'ผาแง่มใหญ่' ในสายหมอก
'ผาแง่มใหญ่' ในสายหมอก : คอลัมน์ชวนเที่ยว : โดย...เรื่อง / ภาพ : นพพร วิจิตร์วงษ์
สายลมหนาว พัดแผ่วๆ มา ขณะสายฝนยังไม่จางหายไป หมอกคละคลุ้งปกคลุมยอดเขา ดูจะเป็นที่ถวิลหาของนักเดินทางท่องเที่ยวหลายๆ คน และฉันเองก็เป็นหนึ่งในนั้น เหตุผลของฉันสั้นๆ ก็คือ ไม่อยากเจอคนเยอะ เพราะช่วงที่แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติเริ่มเปิดตัวหลังจากพักฟื้นในฤดูฝน ยังไม่ถึงกับหนาวจัด นักท่องเที่ยวยังไม่มากนัก ด้วยเพราะไฮไลท์อย่างดอกไม้สวยๆ หรืออากาศหนาวๆ หมอกตรึมๆ อาจจะยังไม่ใช่จังหวะ
หลังพูดคุยกับเพื่อนไม่กี่คน ฉันก็เก็บข้าวของลงเป้ พร้อมแบกเป้เดินทางอีกครั้ง เป้าหมายอยู่ที่ ดอยอินทนนท์ แม้จะไปบ่อย แต่ดูเหมือนที่นี่มีมนต์เสน่ห์ดึงดูดให้เข้าหาได้ทุกปี หากแต่ปีนี้ จะไปให้ถึง ผาแง่มใหญ่ ที่เป็นสันเขาใหญ่แบ่งแม่แจ่มกับบ้านขุนวางออกจากกัน
ที่เรียกผาแง่ม ก็เพราะเป็นเขาหินที่ขึ้นโดดๆ เหมือนแท่งหินมหึมา ที่ดอยอินทนนท์มี 2 แห่ง คือ ผาแง่มเล็กจะอยู่บริเวณกิ่วแม่ปาน ใครที่เคยไปเดินตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปานถึงสุดผา ก็จะมองเห็น ส่วนผาแง่มใหญ่ จะเห็นจากทางบ้านขุนวาง หรือสถานีวิจัยเกษตรหลวงขุนวาง ที่วันนี้ฉันจะไปเดินเล่นในเส้นทางสู่เขาลูกนั้น หลังจากที่ปีก่อนไปนอนมองระหว่างชมดอกนางพญาเสือโคร่ง ที่สถานีวิจัยเกษตรหลวงขุนวาง
ฉันกับเพื่อนเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปสมทบกับเพื่อนอีกกลุ่ม ที่ อ.จอมทอง หลังจัดการมื้อเช้า และซื้อหาเสบียงเสร็จก็พร้อมเดินทางขึ้นดอยอินทนนท์ ไปบ้านแม่กลางหลวง เพราะนัดคนนำทางไว้ที่นั่น เตรียมตัว เตรียมพร้อมกระจายข้าวของที่ต้องแบกกันเองได้ไม่นาน คนนำทางก็มาถึง
จากแม่กลางหลวง เราไปตั้งต้นกันที่จุดเริ่มเดิน จริงๆ มีถ้าลงจากยอดสูงสุดของดอยอินทนนท์ ก็จะเป็นเส้นทางที่เดินง่ายกว่า เพราะเดินลง และไม่ชัน แต่ต้องติดต่อขออนุญาตผ่านอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ก่อน (เท่าที่ทราบปัจจุบันไม่ค่อยอนุญาตให้นักท่องเที่ยวใช้เส้นทางนี้) หรืออีกเส้นทางคือ ขึ้นจากบ้านแม่วาง โดยรถเข้าไปส่งได้เกือบจะถึงชายป่า โดยเข้าทางเดียวกับบ้านแม่จอนหลวง (ติดรั้วสถานีเกษตรหลวงขุนวาง) แต่ไม่ไกลนัก พวกเราเช่ารถพี่อุ่น จากบ้านแม่กลางหลวงไปรับ-ไปส่ง เลยเบาใจไปหน่อย
เส้นทางขึ้น มีแต่ขึ้นกับขึ้นจริงๆ แต่เดี๋ยวนี้สบายหน่อย เพราะดูเหมือนชาวบ้านจะไปเกลี่ยเส้นทางให้เดินขึ้นเขาได้สะดวกขึ้น แม้จะไม่มากนัก เพราะความชันที่ลัดเลาะไปตามขอบเขา สายลมแผ่วๆ พัดผ่านให้คลายความร้อนในตัวลงไปได้บ้าง
แม้วันนี้เหมือนดวงตะวันจะไม่ทำงาน ยอดเขามีแต่สายหมอกปกคลุม ก็ใช่ว่าจะเดินไม่เหนื่อย เดินเรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก ใช้ได้ดีในระยะขาเดินขึ้น จนถึงที่พักนั่นแหละ ถึงได้ลั้นลา ออกอาการดีใจเมื่อยังไม่ค่ำมืดมากนัก
ถึงจุดตั้งแคมป์ จัดการต้มกาแฟอุ่นๆ มาจิบคลายเหนื่อย ก่อนจะจัดการจับจองที่ผูกเปลนอน แล้วก็คว้ากล้องออกเดินถ่ายรูปกันให้จุใจ เพราะมีดอกไม้เล็กๆ อย่างบัวทอง ดอกหนาด และที่ไม่รู้ชื่อหลายชนิด รวมถึงต้นไม้ใหญ่ที่เริ่มผลิดอก อย่างบุนนาคหรือ สารภีดอย ที่ฉันชอบเรียกว่า ดอกไข่ดาว ก็ออกดอกสวยงามเช่นกัน
ขึ้นมาถึงสันเขาแล้ว ยอดผาแง่มก็ไม่ใช่ทางชันมากนัก เกือบจะสุดปลายทาง มีสถูปเจดีย์ พระบรมธาตุขุนวาง เจดีย์องค์ไม่ได้สูงใหญ่มากนัก มีพระพุทธรูปหินสีขาวองค์ใหญ่บรรจุอยู่ และยังมีพระพุทธรูปแก้ว และหินทราย องค์เล็กอยู่ด้านหน้าและด้านหลัง รอบฐานเจดีย์สังเกตดีๆ จะเห็นเป็นการแกะสลักหินรูปใบหน้าคนรอบฐานทีเดียว หมอกฟุ้งๆ ทำให้ไม่ได้เห็นอะไรมากนัก ได้แต่ภาวนาว่า ขอให้ได้เห็นวิวเปิดๆ สักหน่อยในวันรุ่งขึ้นก็ยังดี
พอหมดแดด อากาศก็เย็นวูบลงทันที แม้จะอยู่ในหุบลงมาหน่อยเพื่อหลบลม เสื้อหนาว... บร๊ะเจ้า ฉันหยิบไปแค่เสื้อผ้าฟรีซตัวเดียว กับเสื้อแขนยาวบางๆ อีกตัว แค่พอกันลมนิดหน่อย ใครจะคิดว่าเพิ่งจะหมดฝนแล้วจะหนาววูบได้ขนาดนี้ เสียงครางฮือๆ ดังขึ้นกลางดึก ฉันเหลียวไปตามเสียงไม่เห็นอะไรเคลื่อนไหวก็นอนต่อ แล้วมารู้เมื่อตอนเช้าว่า ที่แท้เพื่อนฉันนอนหนาวจนเผลอคราง 555
"เช้านี้...อุณหภูมิแค่ 11 องศาเอง" หนึ่งในเพื่อนร่วมทางบอกหลังจากดูที่วัดอากาศ
"ฮ้าาา.. งั้นตอนที่ลมวูบๆ กลางดึกที่หนาวสุดๆ นั่น ก็น่าจะลงไปได้อีก 1-2 องศาเชียวนะ"
อากาศประมาทอากาศบนดอยสูงเชียว ก็ยอดดอยอินทนนท์น่ะสูงจากระดับน้ำทะเล 2,565 เมตร เป็นยอดสูงสุดของไทย ครอบคลุมท้องที่ อ.จอมทอง อ.แม่แจ่ม อ.แม่วาง และกิ่ง อ.ดอยหล่อ จ.เชียงใหม่ จุดที่เราอยู่ก็ค่อนมาทางแม่วาง ห่างจากยอดดอยสูงก็ไม่น่าจะมากมายนัก
หลังจัดการมื้อเช้าง่ายๆ เราก็เดินทางกันต่อ คราวนี้ปีนเลาะไปอีกด้านของผาแง่ม เพื่อไปชมความอลังการและสะพานหินธรรมชาติให้เห็นกับตาซะที ทุกคนต่างระมัดระวังตัวเองกันเต็มที่ เพราะไม่มีใครอยากพลาดตกลงไปเฝ้าตีนเขาเป็นแน่ ช่วงจากสันที่เดินไปยอดที่มีสถูปเจดีย์เลาะลงข้างขวา ทางดิ่งชันลงไปเรื่อย เลาะข้างผาแง่มไปอีกฝั่ง พอถึงอีกด้าน สะพานหินบางๆ ราวกับสันคมมีดก็ปรากฏ เพื่อนฉันบางคนไม่กลัวความสูงก็ไต่เลาะขึ้นไปดูดอกไม้ บางคนก็ถ่ายรูป ก่อนจะปีนขึ้นอีกด้านหนึ่ง ไปชมผาแง่มใหญ่ในมุมห่าง สักพักลมก็พัดสายหมอกออกไป ผาแง่มที่ปรากฏในระยะใกล้ช่างดูอลังการนัก
ฝั่งด้านนี้ของผาแง่มก็อุดมไปด้วยต้นกุหลาบพันปี หรือกุหลาบแดง มีฝอยลมเกาะอยู่ตามกิ่ง บ่งชี้ถึงความหนาวเย็น ความสูงของพื้นที่และความบริสุทธิ์ของสภาพอากาศ ช่วงนี้กุหลาบแดงผลิดอกตูมออกมาตามยอดเต็มไปหมด ไม่อยากจะนึกเลยว่า ช่วงที่ดอกบาน ทั้งหุบคงแดงสพรั่ง สวยงามสมกับเป็นไฮไลท์ของเส้นทางสายนี้ ซึ่งก็คงราวๆ เดือนมกราคม วันนั้นฉันคงได้มานั่งชื่นชมระยะใกล้แบบนี้อีก แต่วันนี้...ฉันขอทอดสายตาและอารมณ์ไปกับยอดผาที่มีแต่สายหมอกปกคลุม กอมอส กอหญ้า ข้าวตอกฤาษีที่สีออกส้มๆ แปลกตา และฝอยลมที่พัดพลิ้วเมื่อลมพัดมา
ต้นไม้บนสันเขาสูงต้นไม่ใหญ่นัก แต่พ้นข้ามไปอีกฝั่ง กลับเป็นดงต้นไม้ใหญ่ เหมือนหลุดเข้าไปในป่าใหญ่อย่างกับในหนัง บางต้นหลายคนโอบ บางต้นใส่เสื้อหนาๆ มีกิ่งเถาวัลย์ สายหมอกทอดตัวลงคลอเคลีย เห็นแล้วยิ่งรู้สึกถึงความสมบูรณ์ และควรค่าแก่การหวงแหนผืนป่าแห่งนี้ยิ่งนัก จนต้องระมัดระวังเพื่อไม่ให้กระทบกับสิ่งรอบข้างมากนัก
หลังจากอ้อยอิ่งได้สักพัก ก็ต้องเดินทางกลับ โดยย้อนไปทางเดิม ขาลงสบายหน่อย ทำเวลาได้บ้าง บ่ายแก่ๆ ก็ลงมาถึงไร่กะหล่ำปลีเล็กๆ ผ่านแปลงดอกไม้ เดินไปตามถนนลูกรังอีกไกล เพราะสภาพถนนดูลำบากเกินกว่ารถจะขึ้นมารับไหว
ผาแง่มใหญ่ แม้จะไปในวันที่สายหมอกปกคลุม แต่คุ้มค่าจริงๆ ของการเดินทางในป่าใหญ่ ที่เหมือนเป็นตัวแทนยืนยันได้ดีว่า ป่าคือมณีมีค่าอนันต์ จริงๆ
หมายเหตุ : ติดต่อคนนำทาง : บ้านแม่กลางหลวง (พี่อุ่น) 08-9952-0983
.............................
('ผาแง่มใหญ่' ในสายหมอก : คอลัมน์ชวนเที่ยว : โดย...เรื่อง / ภาพ : นพพร วิจิตร์วงษ์ )



