ไลฟ์สไตล์

'ทส.'เผยเปิด'อ่าวพร้าว'1พ.ย.นี้

'ทส.'เผยเปิด'อ่าวพร้าว'1พ.ย.นี้

28 ต.ค. 2556

'ทส.' เผยผลตรวจคุณภาพน้ำทะเลและโลหะหนัก ล่าสุดอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ชี้เปิดอ่าวพร้าว 1 พ.ย.นี้

 

                           28 ต.ค. 56  กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และตัวแทนผู้บริหารจากบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ พีทีทีจีซี แถลงข่าวความคืบหน้าผลตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำทะเลและโลหะหนัก บริเวณอ่าวพร้าว และจุดตรวจวัดรอบอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด

                           นายอุดม ไกรวัตนุสสรณ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า หลังเหตุการณ์ท่อส่งน้ำมันดิบรั่วไหลกลางทะเล จ.ระยอง ซึ่งได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออ่าวพร้าว อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด จึงได้มีการประกาศปิดอ่าวพร้าว ตั้งแต่เมื่อวันที่ 29 ก.ค. ที่ผ่านมา โดย นายวิเชษฐ์ เกษมทองศรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สั่งการให้หน่วยงานภายใต้สังกัดที่เกี่ยวข้อง คือ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และกรมควบคุมมลพิษ ติดตามสถานการณ์และดำเนินการเฝ้าระวังผลกระทบอย่างต่อเนื่อง พร้อมตั้งคณะกรรมการติดตามประเมินสถานการณ์ แก้ไข และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบจากคราบน้ำมัน กรณีท่อส่งน้ำมันดิบรั่วไหลกลางทะเล จ.ระยอง

                           ล่าสุดได้รับรายงานจากการควบคุมมลพิษ ซึ่งดำเนินการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำทะเลและค่ามาตรฐานต่างๆ เช่น ปรอท โลหะหนัก สารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) โพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs) และปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอน (TPH) ทั้งบริเวณอ่าวพร้าวและพื้นที่รอบเกาะเสม็ด จำนวน 12 หาด พบว่า ตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ก.ย.เป็นต้นมา ค่าน้ำทะเลเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานเพื่อการนันทนาการ โดยค่าปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอน ต่ำกว่า 1 ไมโครกรัมต่อลิตร และค่าปรอทก็ต่ำกว่า 0.1 ไมโครกรัมต่อลิตร

                           นายโชติ ตราชู ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า แม้ว่าสถานการณ์ต่างๆ จะเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งจากผลการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำทะเลและโลหะหนัก ค่อยๆ ลดลงไปตามลำดับนั้น ได้แสดงให้เห็นว่าระบบนิเวศเริ่มฟื้นตัวตามธรรมชาติ บริเวณชายหาดเริ่มพบสัตว์มีชีวิต เช่น หอย และปูลม มากขึ้น ขณะที่ปะการังบริเวณทิศเหนือและทิศใต้ของอ่าวพร้าว ซึ่งก่อนหน้านี้มีการสำรวจพบว่าบางโคโลนีมีการฟอกขาว เริ่มมีการฟื้นตัวและงอกออกมาใหม่ ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงเห็นควรเปิดอ่าวพร้าวให้นักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการได้ตามปกติ ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 56 เป็นต้นไป แต่อย่างไรก็ตามในส่วนของการเฝ้าระวังผลกระทบ ยังคงมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

                           หลังจากที่ นายวิเชษฐ์ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการติดตามประเมินสถานการณ์ แก้ไข และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบจากคราบน้ำมัน กรณีท่อส่งน้ำมันดิบรั่วไหลกลางทะเล จ.ระยอง พร้อมกับแต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯ ขึ้นอีก 2 ชุด เพื่อจัดทำแผนงานแก้ไขและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บริเวณอ่าวพร้าว เกาะเสม็ด และพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากคราบน้ำมัน ซึ่งรวมถึงบริเวณชายฝั่งตั้งแต่บ้านเพไปจนถึงปากน้ำปะแสร์ ตามแนวทางคู่มือการจัดทำแผนฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมของกรมควบคุมมลพิษ พ.ศ. 2544 ควบคู่กับการอ้างอิงข้อมูลวิชาการจากทั้ง 3 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ล่าสุดได้มีการนำเสนอแผนงานดังกล่าวต่อ คณะกรรมการป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมัน (กปน.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อเป็นกรอบในการดำเนินงานโดย บริษัท พีทีทีจีซี ต่อไป

                           สำหรับรายละเอียดของแผนงานดังกล่าวนั้น แบ่งออกเป็น 3 ด้าน คือ 1. การฟื้นฟูผลกระทบต่อระบบนิเวศ ได้แก่ โครงการเพาะเลี้ยง ขยายพันธุ์ปะการัง และย้ายปลูก 2. การฟื้นฟูผลกระทบต่อการบริการของระบบนิเวศ ได้แก่ โครงการจัดวางปะการังเทียม และ 3. การฟื้นฟูสภาพแวดล้อมเกาะเสม็ด เช่น การจัดการขยะ การจัดทำระบบบำบัดน้ำเสีย การควบคุมปริมาณสิ่งก่อสร้างให้มีความเหมาะสม และการติดตั้งทุ่นในแนวปะการัง เป็นต้น ขณะเดียวกันยังได้กำหนดให้มีการติดตามและประเมินผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง 7 ด้าน ได้แก่ สมุทรศาสตร์ แนวปะการัง แหล่งหญ้าทะเล หาดหิน/หากทราย ป่าชายเลน สัตว์ทะเลหายาก และมลพิษ ซึ่งจะต้องดำเนินการต่อเนื่องอย่างน้อย 1 ปี

                           "เนื่องจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบหมายให้ 3 หน่วยงานภายใต้สังกัดเข้าไปดำเนินการ จึงทำให้ขณะนี้ยังรวบรวมและสรุปยอดค่าใช้จ่ายทั้งหมดไม่ได้ เพราะยังมีอีกหลายคณะทำงานชุดย่อยที่เข้าไปดำเนินการ แต่จากการประเมินคร่าวๆ คิดว่าขณะนี้ใช้เงินไปแล้วประมาณ 4-5 ล้านบาท ส่วนประเด็นการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากผู้ก่อให้เกิดมลพิษ ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาตินั้น ในเมื่อทางพีทีทีจีซียินดีรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด ส่วนตัวคิดว่าจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการฟ้องร้อง"

                           ด้าน นายปิ่นสักก์ สุรัสวดี ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า กรอบระยะเวลาในการดำเนินแผนงานแก้ไขและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บริเวณอ่าวพร้าว เกาะเสม็ด และพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากคราบน้ำมัน ซึ่งขณะนี้ได้เสนอไปยัง กปน. แล้วนั้น เบื้องต้นคณะทำงานกำหนดไว้ที่ 1 ปี นับจากวันที่ระบบนิเวศเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ คือ ตั้งแต่วันที่ 31 ต.ค. 2556 จนถึงวันที่ 31 ต.ค. 2557 งบประมาณดำเนินการ 166 ล้านบาท โดยค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะถูกเรียกเก็บไปยัง บริษัท พีทีทีจีซี

                           ขณะที่ นายกัญจน์ ปทุมราช ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีขั้นต้น บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สำหรับปัญหาเรื่องเงินชดเชยผู้ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะกลุ่มสมาคมประมงพื้นบ้านเรือเล็ก จ.ระยอง ขอเรียนว่าจากที่ได้มีผู้มาลงทะเบียนทั้งหมด 10,000 กว่าราย ขณะนี้ทางบริษัทได้ดำเนินการตรวจสอบเอกสารและจ่ายเงินไปแล้วมากกว่า 50% โดยในส่วนของผู้ได้รับผลกระทบที่ยังไม่ได้เงินนั้น คาดว่าภายในสิ้นเดือนนี้จะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จ ส่วนการออกมาเรียกร้องว่าการเงินชดเชยที่จ่ายเพียง 1 เดือน ไม่เป็นธรรมเนื่องจากชาวประมงจับสัตว์ทะเลได้น้อยลง ตรงถือเป็นอำนาจของทาง จ.ระยอง ซึ่งได้มีการดำเนินร่วมกันกับทางบริษัทอยู่แล้ว และกำลังอยู่ในขั้นตอนดำเนินงาน จึงยังไม่สามารถตอบได้ว่าผลจะออกมาว่าอย่างไร ทั้งนี้หลังจากเกิดเหตุการณ์น้ำมันรั่ว ทางบริษัท พีทีทีจีซี ได้จ่ายเงินค่าดำเนินการต่างๆ รวมทั้งเงินชดเชยไปแล้วกว่า 800 ล้านบาท

 

 

------------------------

(หมายเหตุ : ภาพแฟ้มข่าว)