
สำรวจห้างนโยบายห้ามใส่หน้ากาก6จุดเสี่ยงติดหวัด
กรณีไข้หวัดใหญ่ 2009 ระบาดหนักในเมืองไทย จนมีผู้ติดเชื้อไปกว่า 200 รายนั้น สิ่งหนึ่งที่เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนคือ ประชาชนเริ่มให้ความร่วมมือในการ "ใส่หน้ากากอนามัย" และ "ล้างมือ" เมื่อต้องอยู่ในจุดเสี่ยงอันตราย เช่น รถเมล์ โรงเรียน หรือห้างสรรพสินค้า ผู
ขณะที่ประชาชนเริ่มยอมรับการใส่หน้ากากอนามัยว่า เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันไม่ให้เชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 แพร่ระบาดกระจายออกไปมากกว่านี้ แต่ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งเห็นว่าการใส่หน้ากากอาจทำลายภาพลักษณ์เมืองไทย โดยเฉพาะผู้ที่เป็นตัวแทนกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว เพราะจะทำให้ดูเหมือนเมืองไทยมีเชื้อโรคร้ายคุกคาม หรือเป็นแหล่งฟุ้งกระจายของเชื้อหวัดมรณะ
ล่าสุดมีข่าวลือว่าผู้บริหารห้างสรรพสินค้าและซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่บางแห่งจะประกาศไม่ให้พนักงานของตนสวมใส่หน้ากากอนามัย เพราะทำให้ภาพลักษณ์ห้างกลายเป็นแหล่งเชื้อโรคที่แม้แต่พนักงานยังกลัว
นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ประธานคณะยุทธศาสตร์และแผนในการต่อสู้โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 กระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่า การใส่หน้ากากอนามัยถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ไม่ควรห้ามใส่อย่างเด็ดขาด อย่างไรก็ตามในแง่วิชาการแพทย์นั้น การใส่หน้ากากอนามัยมีวัตถุประสงค์สำคัญคือ สำหรับผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจใส่คาดปากและจมูก เพื่อไม่ให้แพร่เชื้อโรคออกไปในอากาศ ส่วนคนทั่วไปที่ไม่ได้ป่วยแล้วอยากใส่หน้ากากเพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้ามาในตัวเองนั้น ถือว่ามีประโยชน์น้อยมากหรือเป็นเรื่องความสบายใจมากกว่า
สรุปง่ายๆ คือ คนที่ต้องใส่หน้ากากอนามัยคือ ผู้ป่วยโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ 4 โรค "ไข้หวัด" "ไข้หวัดใหญ่" "วัณโรค" และ "ปอดบวม" และอีก 2 กลุ่มที่ควรใส่หน้ากากอนามัยคือ กลุ่มญาติของผู้ป่วยทั้ง 4 โรคข้างต้น ที่ต้องอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน และกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ซึ่งต้องอยู่ในสถานพยาบาลที่มีโอกาสสัมผัสผู้ป่วยทั้ง 4 โรคนี้อยู่ตลอดเวลา
กรณีของห้างสรรพสินค้าที่มีนโยบายห้ามพนักงานใส่หน้ากากอนามัยเพราะเป็นห่วงเรื่องภาพลักษณ์นั้น นพ.ทวี ยอมรับว่า ถ้าพนักงานไม่ได้ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ 2009 แต่ใส่เพราะกลัวว่าจะมีลูกค้าหรือผู้นำเชื้อมาติดนั้น ก็อาจไม่ได้ผลมากนักเพราะไม่ได้สัมผัสลูกค้าโดยตรง ดังนั้นการใส่หรือไม่ใส่หน้ากากอนามัยก็ไม่ได้ช่วยป้องกันในจุดนี้มากนัก ส่วนกรณีที่พนักงานเป็นผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ 2009 หรือเป็นโรคทางเดินหายใจอื่น ก็ควรให้หยุดงานไปเลยอย่างน้อย 4 วัน ไม่ควรให้มาทำงานแล้วใส่หน้ากาก เพราะอาจนำเชื้อร้ายมาแพร่ให้เพื่อนร่วมงานหรือลูกค้า
จากการสอบถามความเห็นของพนักงานและลูกค้าในซูเปอร์สโตร์แห่งหนึ่งพบว่า ยังไม่ได้รับคำสั่งชัดเจนจากผู้บริหารว่าห้ามใส่หน้ากากอนามัย แต่ส่วนใหญ่จะไม่อยากใส่อยู่แล้วเพราะไม่สะดวกสบาย ส่วนลูกค้าก็ไม่รู้สึกว่าพนักงานใส่หน้ากากจะเป็นการทำลายภาพลักษณ์แต่กลับรู้สึกดีที่พนักงานป้องกันตัวเอง
นายสมบัติ พนักงานแผนกขายเครื่องใช้ไฟฟ้าผู้ไม่หวาดกลัวการติดไข้หวัดใหญ่ 2009 กล่าวว่า วันนี้ยังไม่ได้รับนโยบายจากหัวหน้าหรือเห็นใบประกาศว่าห้ามพนักงานใส่หน้ากากอนามัย โดยส่วนตัวแล้วไม่คิดจะใส่หน้ากากอนามัยขายสินค้า แต่ถ้าเจอลูกค้าใส่ก็จะรู้สึกว่าลูกค้าดูแลตัวเองดีมาก เช่นเดียวกับ น.ส.ประภา พนักงานแผนกสินค้าทั่วไป ที่ไม่อยากใส่หน้ากากอนามัยในห้างสรรพสินค้าเพราะจะทำให้ลิปสติกเปื้อน กลัวใบหน้าเลอะเทอะไม่สวยงาม แต่เมื่อเลิกงานแล้วจะใส่ระหว่างเดินทางกลับบ้าน
ด้าน นางเกสร แก้วหงส์ หนึ่งในลูกค้าที่มาเดินจับจ่ายซื้อของกล่าวว่า ไม่กลัวไข้หวัดใหญ่ 2009 เพราะมีระบบดูแลตัวเองอย่างดี คือ การออกกำลังกายทุกวัน ดื่มน้ำอุ่นและนอนหลับให้เพียงพอ ช่วงเวลาที่มาเดินห้างสรรพสินค้าหากพบเห็นพนักงานใส่หน้ากากอนามัย ก็ไม่รู้สึกรังเกียจหรือคิดว่าทำลายภาพลักษณ์ แต่กลับรู้สึกดีที่พนักงานรู้จักป้องกันตัวเอง ส่วนตัวแล้วไม่กลัวติดโรคหวัดในห้าง แต่จะกลัวในรถตู้มากกว่า เพราะเคยนั่งใกล้คนไอแล้วไม่ยอมปิดปากอยู่บ่อยๆ
นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ ประธานกรรมการทุนวิจัยวัณโรคดื้อยา ศิริราชมูลนิธิ หนึ่งในแพทย์ที่รณรงค์การใส่หน้ากากอนามัยมานานเกือบ 10 ปี ยอมรับว่า คนไทยไม่เคยมีจิตสำนึกเรื่องการป้องกันเชื้อโรคของตัวเองไม่ให้ไปติดคนอื่น แม้ว่าหมอจะพยายามโน้มน้าวให้ผู้ป่วยใส่หน้ากากอนามัย เพราะช่วยป้องกันการแพร่เชื้อโรคโรคได้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ แต่กลับเป็นว่าคนที่ใส่เป็นคนธรรมดาที่กลัวติดเชื้อ แต่ผู้ป่วยกลับไม่กล้าใส่เพราะกลัวสังคมรังเกียจ
จากสถิติผู้ป่วย 1 คน จะแพร่เชื้อให้คนอยู่ข้างตัว 10 คน หากผู้ป่วยไอ-จามเชื้อโรคจะฟุ้งในอากาศไปไกล 3 ฟุต และแพร่อยู่ในอากาศอีกหลายวันก่อนตกลงสู่พื้นดิน ส่วนการแพร่เชื้อทางมือก็สำคัญ เพราะคนป่วยมักเอามือที่ป้องปากเวลาไอหรือจาม ไปจับหรือเช็ดตามราวบันได เก้าอี้ ซึ่งเชื้อโรคจะติดอยู่ในจุดนั้นๆ ได้นานถึง 24 ชั่วโมง
สถานที่เสี่ยงต่อไวรัสแพร่กระจาย 6 อันดับแรกคือ 1.รถโดยสาร 2.เครื่องบิน 3.ห้างสรรพสินค้า 4.โรงภาพยนตร์ 5.โรงแรม และ 6.โรงพยาบาล
ส่วนวัตถุที่ตรวจพบเชื้อโรคมากที่สุดอันดับ 1 ที่จับรถเข็นในซูเปอร์มาร์เก็ต 2.เม้าส์เล่นคอมพิวเตอร์ในอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ 3.ราวจับบนรถเมล์ 4.ลูกบิดประตูห้องน้ำ 5.ปุ่มลิฟต์ 6.ราวบันไดเลื่อน



