกส่วนหนึ่งจัดคอนเสิร์ตการกุศลก็ได้เงินมาอีก 700,000 กว่าบาท รวมเป็น 1 ล้านถ้วน ยกให้ศูนย์เยียวยาไปทำงาน หลักเกณฑ์ในการใช้เงินก็คือ หากมีผู้เสียหายที่คิดว่า น่าจะต้องไปเยียวยา เขาน่าจะต้องไปดูแล แล้วก็เป็นคดีที่สื่อมวลชนสนใจ กรมฯ ก็จะรีบลงไปช่วยเหลือ

               "เงื่อนไขคือ นำเงินจากกองทุนเยียวยาฯ ไปให้ผู้เสียหายก่อน จากการติดตามข่าวสาร และแจ้งให้ผู้เสียหายหรือญาติ นำเอกสารมายื่นไว้ที่กรมฯ เพื่อผ่านกระบวนการพิจารณาการจ่ายเงิน จากคณะอนุกรรมการ และส่งต่อคณะกรรมการ ที่ประชุมเดือนละครั้ง อย่างเดือนนี้พิจารณาคำร้องประมาณ 800 คำร้อง การที่จะปล่อยให้ประชาชนที่อยู่ในความทุกข์ แม่เพิ่งถูกยิงตาย พ่อเพิ่งถูกแทงตาย ลูกสาวเพิ่งถูกฆ่าข่มขืน ต้องเสียโอกาสเพราะความไม่รู้ เป็นเรื่องไม่สมควร กรมฯ ต้องลงไปแนะนำและช่วยดำเนินการ ศูนย์เยียวยาฯ ความจริงทำมานานแล้วแต่ตอนนั้นกองทุนยังมีเงินน้อยจึงทำได้เดือนละ 1-2 ราย แต่พอมีเป็นล้านหนึ่งก็ช่วยเหลือได้มากขึ้น เป็น 5 ราย ซึ่งทั้ง 5 ราย ผมและคณะออกไปก็รู้สึกอิ่มเอิบใจ รู้สึกว่า ถ้าไม่ขยัน ไม่กระเสือกกระสนวิ่งลงไปหาประชาชน แล้วประชาชนจะรู้ได้อย่างไรว่า พวกเขาได้รับสิทธิ์เหล่านี้"

                โครงการในอนาคตที่คิดกันไว้ คือ จะนำแบบอย่างของประเทศญี่ปุ่น ถ้าญี่ปุ่นเหตุเกิดเขาใช้ one stop service คือ เดินขึ้นสถานีตำรวจเพื่อแจ้งความ โต๊ะซ้ายมือบอกว่า ถูกแทงมา จากนั้นไปยื่นคำร้องที่โต๊ะขวามือ ขอรับเงินเยียวยาได้ทันที ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะทำต่อไป ปีหน้าจะเป็นโครงการนำร่อง จะจ้างคนประมาณ 45 คน ไปประจำตามสถานีตำรวจ จะพยายามหาข้อมูลทางวิชาการไปสนับสนุน เพื่อของบประมาณ ขออัตราคนเพิ่ม ผมโชคดีที่เพื่อนพ้องน้องพี่ข้าราชการตำรวจให้การสนับสนุน และได้รับความร่วมมือเสมอเวลาประสานงาน

                "เพราะฉะนั้น ในมุมมองส่วนตัว ผมคิดว่า เรื่องน่าเศร้าใจที่รู้ว่า มีผู้เสียหายมายื่นคำร้องแค่ 18% ต่อมาเพิ่มเป็น 33% ผมก็ยังถือว่า สอบตก ผมมุ่งหวังให้สอบผ่าน หรือเกือบตก สัก 50% ก็ยังดี แล้วในที่สุด อยากให้ทุกอย่างเป็นไปโดยอัตโนมัติ ถ้าจะนำเงินออกไปช่วยเหลือ ก็อยากได้ 2 อย่าง คือเยียวยาผู้ที่สมควรได้ กับผลพลอยได้สื่อช่วยประชาสัมพันธ์ออกเป็นข่าวให้ ถือเป็นการสื่อให้ประชาชนได้รู้ว่า คุณมีสิทธิ์ ควรจะใช้สิทธิ์เมื่อจำเป็นต้องใช้"

               ...............................

(เตือน!คนไทยใช้สิทธิ์รับค่าเสียหายและค่าทดแทนจำเลยในคดีอาญา : คอลัมน์สัมภาษณ์พิเศษ : พ.ต.อ.ดร.ณรัชต์ เศวตนันทน์)