
มองกรณีศึกษาปฏิรูปการศึกษาถึงเวลาเปลี่ยนประเทศไทย
มองกรณีศึกษาปฏิรูปการศึกษาถึงเวลาเปลี่ยนประเทศไทย : รายงาน โดย.. ภมรศรี แดงชัย นักวิชาการสื่อสาร สสค.
ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องทบทวนเรื่องปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง หลังจากเวทีเศรษฐกิจโลก หรือเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม ประจำปี 2556-2557 พบว่า คุณภาพการศึกษาไทยอยู่ในอันดับ 8 ใน 10 ประเทศ เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศอาเซียน นั่นก็หมายถึง คุณภาพการศึกษาไทยในขณะนี้อยู่ในลำดับรั้งท้าย
ตัวอย่างหลายประเทศที่ประสบความสำเร็จในการปฏิรูปการศึกษาในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา จากผลการศึกษาและคัดเลือกขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ โออีซีดี ในช่วงระหว่างปี 2542-2553 พบว่า มีกลุ่มประเทศที่ระบบการศึกษาประสบความสำเร็จเป็นที่ยอมรับในระดับชั้นนำของโลก 7 ประเทศ ได้แก่ ฟินแลนด์ สิงคโปร์ เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี ญี่ปุ่น และแคนาดา (ออนตาริโอ) และกลุ่มประเทศที่ประสบความสำเร็จในการปฏิรูประบบการศึกษาอย่างเด่นชัด 5 ประเทศ ได้แก่ โปแลนด์ บราซิล เกาหลีใต้ จีน (เซี่ยงไฮ้) และโปรตุเกส
โออีซีดี พบว่า มาตรการปฏิรูปการศึกษาที่ประสบความสำเร็จภายในระยะเวลา 5-10 ปี มีเครื่องมือที่สำคัญ 3 ประการ คือ 1.การกำหนดเป้าหมายของชาติในการปฏิรูปการศึกษา ผ่านรัฐธรรมนูญและนโยบายการศึกษาของชาติ ที่สำคัญยังเป็นสัญญาประชาคมของชาติที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันอย่างต่อเนื่อง โดยทั้ง 12 ประเทศล้วนมีเป้าหมายตรงกันคือ "เด็กและเยาวชนทุกคนต้องเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ" 2.มีตัวชี้วัดความสำเร็จของการปฏิรูปการศึกษาที่ชัดเจน เป็นที่ยอมรับ จากตัวชี้วัด 3 ประเภทเพื่อประเมินความก้าวหน้าในการปฏิรูปคือ ตัวชี้วัดด้านคุณภาพ เช่น คะแนนสอบ PISA ตัวชี้วัดด้านความเท่าเทียม เช่น อัตราการเข้าเรียน การจบการศึกษา การไม่รู้หนังสือ และตัวชี้วัดด้านประสิทธิภาพของระบบการศึกษา เช่น ค่าใช้จ่ายทางการศึกษา ค่าใช้จ่ายรายหัว
และ 3.มาตรการปฏิรูปที่มีประสิทธิภาพ โดยจัดกลุ่มได้ 7 มาตรการ คือ 1.เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารโรงเรียน 2.สนับสนุนผู้เรียนที่ด้อยโอกาส 3.ยกระดับคุณภาพครู 4.ใช้ระบบฐานข้อมูลในการพัฒนา 5.ปรับระบบการทดสอบและหลักสูตร 6.วัฒนธรรม/การรณรงค์ทางสังคม และ7.ไอซีทีเพื่อการเรียนรู้ สำหรับประเทศบราซิล และจีน (เซี่ยงไฮ้) มีประสบการณ์การปฏิรูปการศึกษาที่น่าสนใจและมีบริบทและสถานการณ์ทางสังคม เศรษฐกิจ และระบบการศึกษาที่ใกล้เคียงประเทศไทย
เริ่มจากบราซิล มีลักษณะคล้ายกับประเทศไทย คือมีคุณภาพทางการศึกษาค่อนข้างต่ำ โดยในปี 2543 เป็นปีแรกที่บราซิลสอบ PISA ทำให้พบผลประเมินที่น่าตกใจ ส่วนหนึ่งเกิดจากรัฐธรรมนูญกำหนดให้การศึกษาเป็นสิทธิสำหรับเด็กและเยาวชน ทำให้เกิดการเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างทั่วถึง เด็กและเยาวชนในระบบการศึกษาเพิ่มขึ้น 90% ขณะที่ทรัพยากรเพื่อการศึกษากลับลดลง ไม่ได้เป็นไปตามจำนวนประชากรในระบบการศึกษาที่เพิ่มขึ้น
เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหา บราซิลจึงลงทุนการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยรัฐบาลกลางได้พัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา (Basic Education Development Index: IDEB) ในทุกโรงเรียน เพื่อติดตามพัฒนาการเรียนรู้ และผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา รวมทั้งอัตราการเข้าเรียนและการหลุดออกนอกระบบของนักเรียนชั้น ป.4/ม.2/ม.5 ทุกโรงเรียน เพื่อประเมินการทำงานของโรงเรียนและผู้อำนวยการโรงเรียนทุก 2 ปี ซึ่งเป็นเครื่องมือที่รัฐบาลท้องถิ่นให้รางวัลแก่สถานศึกษาที่มีคุณภาพสูง และให้งบประมาณพัฒนาสถานศึกษาที่ประสบปัญหาด้านคุณภาพ เพื่อเพิ่มคุณภาพและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในพื้นที่ต่างๆ รวมถึงการเพิ่มเงินลงทุนเพื่อระบบการศึกษาของรัฐ และในแผนการศึกษาแห่งชาติตั้งเป้าไว้ว่า ภายในปี 2563 เงินเดือนครูโดยเฉลี่ยจะต้องเท่ากับเงินเดือนโดยเฉลี่ยของอาจารย์มหาวิทยาลัย
ส่วนนครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน แม้ว่าในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา จะประสบความสำเร็จโดยมีเยาวชนเข้าถึงการศึกษาได้มากขึ้น แต่ยังมีปัญหาเรื่อง "คุณภาพ" ที่แตกต่างกันของโรงเรียนในชนบทและเมือง จึงเกิด "มาตรการลดช่องว่างทางคุณภาพการศึกษา" 2 มาตรการ คือ 1.มาตรการสร้างเครือข่ายการพัฒนาโรงเรียนแบบทวิภาคี ด้วยการจับคู่กันของโรงเรียนที่เข้มแข็งกับโรงเรียนที่อ่อนแอ เพื่อให้โรงเรียนที่เข้มแข็งส่งทีมงานผู้บริหารสถานศึกษาเข้าไปช่วยให้คำแนะนำด้านการบริหารจัดการสถานศึกษาที่อ่อนแอ
2.มาตรการพัฒนาครูแบบประกบตัว (Teacher Coaching/Mentoring) ด้วยการจ้างทีมงานครูอาวุโสมากประสบการณ์ที่เพิ่งเกษียณอายุราชการเดินสายพัฒนาครูหน้าใหม่อย่างเข้มข้น ตั้งแต่การติดตามการสอนในห้องเรียน อบรมพัฒนาเทคนิคการสอนแบบประกบตัวอย่างต่อเนื่องจนกว่าครูหน้าใหม่เหล่านี้จะสามารถยกระดับการบริหารชั้นเรียนและกระบวนการสอนของตนได้อย่างมั่นใจได้
เหนืออื่นใด "นครเซี่ยงไฮ้" ที่เผชิญความเหลื่อมล้ำของคุณภาพสถานศึกษาระหว่างเมืองกับชนบท และบราซิล มีประชากรและปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม เศรษฐกิจมากกว่าประเทศไทย แต่ปฏิรูปการศึกษาสำเร็จจนเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ จึงถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องปฏิรูปการศึกษา ก่อนที่จะสายไปกว่านี้ พบกับประสบการณ์ของ 12 ประเทศที่ประสบความสำเร็จในการปฏิรูปการศึกษา ได้ในเวทีปฏิรูปการเรียนรู้สู่การศึกษาเพื่อคนทั้งมวลครั้งที่ 22 วันที่ 5 พฤศจิกายน 2556 นี้ ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ กรุงเทพ จัดโดยสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.)
.......................................
(หมายเหตุ มองกรณีศึกษาปฏิรูปการศึกษาถึงเวลาเปลี่ยนประเทศไทย : รายงาน โดย.. ภมรศรี แดงชัย นักวิชาการสื่อสาร สสค.)



