
เอกซเรย์หาดใต้หาย(นะ)ปัญหาที่ไม่อาจมองข้าม
เอกซเรย์หาดใต้หาย(นะ) ปัญหาที่ไม่อาจมองข้าม : สุพิชฌาย์ รัตนะ, กฤษณะ ทิวัตถ์สิริกุล, เมธี เมืองแก้ว, ภูชิสส์ พิรุณละอองรายงาน
หน้ามรสุมทุกปี ริมฝั่งทะเลภาคใต้ถือเป็นจุดเสี่ยงจากการถูกคลื่นกัดเซาะอยู่เป็นนิตย์ ยิ่งปัจจุบันพบว่าน่าห่วงทั้งริมฝั่งทะเลอ่าวไทย และอันดามัน
จากการลงพื้นที่สำรวจชายหาดในภาคใต้ของ "คม ชัด ลึก" หลังถูกคลื่นโถมอย่างหนักเมื่อปลายปี พบว่า "ยับเยินกว่าที่นึก สะอึกกว่าที่คิด" !!
ฝั่งอ่าวไทย จุดโฟกัสสำคัญก็คือ นครศรีธรรมราช เพราะเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีพื้นที่ชายฝั่งทะเลยาว 235 กิโลเมตร กินพื้นที่ถึง 6 อำเภอ ภูมิทัศน์ล้วนแตกต่างกัน ซึ่งมีทั้งชายหาดหิน ชายหาดเลน และหาดทรายอันงามงด
ที่นี่ถือเป็นจังหวัดต้นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการกัดเซาะชายฝั่งขั้นรุนแรง กระทั่งก่อให้เกิดพื้นที่ชายฝั่งเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ล่าสุดชายฝั่งที่อยู่ในสภาพปกติมีไม่ถึงครึ่งของความยาวชายฝั่งทั้งหมด
อีกปัญหาหนึ่งที่เป็นตัวเร่งให้เกิดภาวะวิกฤติคือ น้ำมือมนุษย์ อาทิ การพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งที่ไม่เหมาะสมต่อสภาพธรรมชาติ รวมทั้งโครงสร้างป้องกันการกัดเซาะของแต่ละชุมชน เช่น กำแพงกันคลื่น เขื่อนคอนกรีต เขื่อนหินทิ้ง รอดักทราย ฯลฯ
สภาพการกัดเซาะชายฝั่งทะเลนครศรีธรรมราชเสียหายรุนแรงมี 8 พื้นที่ คือ ต.ท่าศาลา อ.ท่าศาลา, ต.แหลมตะลุมพุก อ.ปากพนัง, ต.ปากพนังฝั่งตะวันออก อ.ปากพนัง, ต.บางพระ และต.บ้านเพิง อ.ปากพนัง, ต.ท่าพญา อ.ปากพนัง, ต.ขนาบนาก อ.ปากพนัง, ต.เกาะเพชร อ.หัวไทร และต.หน้าสตน อ.หัวไทร เป็นต้น
พื้นที่ จ.สงขลา เป็นอีกแห่งที่ได้รับผลกระทบไม่น้อยไปกว่ากัน เสียหายไปแล้ว 6 อำเภอ จำนวน 28 ตำบล จากจำนวน 16 อำเภอ 127 ตำบลของทั้งจังหวัด
ในจำนวนนี้แยกออกเป็นแนวชายฝั่งที่ถูกคลื่นซัดกัดเซาะขั้นเสียหายรุนแรง 13.43 กิโลเมตร ระดับปานกลาง 41.09 กิโลเมตร รวมที่ได้รับความเสียหาย 54.52 กิโลเมตร
ทั้งจากสถิติ ถือว่า "สงขลา" ถูกคลื่นกัดเซาะเป็นอันดับที่ 4 ของประเทศ โดยเฉพาะตลอดแนวหาดชลาทัศน์ และฝั่ง อ.จะนะ รองจากนครศรีธรรมราช และปัตตานีเท่านั้น
พิชัย อุทัยเชฏฐ์ โยธาธิการและผังเมืองสงขลา ให้ข้อมูลว่า บริเวณชายหาดชลาทัศน์ อ.เมือง จ.สงขลา ประสบปัญหาจนชายหาดหายมานานหลายปี ล่าสุดการดำเนินการต้องชะลอลงไป เนื่องจากอยู่ในระหว่างแก้ไขสัญญาฉบับใหม่ เนื่องจากมติประชุมฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ข้อสรุปว่า ไม่ต้องใช้ถุงใยสังเคราะห์ขนาดใหญ่ที่สั่งนำเข้าบรรจุทรายมาวางแล้ว โดยให้ใช้ทรายเพียงอย่างเดียวมาปิดกลบถุงใยสังเคราะห์เดิมที่โผล่ให้เห็นริมชายหาดแทน คาดว่าจะเสร็จทันตามกำหนดภายในเดือนตุลาคมนี้ ก่อนจะเข้าช่วงสู่ลมมรสุมอย่างแน่นอน
พิชัย ชี้ว่า พื้นที่ชายหาดชลาทัศน์เสียหายจากคลื่นกัดเซาะประมาณ 1,100 เมตร โดยระยะดังกล่าวใช้งบประมาณซ่อมแซมไปแล้ว 29 ล้านบาท แต่เมื่อมีการแก้ไขสัญญาใหม่ คาดว่าจะช่วยลดงบลงได้ประมาณ 10 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน เมื่อมองไปยังฝั่งอันดามันก็วิกฤติรุนแรงไม่แพ้กัน ทั้งพื้นที่ จ.ตรัง ระนอง กระบี่ ฯลฯ
เรื่องนี้ วุฒิชัย เจนงาน ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจัดการทรัพยากรทางทะเล กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ให้ข้อมูลว่า พื้นที่แนวชายทะเลภาคใต้ฝั่งอันดามันมีความยาว 1,093 กิโลเมตร ล่าสุดถูกกัดเซาะชายฝั่งไปแล้ว จำนวน 57 พื้นที่ แยกออกเป็นชายฝั่งบริเวณแผ่นดินใหญ่ 45 พื้นที่ และบริเวณเกาะต่างๆ อีก 12 พื้นที่
ทั้งนี้ พื้นที่ที่วิกฤติเสี่ยงภัยระดับรุนแรงมากที่สุด 3 อันดับ คือ ชายฝั่ง ต.ศาลาด่าน อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ มีอัตราการกัดเซาะ 5 เมตรต่อปี อันดับที่ 2 คือ แหลมปะการัง-บ้านหลาโอน ต.คึกคัก อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา และอันดับ 3 คือ หาดปากเมง ต.ไม้ฝาด อ.สิเกา จ.ตรัง จุดนี้จะต้องดำเนินการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน เพราะเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ตลอดจนเป็นพื้นที่ชุมชน และทรัพยากรที่มีคุณค่าในเชิงท่องเที่ยวที่ประเมินค่ามิได้
นักวิชาการอย่าง ผศ.โกสินทร์ พัฒนมณี ผอ.สถาบันทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย (มทร.) วิทยาเขตตรัง แนะวิธีแก้ปัญหาตามหลักวิชาการว่า ต้องก่อสร้างเขื่อนกันคลื่น เพียงแต่จะต้องศึกษาว่า รูปแบบใดมีผลกระทบน้อยที่สุด ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการเคลื่อนย้ายของทราย ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ทุกฝ่ายควรมาหารือร่วมกันเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด
"ประเทศยักษ์ใหญ่อย่างญี่ปุ่น ก็ใช้การก่อสร้างเขื่อนกันคลื่นมาแก้ปัญหา เพียงแต่เรื่องของรูปแบบถือเป็นสิ่งที่นักวิชาการให้ความสำคัญมาก"
ขณะที่ เสริฐ ทองย้อย อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ไม้ฝาด อ.สิเกา ชี้ว่า ปัญหาคลื่นกัดเซาะชายฝั่งบริเวณหาดปากเมง ซึ่งตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม กำลังรุนแรงเข้าขั้นวิกฤติแล้ว เนื่องจากได้ทำต้นสนที่มีอายุกว่า 50 ปี และเป็นสัญลักษณ์ของหาดปากเมงกว่า 200 ต้น โค่นจำนวนมาก หากปล่อยไว้เช่นนี้อีก ไม่นานต้นสนก็จะหายไปทั้งหมด ล่าสุดสูญเสียพื้นดินไปและกำลังลามไปถึงถนนริมชายหาดแล้ว ทางที่ดีที่สุดก็คือ การก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง
ด้าน นฤทธิ์ มงคลศรี นายอำเภอสิเกา ระบุว่า การแก้ไขอย่างถาวรด้วยการก่อสร้างแนวกันคลื่นเทียม ต้องใช้ระยะเวลานาน และต้องรอการจัดตั้งงบประมาณสูงถึง 250 ล้านบาท ดังนั้นการแก้ปัญหาเบื้องต้น จึงนำนวัตกรรมมาผสมผสานกับภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยนำกระสอบป่านบรรจุทรายวาง 2 แถวตามแนวชายหาด สูง 4 ชั้น ก่อนใช้รถแทรกเตอร์ปิดทับจนเกิดความหนาแน่น
ขณะเดียวกัน เพื่อให้เกิดความแข็งแรงยิ่งขึ้น ได้นำต้นปอทะเลปลูกลงไปริมกระสอบป่านด้านใน ซึ่งเพียงแค่ 1 ปี ต้นไม้ชนิดนี้ก็จะเติบโตเจริญงอกงาม มีรากงอกไปยึดติดกับกระสอบป่านจนช่วยเป็นแนวกันคลื่นได้เป็นอย่างดี
ทะเล(งอก) "หาดจันทร์สว่าง"ความต่าง "โชคดีในโชคร้าย"
อีกมุมหนึ่งของชายฝั่งทะเลอ่าวไทย ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากพื้นที่ที่ถูกกัดเซาะมากนัก แต่กลับพบว่าเป็นพื้นที่หาดทรายขาวที่งอกใหม่เพิ่มขึ้นทุกปี
จนกลายเป็นจุดหนึ่งที่กำลังจะถูกยกระดับให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวชายหาดแห่งใหม่
ล่าสุดได้มีการเตรียมจัดกิจกรรมท่องเที่ยวนำร่อง ด้วยโครงการ "Malaysian มา เล ฉัน" ขนคาราวานรถคลาสสิก 3 ชาติบูมหาดทรายสวยที่สุดในสงขลา
ธนกร จันทร์สว่าง รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา บอกว่า ได้เตรียมจัดกิจกรรม "Malaysian มา เล ฉัน" ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2556 บริเวณหาดจันทร์สว่าง อ.สิงหนคร จ.สงขลา โดยในงานจะมีคาราวานรถโฟล์กสวาเก้นจาก 3 ประเทศเข้าร่วม ทั้งมาเลเซีย-สิงคโปร์-ไทย พร้อมร่วมกิจกรรมปล่อยปู และปลูกต้นสนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเปิดตัว "หาดจันทร์สว่าง"
เจ้าของพื้นที่รายนี้ ย้ำว่า ปัญหาชายทะเลกำลังถูกบอนไซจากการถูกคลื่นกัดเซาะหลายแหล่ง ทว่าสถานที่ท่องเที่ยวริมทะเลแห่งนี้ กลับมีแนวหาดทรายขาว สมบูรณ์ ไม่ต้องเผชิญปัญหาคลื่นกัดเซาะ คาดว่าสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้กว่า 10,000 ชีวิต
พร้อมยืนยันว่า พื้นที่นี้มีหาดทรายงอกเพิ่มขึ้นทุกปี ปัจจุบันมีหาดเพิ่มขึ้นกว่า 300 เมตรตลอดแนวหาดประมาณ 2 กิโลเมตร และมีแนวโน้มเพิ่มอย่างต่อเนื่อง การเพิ่มของหาดทรายนั้น เชื่อว่าเป็นไปตามธรรมชาติ อาจเป็นเพราะทำเลที่ตั้งของหาดอยู่ในจุดที่เหมาะสม ที่สำคัญไม่มีปัญหาการรุกล้ำพื้นที่หาด ซึ่งถือเป็นความโชคดีมากเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่นๆ แต่ยังไม่มีผลศึกษาชัดเจนว่า การงอกของหาดทรายเป็นผลมาจากอะไร หากมีผู้ศึกษาก็เป็นเรื่องที่ดีจะได้เป็นต้นแบบการแก้ไขการกัดเซาะของพื้นที่ชายฝั่ง
ภายใต้ความโชคดีของพื้นที่นี้ ผู้บริหารหน่วยงานส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ก็ยืนยันว่า จะพยายามสร้างความสมดุลให้แก่ธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปลูกต้นไม้แนวชายฝั่ง และมีมาตรการป้องกันดูแลชายฝั่งไว้ไม่ให้มีการบุกรุก เพื่อพัฒนาพื้นที่ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางทะเลแห่งใหม่ของสงขลาอย่างยั่งยืนต่อไป
...............
(หมายเหตุ : เอกซเรย์หาดใต้หาย(นะ) ปัญหาที่ไม่อาจมองข้าม : สุพิชฌาย์ รัตนะ, กฤษณะ ทิวัตถ์สิริกุล, เมธี เมืองแก้ว, ภูชิสส์ พิรุณละอองรายงาน)



