
'แผนน้ำ3.5แสนล้าน'ภาคประชาชนโหมคึกคัก
'แผนน้ำ3.5แสนล้าน'ภาคประชาชนโหมคึกคัก : รายงาน
ยากจะปฏิเสธได้ว่า กระแสทุกวันนี้ ที่ว่าด้วยจิตสำนึกรักษ์โลก และหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติ ล้วนถูกหลอมรวมเป็นสายธารเดียวกัน เท่าที่การติดต่อสื่อสารสมัยใหม่ไปได้ถึง ไม่ว่าจะถูกเรียกขานกันว่าอย่างไร จริตโลก จริตเมือง หรือการต่อสู้เพื่อช่วงชิงทรัพยากรก็ตามที ด้วยเหตุเช่นนี้ กิจกรรมใดที่พวกเขาเห็นว่าจะระคายเคืองแผ้วทำลายสภาพแวดล้อม จึงมักถูกปฏิเสธตั้งแต่ระดับท้องถิ่น และขยายเป็นวงกว้าง หรือในทางกลับกัน วงล้อมรอบนอกช่วยเสริมให้ชุมชนได้แสดงออกในสิ่งที่พวกเขาตระหนักรู้ถึงสำนึกหวงแหนซึ่งเป็นเรื่องสากลไปแล้ว
จึงไม่ใช่เรื่องแปลก เมื่อภาครัฐเปิดเวทีรับฟังความเห็นประชาชนตามคำสั่งศาลปกครองในโครงการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนภายใต้งบประมาณ 3.5 แสนล้านบาท ย่อมไม่ใช่เรื่อง "หมูในอวย" ที่จะรวบหัวรวบหางมัดมือชก ด้วยทั้งโลกโซเชียลมีเดีย และโลกจริงล้วนตื่นตัว รวมกลุ่ม เฝ้าระวัง จับตา และติดตามกันอย่างคึกคัก อันอาจเรียกได้ว่าเป็นการอุ่นเครื่องก่อนกรำศึกจริงที่รออยู่ข้างหน้า ในสมรภูมิสมมุติฐานที่ว่า แผนน้ำ 3.5 แสนล้านบาทจะต้องผ่านเวทีฟังความ
เวทีแรกของภาครัฐที่ จ.ลำพูน ว่าด้วยโมดูลเอ 1 สรุปความสั้นว่า "เขื่อน" เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม คือตัวอย่างที่สะท้อนถึงความพร้อม ด้วยผลจากการฟังความเห็นวันนั้นสรุปออกมาว่า ให้เวลาน้อยไป ข้อมูลไม่ครบ ปิดกลุ่มเป้าหมาย แม้กระทั่งการจัดสถานที่ก็ยังอุตส่าห์ถูกมองว่า "ไม่เหมาะสม"
ให้หลัง 2 วันถัดมา ชาวชัยนาทส่วนหนึ่งซึ่งยังไม่คุ้นเคยคำว่า "พื้นที่ปิดล้อม" กับ "คลองผันน้ำ" ลังเลไม่แน่ใจกับข้อมูลที่นำเสนอในเวทีฟังความเห็น คล้ายกับที่ชาวบ้านย่านอ่างทอง ก็รู้สึกมึนๆ กับพื้นที่ปิดล้อม ที่น่าจะเรียกว่าทำนบป้องเมืองมากกว่า พวกเขาเห็นว่า ชาวบ้านกังวลร้อนรนใจว่าจะแก้ปัญหาน้ำท่วมได้จริงหรือไม่
ขณะที่ภาคประชาชนหลายจังหวัด ได้จัดลานเสวนา แลกเปลี่ยนเรียนรู้ขึ้นคู่ขนานกันอย่างคึกคัก แน่นอนว่า นับจากวันนี้ที่ยังเหลือเวทีฟังความอีกนับสิบๆจังหวัด ทั้งฝ่ายสนับสนุน และฝ่ายคัดค้านย่อมต้องงัดผลดี-ผลเสียขึ้นนำเสนอสู่สาธารณะ อันน่าจะเชื่อได้ว่า เป็นไปเพื่อการใช้สอยทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเป็นธรรมที่สุด ภายใต้กระแสที่ทุกคนต้องการมีส่วนร่วม "รักษ์โลก"
...........................
(หมายเหตุ : 'แผนน้ำ3.5แสนล้าน'ภาคประชาชนโหมคึกคัก : รายงาน)



