ไลฟ์สไตล์

ปริญญาชีวิต ของปัญญาชนชาวบ้าน

ปริญญาชีวิต ของปัญญาชนชาวบ้าน

26 ต.ค. 2556

ปริญญาชีวิต ของปัญญาชนชาวบ้าน : คอลัมน์คุยนอกกรอบ

                 เพราะเห็นว่าสถาบันอุดมศึกษาที่มีอยู่ในปัจจุบัน ไม่ตอบโจทย์ชาวบ้าน ผู้ใหญ่ คนที่ออกจากระบบการศึกษาไปนานๆ แต่อยากกลับมาเรียนใหม่ ครั้นจะเข้าไปเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย ก็ไม่เหมาะกับวัยและประสบการณ์ 

                "สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน" จึงถูกจัดตั้งขึ้นในปี 2553 มุ่งจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาสำหรับผู้ใหญ่ ที่มีอาชีพการงานอยู่แล้วในท้องถิ่น ให้เป็นปัญญาชนชาวบ้าน ที่สามารถแก้ปญหาชีวิตส่วนตัว ครอบครัว และพัฒนาอาชีพการงานของตนให้มั่นคงยั่งยืน สามารถช่วยคนอื่น และเป็นผู้นำการพัฒนาท้องถิ่นของตน

                เป้าหมายคือ สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง เสนอทางเลือกให้คนในชุมชนได้เรียน เพื่อที่จะ "อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี และมีกินในท้องถิ่นของตนเอง" พวกเขาจะเป็น "บัณฑิตชาวนา ปัญญาชนชาวบ้าน" เป็นผู้นำชุมชนที่มีความรู้ สามารถนำชุมชนให้ก้าวพ้นจากสังคมอุปถัมภ์ สู่สังคมที่ใช้ความรู้และปัญญา

               กลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ใหญ่วัยแรงงาน ซึ่งมีอาชีพและทำมาหากินในท้องถิ่น แต่ขาดโอกาสทางการศึกษา เศรษฐกิจ และสังคม ปัจจุบันมีสำนักงานอยู่ที่จังหวัดสมุทรสงคราม และศูนย์เรียนรู้อีก 31 จังหวัด เปิดสอนหลักสูตรปริญญาตรีหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต 3 สาขาวิชา ได้แก่ สาขาวิชาสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น วิชาการจัดการสุขภาพชุมชน และวิชาการจัดการการเกษตรยั่งยืน

                ส่วนหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (ระดับปริญญาโท) มี 2 สาขาวิชา ได้แก่ สาขาวิชาสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น และวิชาการจัดการระบบสุขภาพชุมชน

                โดยคณะผู้ทำงานได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยรามคำแหง และมหาวิทยาลัยราชภัฏ 7 แห่ง ทำในชื่อโครงการมหาวิทยาลัยชีวิต ตั้งแต่ปี 2548

               ดร.สุรเชษฐ เวชชพิทักษ์ รองอธิการบดี สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน อธิบายถึงข้อแตกต่างระหว่างมหาวิทยาลัยกับสถาบันว่า มหาวิทยาลัยสอนวิชาชีพชั้นสูง ทุกหลักสูตรเรียนคล้ายกัน ผลิตบัณฑิตที่เป็นนักวิชาชีพชั้นสูง เช่น แพทย์ พยาบาล วิศวกร นักกฎหมาย ฯลฯ แต่สถาบันไม่ได้ผลิตบัณฑิตเช่นนั้น เพราะโดยคณะผู้ร่วมก่อตั้ง ไม่มีประสบการณ์การเป็นนักวิชาชีพชั้นสูง แต่เป็นนักพัฒนา

               "วิสัยทัศน์และพันธกิจของเราคือ ผลิตบัณฑิตเป็นผู้นำทางปัญญาในท้องถิ่น มีคำขวัญว่า "เรียนรู้เพื่ออยู่อย่างมีศักดิ์ศรี และมีกินในท้องถิ่นตน ช่วยตนเองได้ช่วยคนอื่นได้ เรียนเพื่อพึ่งตนเองและมีความสุข" ที่สำคัญคือ การศึกษากับการพัฒนาบูรณาการเป็นเนื้อเดียวกัน"

               มี "ดร.เสรี พงศ์พิศ" เป็นอธิการบดี ในแวดวงคนทำงานพัฒนาชนบท คงคุ้นเคยชื่อนี้ดี เพราะเป็นนักวิชาการที่ทำงานพัฒนาชนบทตั้งแต่ปี 2521 อาจารย์เป็นผู้ริเริ่มและก่อตั้งสถาบันดังกล่าว

                "ผมเคยทำงานพัฒนาชนบทกับอาจารย์เสรีตั้งแต่ปี 2521-2522 ก่อตั้งมูลนิธิหมู่บ้าน ตอนหลังอาจารย์ไปทำงานยูเอ็น ผมทำธุรกิจสื่อการศึกษาพักหนึ่ง หลังฟองสบู่แตก ไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยศรีปทุม พออาจารย์เสรีจะก่อตั้งสถาบัน เลยชวนกลับมาร่วมงาน ตอนนั้นทำเป็นโครงการวิทยาลัยชีวิต"

                เห็นชื่อสาขาวิชาก็ไม่ค่อยเหมือนสถาบันอื่น เน้นตอบโจทย์ชุมชน ถามว่าคนมาเรียนอยากเปลี่ยนแปลงตนเอง หรือได้วุฒิการศึกษา? คำตอบยังเป็นข้อหลัง

               ทว่า เมื่อเข้าสู่ระบบการเรียนรู้แล้ว ชีวิตจะเปลี่ยนแปลงไป 

                "การเป็นสถาบันทำให้เราได้รู้จักนักศึกษา ทำงานร่วมกัน เรามีประสบการณ์ด้านการพัฒนาทักษะชีวิต ก่อนนี้ทำโครงการแก้หนี้แก้จนกับ ธ.ก.ส. ผมและทีมงานเชื่อว่าเราลดหนี้ได้ หากมีวินัย มีปณิธานแน่วแน่ว่าจะใช้หนี้ เราเชื่อมั่นในเครื่องมือ ในการจัดกระบวนการเรียนรู้..."

                เนื้อหาของหลักสูตรแบ่งเป็นแนวคิดทฤษฎี 30 เปอร์เซ็นต์ การปฏิบัติ 70 เปอร์เซ็นต์ ในการปฏิบัติมีเนื้อหาของคุณธรรม/จริยธรรม 15-25 เปอร์เซ็นต์

               เมื่อถึงวันที่ต้องเสนอโครงงาน สถาบันขอให้เพื่อน ครอบครัว อาจารย์เข้าร่วมฟังด้วย

               ระดับปริญญาตรีมีนักศึกษาปีละ 2,000 คนทั่วประเทศ เรียนเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์ ในศูนย์เรียนรู้ต่างๆ โดยวันหนึ่งอาจเรียนวิชาเดียวทั้งวันหรือสองวัน เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในเรื่องนั้น

                ในชั้นเรียนปีสอง-สาม นักศึกษาใช้เวลา 50 เปอร์เซ็นต์ อยู่ในกระบวนการขับเคลื่อนชุมชน

                "นักศึกษาไม่ได้เก็บข้อมูลจากชุมชน แต่ร่วมทำ เช่น พัฒนาเครือข่ายชุมชน พัฒนากองทุนหมู่บ้าน เราไม่มีแบบฝึกหัด มีแต่แบบปฏิบัติ หากเห็นว่าชุมชนทำอะไรอยู่ก็ใช้เรื่องนั้นเป็นเนื้อหาสาระของการเรียน"

               "เราเลือกชุมชนที่นักศึกษาเป็นสมาชิกอยู่ หากชุมชนน่าอยู่ คนในชุมชนก็ได้ประโยชน์ด้วย...เรามีอาจารย์ประจำเกือบ 200 คน  เปิดสอนใน 31 จังหวัด สัดส่วน 1/30 คน นักศึกษามากสุดที่อุตรดิตถ์ น้อยสุด-แม่ฮ่องสอน"

               อาจารย์มีสามกลุ่มคือ อาจารย์ประจำ อาจารย์พิเศษ อาจารย์พี่เลี้ยง และปราชญ์ชาวบ้าน ซึ่งใช้เป็นพื้นที่ศึกษาดูงาน โดยค่าเรียนตลอดหลักสูตร 9 ภาคการศึกษา เป็นเงิน 81,000 บาท

               ประโยคที่พบบ่อยในหลักสูตรต่างๆ คือการอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี ทำไม?

                "คนชนบทจำนวนหนึ่งสูญเสียความมั่นใจตนเอง รู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อย เราไม่ได้ดูถูกนะ เขารู้สึกว่าต้องพึ่งพาคนอื่น คล้ายว่าถ้าคุณไม่ช่วย ผมตายแน่นอน"

                ในกระบวนการเรียนรู้ จึงให้น้ำหนักกับเรื่องดังกล่าว ให้ผู้เรียนตระหนักว่าชะตากรรมอยู่ในมือของพวกเขาเอง !

               "เราไม่พบว่านักศึกษาไปปิดถนนกับใคร พอเรียนสองสามปีความรู้สึกว่าข้าพเจ้า หรือพวกข้าพเจ้าเท่านั้นที่ถูก จะค่อยๆ หายไป แต่เคารพในความเห็นที่แตกต่าง มีพื้นที่สำหรับความคิดที่แตกต่างด้วย นักศึกษาทุกคนต้องทำโครงงาน 3 ปีว่าเขาจะมีกินยังไง ทำตั้งแต่เริ่มเรียน"

               ตัวอย่างเช่น นักศึกษาคนหนึ่งทำโครงงานพัฒนาแปลงเกษตรของข้าพเจ้าสู่การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ เนื่องจากเดิมเขาทำคอนแทรคฟาร์มกับบริษัทอุตสาหกรรมเกษตร เมื่อผลิตไม่ได้ตามเงื่อนไข ทำให้หนี้สินเพิ่มมากขึ้น เมื่อขายไม่ได้ราคา ก็หาคนรับผิดชอบ ทั้งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น รัฐบาล

                "ในแง่ของเราดูประหลาด เวลาทำ (เกษตร) ตัดสินใจเอง แต่ขอให้คนอื่นรับผิดชอบ"

                พูดอย่างนี้นักศึกษาไม่โต้แย้งว่าเขาด้อยโอกาสกว่า?

                "มีคนรู้สึก แต่ผมชาเลนจ์เขา เราจัดการศึกษาเพื่อเรียนรู้การเปลี่ยนแปลง มันต้องพูดกันตรงๆ... ผมเห็นตามพระพุทธเจ้าบอก จะพ้นทุกข์ต้องเข้าหาทุกข์ (หัวเราะ) ไม่หลอกตัวเอง เราสอนนักศึกษาว่าหลักสำคัญต้องคิดได้ สร้างโอกาส และทางเลือกของตัวเองได้ สุดท้ายต้องรับผิดชอบกับการตัดสินใจของตนเอง" 

               ดร.สุรเชษฐ ย้ำว่าเรียนแล้วชีวิตต้องดีขึ้น ตั้งแต่ขณะที่เป็นนักศึกษา !

                วิชาที่สอนแบ่งเป็น วิชาชีวิตกับวิชาชุมชน ในวิชาชีวิต-หากยังชักหน้าไม่ถึงหลัง ต้องแก้ให้ได้ ถ้าเป็นหนี้ เรียนแล้วหนี้ต้องลดลง

                วิชาชีวิตไม่ได้สอนวิธีการหารายได้ แล้วหนี้จะลดลงได้อย่างไร? คำตอบคือ "เราสอนวิธีการทำแผนการเงิน แผนชีวิต แผนการเงิน แผนสุขภาพ และแผนอาชีพ"

               แผนชีวิต-เป็นการจัดการเวลา จัดอันดับความสำคัญของสิ่งต่างๆ ที่ต้องทำ การมองไปข้างหน้า เป็นการแสดงวิสัยทัศน์ของแต่ละคน ว่าจะทำให้ฝันเป็นจริงได้อย่างไร  แผนการเงิน-การบริหารจัดการเงิน ทำบัญชีครัวเรือน เพื่อจะได้ทราบว่าแต่ละวัน/เดือนใช้จ่ายอะไรบ้าง หากมากเกินไป ควรลดส่วนไหน แผนสุขภาพ-คือการกินให้พอดี อยู่ให้ดี มีเหตุมีผล ไม่กินตามใจปาก และออกกำลังกาย 

                "ที่ว่ามีศักดิ์ศรีมีกิน ถ้าถึงขั้นยืมเงินซื้อข้าวกิน จะเอาศักดิ์ศรีที่ไหน ถึงเวลาไม่มีเงินใช้หนี้ ความมั่นใจในตนเองน้อยลง รู้สึกว่าตัวเองล้มเหลว เมื่อจำเป็นต้องทำแผนชีวิต จะเอายังไงกับตนเอง ครอบครัว มีที่ยืนตรงไหนในสังคม ด้านการเงิน-ให้เขาวิเคราะห์ เรื่องหนี้ต้องแก้ไขก่อน แต่คนมีทัศนคติที่ผิดบ้าง เช่น มีหนี้หรือมีเงินใช้จ่ายไม่พอจะออมได้ยังไง เป็นคำพูดจากคนที่ไม่เคยเรียนรู้เรื่องการเงิน เงินเป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยน แต่คนรู้จักเงินน้อย จัดการไม่ได้ ไม่รู้ว่านักธุกิจจำนวนมากมายเป็นหนี้ แต่จัดการได้...วิธีจัดการหลักๆ มีสองเรื่องคือ ต้องวางแผนว่าเดือนหนึ่งค่ากินอยู่ ใช้หนี้เท่าไร อยากออมไว้ในวัยเกษียณเท่าไร ถ้าหลังเกษียณมีอายุต่อไปอีก 15 ปี ต้องมีเงินเท่าไร มันต้องสะสมตั้งแต่วันนี้ ขณะใช้หนี้ไปต้องสะสมด้วย"

               รองอธิการบดีสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน ยกตัวอย่างนักศึกษารายหนึ่ง ซึ่งทำงานตำแหน่งธุรการในต่างจังหวัดว่า หลังทำแผนชีวิตและแผนการเงินแล้ว มีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นอย่างไร

                ชีวิตที่ผ่านมาของนักศึกษารายนี้คือ ดื่มเหล้าหลังเลิกงานทุกวัน ทำให้สุขภาพไม่ดี เป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร เงินหมดไปกับเหล้า และมีหนี้สิน

               "นักศึกษาคนนี้ทำงานทั้งวันตามเวลาราชการ คือวันละ 8 ชั่วโมง ถามว่าเหลือ 16 ชั่วโมง ทำอะไร นั่งกินเหล้า เอาล่ะ ทำอะไรเพิ่มสักหน่อยได้ไหม ตอนหลังพบว่ายายมีสูตรทำข้าวจี่อร่อยมาก จึงใช้เวลาเพิ่มวันละ 2-3 ชั่วโมง ทำข้าวจี่ขายที่ตลาดเทศบาล ปรากฏว่าขายหมดทุกวัน ทำแล้วเกิดความเจริญก้าวหน้า ตอนนี้หนี้สินหมดแล้ว และเริ่มสร้างหนี้ใหม่ แต่เป็นการลงทุนก่อให้เกิดรายได้ เช่น ออกรถกระบะ หรือปรับปรุงอุปกรณ์ แต่ก่อนตั้งชื่อว่า "ข้าวจี่เงินล้าน" เพราะตั้งเป้าว่าต้องมีเงินถึงล้าน พอผ่านไปสองปีเปลี่ยนชื่อเป็น "ข้าวจี่พันล้าน" คงขยายเป้าหมายต่อไป..."

               "เราเน้นการนำประสบการณ์มาสร้างความรู้ใหม่ด้วยกัน ไม่เน้นการท่องจำความรู้เก่า นักศึกษามาพร้อมกับความรู้ ทักษะชีวิต ทักษะการทำงานของเขา นักศึกษาคนหนึ่งประสบความสำเร็จเป็นเจ้าของกิจการใหญ่ แต่ขาดโอกาส ออกจากโรงเรียนตั้งแต่ ป.4 เพื่อทำมาหากิน และเพิ่งสอบเทียบจบมัธยมปลายจาก กศน. มีคนเหล่านี้เป็นจำนวนมากในสังคมไทย ถ้าอยากเรียนต่อระดับอุดมศึกษา จะเรียนที่ไหน มันไม่มีที่ให้เขาไป"

                นักศึกษาบางรายเป็นผู้ประกอบการ เช่น ทำธุรกิจประมง และต้องใช้สารเคมีบางอย่างเพื่อไม่ให้อาหารทะเลเน่าระหว่างนำเรือเข้าฝั่ง

                "รายนี้สามารถหาวิธีอื่นที่จะฟรีซสัตว์น้ำ เป็นการรับผิดชอบผู้บริโภค ผมตั้งชื่อว่าความรับผิดชอบ ของบุคคลต่อสังคม (Personal Social Responsibilty : PSR) หรือลุงคนหนึ่งเป็นชาวสวน เข้ามาปีแรกเถียงกันทั้งปี บอกว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ใช้ยาฆ่าหญ้าในสวนมะพร้าว พอขึ้นปีสองลุงบอกผมเองว่า ผมเลิกใช้แล้วอาจารย์"

                กระบวนการเรียนก่อให้เกิดการตระหนักรู้ ?

                "เราเรียกว่าการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ เป็นวิชาแรกที่ให้นักศึกษาเรียน กระบวนทัศน์ที่ผิดพลาดต่อตัวเอง สังคม มันมีทั้งที่ถูกที่ผิด เราเรียนแบบ activity based กับ project based ใช้กิจกรรมกับโครงงานเป็นฐานการเรียนรู้ เราเชื่อว่าเขาเรียนรู้ด้วยตนเอง ด้วยกลุ่มของเขาได้"

                แนวทางการสอนของที่นี่คือ อาจารย์ทำหน้าที่เป็นโค้ช สอนน้อยๆ ให้นักศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเอง

               ด้วยกระบวนการเช่นนี้ ชุมชนจะได้บัณฑิตชาวนา ปัญญาชนชาวบ้าน เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมของตน ! 

               
............................

(ปริญญาชีวิต ของปัญญาชนชาวบ้าน : คอลัมน์คุยนอกกรอบ)