
หนังสือที่เธอถือมา : สนทนากับถ้อยคำ
03 พ.ย. 2556
หนังสือที่เธอถือมา : สนทนากับถ้อยคำ : โดย...ไพวรินทร์ ขาวงาม
วันก่อน, ได้พบ วสุ ห้าวหาญ และร่วมเสวนากันเล็กๆ น้อยๆ เรื่องบทกวี บทเพลง และคำที่เรียกกันว่า ‘เพื่อชีวิต’ ระหว่างนั้น เขามอบหนังสือเล่มบางๆ ให้มาเล่มหนึ่งชื่อ ‘สนทนากับถ้อยคำ’
ในฐานะเป็นเพื่อนและอ่านกันเฟซบุ๊กมาก่อน พบว่าข้อเขียนแต่ละบทสั้นๆ ของเขา เคยเผยแพร่อย่างต่อเนื่องให้ได้ยินเสียงสนทนากับถ้อยคำมาก่อนแล้ว พอได้พลิกอ่านจากเล่มหนังสือ กลับได้อรรถรสอารมณ์รู้สึกนึกคิดเพิ่มขึ้นอีกแบบ รู้สึกได้ถึงความต้องจริต เพราะชอบเขียนชอบอ่านอะไรแบบนี้อยู่แล้ว
จะเรียกว่าบทกวี บทรำพึง หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่เขามีภาวะความเป็นกวีอย่างแน่นอน เขาบอกว่ามันเป็นเหมือนภาพร่าง เวลาอยู่ลำพังคิดอะไรได้แค่ไหนก็จะเขียนออกมาแค่นั้น ภายในไม่กี่บรรทัดเท่านั้น ประมาณว่าได้แรงบันดาลใจวิธีแบบนี้มาจากการอ่านบทกวีจีน หรือญี่ปุ่น
นักแต่งเพลง มิได้รอแต่งแต่เพลง แต่เขาสนทนากับถ้อยคำ สนทนากับอารมณ์รู้สึกนึกคิดภายใน หลายครั้งที่การสนทนาส่วนตัวนั้น มีแก่นสารให้ได้นำไปแปรรูปเป็นบทเพลงในโครงสร้างที่ใหญ่กว่า
บางบท ‘ทุกบาดแผล ที่เกิดกับชีวิต สอนให้เข้าใจโลกมากขึ้น’
หรือ ‘มีให้เห็นออกบ่ยอไป คนบางคน มีทุกอย่างจนล้น ขาดแค่ความสุข’
หรือ ‘บางความรักของผู้คน ก็คล้ายวัยเยาว์ คือผ่านแล้วก็ผ่านเลย ทิ้งไว้แค่รอยทรงจำ’
หรือ ‘จีบดนตรี รักดนตรี เป็นแฟนดนตรี แต่งกับดนตรี มีลูกเป็นเพลง’
นักแต่งเพลงผู้นี้ อาจมิใช่นักกาพย์กลอน แต่ภาษาเพลงที่เขากลั่นกรองออกมา ล้วนคมคายบาดลึก แสดงให้เห็นว่าเขาชอบอ่านหนังสือ ชอบฟังเพลง และชอบสนทนากับอารมณ์รู้สึกนึกคิดของตัวเองกับสังคม กระนั้นเขาก็ยังแสดงถึงการมีพื้นฐานกาพย์กลอนในบางบท
‘ดอกคูนต้องลมฝน/ใจคนต้องลมเหงา/หอมกลิ่นของบ้านเก่า/กำจรจายในคิดถึง/หมื่นลี้ร้อยคำลา/ใช่ภาระที่รัดรึง/คือโชคชะตาเส้นหนึ่ง/ที่ลากดึงเรามาไกล/เล็บเมืองที่แหลมคม/จิกใจจมน้ำตาไหล/วันเรี่ยวแรงมลาย/อยากกลับไปที่บ้านเรา/ซบลงที่ทุ่งร้าง/ข้างรอยทางเกวียนเก่าเก่า/เหนือเรียวรวงคือดวงดาว/ดั่งดวงตาบรรพชน’
เหนือเสียงสัมผัสที่อาจไม่เคร่งครัดในบางวรรค บทคิดถึงบ้านนี้ กลับพลิ้วไหวในอารมณ์รู้สึกนึกคิดที่เขาตะล่อมมาวางไว้ในบางพื้นที่ ต้องอ่านซ้ำหลายครั้งอย่างถวิลหา
เคยชอบเพลงที่เขาแต่หลายเพลง เช่น ‘ทางเดินชาวดิน’ ที่มีทั้งความเป็นลูกทุ่ง เพื่อชีวิต ความเข้มข้น ความอ่อนไหวอ่อนหวาน ‘นาแล้งแห้งผาก/ความชุ่มตีจากแผ่นดินอีสาน/ลมร้อนขับไล่ผลักไล่ดอกจาน/ให้จำลาก้านร่วงหล่นลงดิน/ดั่งลูกอีสานผลัดถิ่นฐานที่เคยทำกิน/เข้ามาปลดเปลื้องหนี้สิน/หยาดเหงื่อหลั่งรินอยู่ในเมืองฟ้า’ เพลงนี้ทั้งเพลง ฟังแล้วไพเราะซาบซึ้ง
แต่ถ้อยคำเนื้อความล้วนสะท้อนถึงความทุกข์ยาก การดิ้นรนต่อสู้ ทั้งในชีวิตจริงและโชคชะตากรรมของคนบ้านนอกที่ต้องเข้าเมืองใหญ่ ที่จริงเรื่องนี้เป็นเรื่องเก่าเล่าขานนานนมแล้ว แต่นักแต่งเพลงหนุ่มสามารถเล่าใหม่ได้อย่างถึงใจในสิ่งที่ยังดำรงอยู่
‘บางที ยาขม ก็อาจต้องเคลือบด้วยความหวาน’ เขาบอก
เขายังบอก ในเพลงยอดนิยมอย่าง ‘คนบ้านเดียวกัน’ ถ้าฟังแต่จังหวะทำนอง จะสนุกสนาน ชวนเต้น ชวนรำ แต่หากติดตามถ้อยคำที่เขาแฝงไว้หลายจุด จะพบว่าเขาสะท้อนชีวิตคนบ้านนอกจากภาคต่างๆ ที่เข้าไปใช้แรงงานในเมืองหลวง ที่อาจมีทั้งความพอดีและการเอารัดเอาเปรียบกัน ‘น้องตั๊กแตน/เข้ามาเป็นสาวโรงงานเย็บผ้า/แรงที่ใช้กับเงินที่ได้ยังบ่เคยคุ้มค่า/นักเรียน ม.ปลายจากภาคอีสาน/กลายเป็นแรงงานถูก กดราคา’ ทำให้คิดถึงคำที่มีคนเขาว่า เพลงอีสานนั้น มักมีทั้ง ‘สนุก หวาน และเศร้า’
ความโรแมนติกนิดๆ หรือความชวนฝันหน่อยๆ ก็เป็นท่วงทีการแสดงออกอย่างหนึ่งในงานศิลปะ ในเนื้อหาเก่าๆ เดิมๆ ที่อาจกลายเป็นเรื่องซ้ำๆ ซากๆ น่าเบื่อ เมื่อผ่านวิธีการนำเสนอใหม่ๆ มันก็สามารถกลายเป็นพลัง เป็นเสน่ห์ อีกชนิดหนึ่งได้
‘บางเวลาของชีวิต อะไรที่พุ่งมากระทบ ผมก็ไม่ได้เขียนเป็นเพลงเสมอไป แต่เป็นภาวะที่หัวใจนั่งสนทนากับถ้อยคำ เรียบเรื่อยไร้ทำนอง มีแต่ตัวเรากับความคิด ปล่อยชีวิตเอื่อยไหลไปกับเวลา แล้วยิ้ม หัวเราะ ร้องไห้กับมัน แค่นั้นเอง’
วสุ ห้าวหาญ, นักแต่งเพลงหนุ่ม กล่าวไว้ในหนังสือเล่มแรกของเขา
-----------------------------------------
(หนังสือที่เธอถือมา : สนทนากับถ้อยคำ : โดย...ไพวรินทร์ ขาวงาม)



