ไลฟ์สไตล์

เปิดวิสัยทัศน์ : 'ดร.ปรีชา กันธิยะ'

เปิดวิสัยทัศน์ : 'ดร.ปรีชา กันธิยะ'

04 พ.ย. 2556

เปิดวิสัยทัศน์ : 'ดร.ปรีชา กันธิยะ' นำไทยกลับสู่สังคมวิถีพุทธ : เรื่อง / ภาพ ... กมลทิพย์ ใบเงิน

 

                         "ดร.ปรีชา กันธิยะ" ผงาดนั่งเก้าอี้ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเข้าสู่ปีงบประมาณ 2557 แทน "ปริศนา พงษ์ทัดศิริกุล" ที่เกษียณอายุราชการ ท่ามกลางเสียงตอบรับลั่นกระทรวงในฐานะ "ลูกหม้อ" ที่มีความเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นความรู้  ความสามารถ ความอาวุโส รวมถึงประวัติการทำงาน ที่โดดเด่นด้านการบริหารมาตลอด 

                         ปี 2544 ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ, ปี 2546 ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมการศาสนา ปี 2550 ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ปี 2552 ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม ปี 2554 ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมการศาสนา และปี 2546 ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงวัฒนธรรมคนที่ 6

                         "ผมเหลือเวลาไม่ถึงปี (11 เดือน) เวลาที่เหลืออยู่ในตำแหน่งปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ผมมีความตั้งใจอยากจะสานต่อเจตนารมณ์ของรัฐมนตรีว่ากระทรวงวัฒนธรรม (สนธยา คุณปลื้ม) ที่ต้องการจะพลิกกระทรวงวัฒนธรรม จากกระทรวงธรรมดาเป็นกระทรวงกึ่งเศรษฐกิจ นะครับ ซึ่งเรามีแผนงานที่ชัดเจน  มีโครงการที่นายกรัฐมนตรี (น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) มอบหมายมา และที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้มอบหมายมา 16 โครงการหลักด้วยกัน"

                         ในส่วนที่ 2 หลังจากที่เราพลิกให้กระทรวงวัฒนธรรม เป็นกระทรวงกึ่งเศรษฐกิจแล้ว เรามีความจำเป็นปรับโครงสร้างและบุคลากรให้สอดรับกับภารกิจใหม่ๆ เหล่านี้ ฉะนั้นเป็นงานที่ท้าทายมาก นอกจากเปลี่ยนความรู้สึกของคนแล้ว เราต้องเปลี่ยนความรู้ที่เขามีอยู่ให้สามารถรองรับในสิ่งเหล่านี้ให้ได้ เวลาที่เหลืออยู่ไม่ถึงปีจะเดินหน้าปรับโครงสร้าง และเทรนด์บุคลากรของกระทรวงวัฒนธรรมที่มีอยู่ประมาณ 4,000 กว่าคน ให้มีความเข้าใจในเรื่องดังกล่าว และหันกลับมาทำงานทางด้านยุทธศาสตร์กันมากขึ้น

                         นอกจากนั้นก็จะมาดูงานอื่นๆ ที่จำเป็นต้องทำ ดูแลรักษาอะไรต่างๆ รวมไปถึงเรื่องทางด้านสังคม นอกจากส่งเสริมคนดี ส่งเสริมคนที่ทำความดีให้เป็นตัวอย่างของสังคมแล้ว มีความเป็นห่วงทางด้านพระพุทธศาสนา

                         "ที่ผมอยากทำมากที่สุดตอนนี้คือการเพิ่มจำนวนพระภิกษุสงฆ์ให้มีจำนวนมากขึ้น ขณะนี้มีประมาณ 280,000 รูปด้วยกัน นี่น่าเป็นห่วงมาก  ความจริงประเทศไทยเราควรจะมีจำนวนพระภิกษุประมาณ 1,000,000 รูป น่าจะเหมาะสมที่สุด"

                         ไม่เพียงเท่านั้น ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมอยากผลักดันให้มีการสอนวิชาพุทธศึกษาในสถานศึกษา โดยเฉพาะการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้เป็นวิชาบังคับเลือก ถ้าเป็นได้ หรือทำได้อย่างนี้ จะทำให้สังคมไทยเรากลับมาเป็นสังคมวิถีพุทธ

                         "สิ่งที่ผมเป็นห่วงมากที่สุด ก็คือเรื่องของพระพุทธศาสนา  ทำอย่างไรเราถึงจะให้มีวิชาพุทธศึกษา  และกำหนดให้สอนในสถานศึกษา  เป็นวิชาบังคับเลือก ซึ่งขณะนี้แทบจะไม่มีการเรียนการสอนในวิชาพุทธศึกษาเลย ซึ่งศาสนาอื่น เช่น  อิสลามศึกษา  คริสต์ศึกษา เขามีการสอน แต่ของเรามีหลักสูตรพุทธศึกษา แต่ไม่มีการเรียนการสอนเลย คงต้องใช้กลยุทธ์สนับสนุนในสิ่งเหล่านี้"

                         นอกจากนั้น อยากให้มีการเทียบโอนผลการสอบ นักธรรมตรี นักธรรมโท และนักธรรมเอก ให้มาเป็นหน่วยกิตเสริมให้นักเรียน นักศึกษา และส่งเสริมสนับสนุนให้พี่น้องประชาชนคนไทย ทุกเพศ ทุกวัย ได้มาสอบนักธรรมตรี นักธรรมโท  นักธรรมเอก เพื่อวัดทัศนคติ เพื่อวัดความรู้สึกว่าขณะนี้เขาได้ดำรงตนเป็นพุทธมามกะที่ดีหรือยัง ถ้าสอบไม่ได้ ก็แสดงว่าเขายังไม่ได้ดำรงตนเป็นพุทธมามกะที่ดีตามสังคมวิถีพุทธ 

                         "โรงเรียนวิถีพุทธได้รับการตอบรับอย่างดีจากพ่อ แม่ ผู้ปกครอง ผู้บริหารสถานศึกษา ฯลฯ ด้วยผลผลิตของนักเรียนที่ผ่านโรงเรียนวิถีพุทธจะเป็นเด็กและเยาวชนที่มีความรู้ ความเข้าใจ รากเหง้าวัฒนธรรมไทย สามารถนำหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้ามาปรับใช้ในชีวิตจริง  เพียงแต่รู้จักการให้อภัยสังคมไทยก็กลับมามีความสุขกันแล้ว ปัจจุบันมีโรงเรียนวิถีพุทธกว่า 15,000 โรงกระจายอยู่ทั่วประเทศ" 

                         เหนืออื่นใด ในปีงบประมาณ 2557 นี้ กระทรวงวัฒนธรรมได้รับการจัดสรรงบประมาณในภารกิจตามยุทธศาสตร์ จำนวน 1,828 ล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนแผนงานและโครงการตามยุทธศาสตร์ประเทศ จำนวน 16 โครงการ ซึ่งโครงการรากวัฒนธรรมถือเป็นโครงการใหญ่ที่ครอบคลุมทุกโครงการของกระทรวง มาใช้กำหนดตัวชี้วัดการทำงานในโครงการอื่นๆ เช่น โครงการพัฒนาเวียงกุมกามเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมเพื่อการท่องเที่ยว

                         "โครงการรากวัฒนธรรมจะต้องฉายภาพออกมาให้ได้ว่ารากวัฒนธรรมในพื้นที่ดังกล่าวเป็นอย่างไร ที่เป็นความภาคภูมิใจในชุมชนท้องถิ่นแล้ว ต้องสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และเปิดให้ประชาชนร่วมสืบค้นรากวัฒนธรรมในชุมชนของตนเอง เช่น ประเพณี สินค้า การแสดงทางวัฒนธรรม ฯลฯ  มาดำเนินการคัดเลือกในระดับอำเภอ จังหวัด และระดับภาคเพื่อนำเสนอผ่านกิจกรรมอย่างยิ่งใหญ่ เช่น งานมหกรรมภูมิปัญญาวัฒนธรรม (Culture Expo 2013) ที่จะจัดขึ้นในเดือนเมษายนปี 2557" ดร.ปรีชา กล่าวทิ้งท้าย

 

 

-----------------------

(เปิดวิสัยทัศน์ : นำไทยกลับสู่สังคมวิถีพุทธ : เรื่อง / ภาพ ... กมลทิพย์ ใบเงิน)