ไลฟ์สไตล์

ศิลปวัฒนธรรม : เสน่ห์ใน 'มัณฑะเลย์'

ศิลปวัฒนธรรม : เสน่ห์ใน 'มัณฑะเลย์'

24 ต.ค. 2556

ศิลปวัฒนธรรม : เมืองหลวง(เก่า) เพื่อศาสนา เสน่ห์ใน 'มัณฑะเลย์'

 

                          กลับมาเยือนดินแดนแห่งการรักษาอารยธรรมในสหภาพเมียนมาร์ หรือพม่า อีกครั้ง คราวนี้เราบินข้ามฟ้ามากันที่ราชธานีเก่าอย่าง "มัณฑะเลย์" โดยสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส เพื่อเดินทางมาสัมผัสความเป็นอยู่อันเรียบง่าย มีภาพศิลปะ งานฝีมือ ความศรัทธาศาสนา และวีถีของพระสงฆ์ชวนให้หยุดมอง ทริปนี้เรามีจุดมุ่งหมายหลักที่พิธีกรรมทางศาสนากับการล้างหน้าพระพักตร์พระมหามัยมุนี สิ่งศักด์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ที่ร่ำลือกันว่าใครไป "มัณฑะเลย์" แล้วพลาดพิธีนี้เท่ากับยังเข้าไม่ถึงจิตใจคนที่นั่นเลยทีเดียว

                          ภาพประทับใจแรกเมื่อมาถึงในตัวเมือง คือ กำแพงทับทิมของพระราชวังมัณฑเลย์ยาวสุดตาเป็นใจกลางของเมืองที่ถูกออกแบบเป็นลายตารางเหมือนแปลงนา สามารถมองเห็นภูเขามัณฑะเลย์ได้หลายทาง การเดินทางในเมืองไม่ซับซ้อนทั้งทางรถ จักรยานยนต์ ผู้คนยังนุ่งโสร่ง ปะหน้าด้วยทานาคา ในช่วงเช้าจะออกไปเรียนและทำงานด้วยการปั่นจักรยานซะเป็นส่วนใหญ่เพราะอากาศไม่ร้อนมาก ลองสังเกตดีๆ จะเห็นว่ามือแต่ละคนหิ้วปิ่นโต เพราะเกือบทุกครัวเรือนนิยมทำกับข้าวกินเอง มองเผินๆ คือการประหยัด แต่ไกด์ชาวพื้นเมืองเฉลยว่า "นักเรียน" หรือ "สามี" ที่ไม่มีปิ่นโต จะรู้สึกอายเพื่อนมากเพราะหมายถึงว่า "ที่บ้านไม่รัก...ดูแลกันไม่ดีนั่นเอง" 

                          เลี้ยวรถเข้ามาที่พระราชวังมัณฑเลย์ถูกสร้างใหม่ทั้งหมดโดยรัฐบาลพม่า หลังจากโดนระเบิดของอังกฤษถล่มจนราบคาบในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 วันที่ 24 มีนาคม 2488 เหลือแต่ป้อมปราการและคูน้ำกว้าง ขนาดมีภาพหลักฐานพระราชพิธีว่ามีการพระราชดำเนินโดยชลมารค โดยขบวนเรือพระที่นั่งนับร้อยลำรอบคูน้ำได้ ปัจจุบันพื้นที่ส่วนหนึ่งของวังถูกแบ่งเป็นที่ทำการของทหารและเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมความงามของสถาปัตยกรรมไม้สักประกอบด้วยท้องพระโรงอันเป็นที่ประทับของพระเจ้าสีป่อ กษัตริย์องค์สุดท้ายของพม่า เมื่อสูญเสียเอกราชให้อังกฤษพระองค์ถูกเนรเทศไปอยู่ประเทศอินเดียจนกระทั้งสิ้นพระชนม์ ลวดลายแกะสลักอ่อนช้อยเป็นฝีมือศิลปินรุ่นใหม่พอเป็นเค้าลางให้เห็นความประณีตวิจิตรคล้ายเดิมอยู่บ้าง ถัดไปยังมีส่วนของโรงมหรสพ พระตำหนักของพระบรมวงศานุวงศ์ พระสนม 117 ตำหนัก และหอคอยดูเมืองเห็นภาพพื้นที่ในปกครองได้ 360 องศา

                          ส่วนสถาปัตยกรรมดั้งเดิมจริงๆ ต้องเดินทางไปที่พระตำหนักไม้สักชเวนานดอว์ ที่ลงลักปิดทองทั้งหลัง สร้างในสมัยพระเจ้ามินดง ในปี พ.ศ. 2400  ทรงให้ช่างหลวงสลักไม้ด้วยลวยลายศิลปะพม่าแท้ๆ ทั่วทุกอณูของหลังคา ประตู หน้าต่าง  บอกเรื่องราวของพุทธประวัติ และทศชาติของพระพุทธเจ้า บ่งบองว่าชาวมัณฑะเลย์มีฝีมือการแกะสลัก และปักผ้ามาแต่ไหนแต่ไร โดยพระเจ้าสีป่อเมื่อขึ้นครองราชย์แทนพระราชบิดาทรงยกตำหนักถวายเป็นวัดให้พระสงฆ์ได้มาศึกษาธรรมะ สมกับเจตนาการสร้างเมืองนี้ให้เป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนา ตามที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่สังคยานาพระไตรปิฎกครั้งที่ 5  ในส่วนของมัณฑะเลย์เองมีโรงเรียนปริยธรรมใหญ่สุดในประเทศ พระสงฆ์ สามเณร และแม่ชี นับพันรูป จะออกบิณฑบาตตามหมู่บ้านและวัดต่างๆ ทุกพื้นที่ในช่วงเช้าตรู่จนถึงก่อนเที่ยง ส่วนของใส่บาตรแม้แต่ดินสอ ปากกา ก็สำคัญ เพราะพระส่วนมากกำลังศึกษาพระธรรมกันทั้งนั้น

                          เราอยู่ในมัณฑะเลย์มา 2 วันเต็ม หากไม่ได้ทำพิธีล้างหน้าพระพักตร์ พระมหามัยมุนีที่กล่าวไว้ข้างต้นก็คงใช้คำว่าอิ่มบุญไม่ได้ เพราะองค์พระพุทธรูปทองคำขนาดใหญ่ทรงเครื่องกษัตริย์ นับเป็น 1 ใน 5 สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของคนพม่า ถูกหล่อขึ้นในกรุงยะไข่ พ.ศ. 689 สูง 12 ฟุต 7 นิ้ว และไม่โดนทำลายจากสงคราม ทองคำเปลวที่ถูกแปะไปรอบองค์จนมีความหนากว่า 2 นิ้ว ชาวบ้านจึงให้คำขนานนามว่าพระพุทธรูปเนื้อนิ่มนั้นเอง และเพื่อเป็นการเคารพดั่งท่านมีชีวิตจริง ทุกวันเวลา 03.45 น. จะมีการเริ่มบรรเลงเพลงภายในวัด เจ้าหน้าที่แต่งชุดพราหมณ์นำเครื่องพิธีมาเตรียมพร้อม เมื่อเริ่มเสียงสวดมนต์ พระสงฆ์ที่ได้รับเลือกให้ทำพิธีจะขึ้นมานำดอกไม้พานพุ่มบูชา ก่อนพรหมน้ำทานาคาผสมไม้จันทน์หอมที่พระพักตร์ ใช้ผ้าขัดถูไปให้ทั่วจากนั้นก็นำผ้าสะอาดเช็ดพระพักตร์เหมือนเป็นการล้างหน้าของพระสงฆ์ตามปกติ พิธีดำเนินไปอย่างใจเย็นให้ผู้เข้าร่วมตั้งใจปวราณาสวดมนต์ตาม สร้างสติให้วันใหม่ ประชาชนจำนวนมากแห่แหนมาร่วมพิธีนี้ทุกวันเพื่อเป็นสิริมงคลให้ตัวเองและคนในครอบครัวก่อนออกไปทำงาน..เราก็เช่นกัน ขอให้เดินทางท่องเที่ยวและกลับบ้านอย่างปลอดภัยพร้อมหยิบนำความประทับใจกับมาเล่าสู่กันฟัง