
ไทยติดหวัด2009พุ่ง201-คาดก.ค.สูงสุด
สธ.ยัน มีผู้ติดเชื้อหวัดใหญ่2009พุ่ง 201 ราย ขึ้นบัญชีเพิ่ม 51 ราย รับคนตื่นตระหนกโทร.ถามข้อมูลเพียบ ชี้หากเครียดขั้นหยุดเรียน หยุดงาน ควรพบจิตแพทย์ คาดรุนแรงสุดเดือนก.ค. ยันไทยไม่ใช่ประเทศที่หนักสุดในอาเซียน
(15มิ.ย.) ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา โฆษกกระทรวงสาธารณสุข นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกกระทรวงสาธารณสุข และนพ.ศุภมิตร ชุณห์สุทธิ์วัฒน์ โฆษกกรมควบคุมโรค ร่วมแถลงความคืบหน้าสถานการณ์โรคหวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 โดยนพ.สุพรรณ กล่าวว่า ทาง กระทรวงได้ขึ้นทะเบียนผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่อีก 51 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้เดินทางกลับจากต่างประเทศและผู้ป่วยในประเทศ กระจายในโรงเรียนต่างๆ เมื่อรวมกับผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้านี้ 150 ราย ทำให้วันนี้ไทยมีผู้ป่วยทั้งสิ้น 201 รายแล้ว ในอนาคตตัวเลขผู้ป่วยคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากมีการติดเชื้อผู้ป่วยในประเทศ แต่ขอเรียนว่า เชื้อดังกล่าวมีความรุนแรงไม่มาก อัตราการเสียชีวิตน้อยกว่า 1 % เกิน 90% สามารถหายได้เอง และ 5-10% ต้องอยู่ในโรงพยาบาล ส่วนใหญ่เป็นเพราะมีโรคประจำตัว แต่ปัญหาขณะนี้คือ ประชาชนเกิดความตื่นตระหนก เห็นได้จากโรงเรียนที่มีการปิดเพิ่มขึ้นทุกวัน จึงขอเรียนว่า ถ้าผู้ป่วยรู้จัดป้องกันตนเอง เช่น อยู่บ้าน ใช้ผ้าปิดบาก ตัวเลขก็จะลดลง
นพ.สุพรรณ กล่าวต่อว่า สำหรับรายงานตัวเลขผู้ป่วย กระทรวงสาธารณสุข จะยังคงรายงานตัวเลขทุกวันเหมือนเดิม ทุก 11.00 น. ในกรณีที่มีการรายงานข้อมูลในจังหวัดต่างๆ และอาจทำให้เกิดความสับสนนั้น ปลัดกระทรวงสาธารณสุขคงจะมีหนังสือไปยังสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศเพื่อให้มีการรายงานข้อมูลมายังส่วนกลางและส่วนกลางจะเป็นผู้สรุปตัวเลขยืนยันผู้ป่วยให้ ดังนั้นหากสงสัยข้อมูลสามารถสอบถามได้ที่ศูนย์ปฏิบัติการโรคไข้หวัดใหญ่กระทรวงสาธารณสุขที่มี นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน
ต่อข้อถามว่า การที่โรงเรียนบางแห่งยังมีการปิดโรงเรียนแสดงว่า ผู้บริหารโรงเรียนตื่นตระหนกและไม่เข้าใจสิ่งที่กระทรวงสาธารณสุขได้สื่อสารไปใช่หรือไม่ นพ.สุพรรณ กล่าวว่า ส่วนหนึ่งที่ปิดโรงเรียนเพราะต้องการควบคุมโรคที่อยู่ในโรงเรียน แต่อีกส่วนต้องยอมรับว่าเกิดความตื่นตระหนก กลัวภาพลักษณ์โรงเรียนจะเสียหาย และผู้ปกครองหรือสมาคมผู้ปกครองเรียกร้องขอให้ปิดโรงเรียน ดังนั้นการจะปิดโรงเรียนหรือไม่ ทั่วประเทศเป็นอำนาจของผู้ว่าฯ ที่จะพิจารณาถึงความเหมาะสมร่วมกับผู้อำนวยการโรงเรียน
ด้าน นพ.ศุภมิตร กล่าว่า ความรู้ใหม่ที่เราทราบคือ เชื้อเอช 1 เอ็น 1 แตกต่างจากเชื้อตัวเดิมพอสมควร มีการกลายพันธุ์เล็กๆ น้อยๆ ทำให้แพร่กระจายได้เร็ว และประชาชนทั่วโลกไม่มีภูมิต้านทาน แต่เชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ไม่รุนแรง จึงเหมือนไข้หวัดตามฤดูกาล การติดต่อการป้องกัน และการรักษาก็ใช้ยาเหมือนกัน แต่ในอดีตที่ผ่านมาบ้านเราไม่ค่อยให้ความสนใจกับไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล พอเกิดการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ น่าจะถือโอกาสนี้ให้ความสำคัญกับไข้หวัดใหญ่ทั้ง 2 ชนิด และควบคุมไปพร้อมๆ กัน
นพ.ศุภมิตร กล่าวต่อว่า ในปีหนึ่งมีโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลประมาณ 10,000-40,000 รายต่อปี ซึ่งตัวเลขผู้ป่วยจริงอาจมากกว่านี้ แต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะประชาชนมีอาการไม่มากจึงไม่มาโรงพยาบาล แต่จากการศึกษาเจาะลึกเกี่ยวกับการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล พบว่า ในแต่ละปีจะมีผู้มาใช้บริการตรวจรักษากับหอผู้ป่วยนอกไม่ต่ำกว่า 900,000 คน ส่วนใหญ่มีอาการแค่เล็กน้อย นอนโรงพยาบาลน้อยมาก เว้นแต่ที่มีอาการปอดบวมเท่านั้น กรณีของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ก็เช่นกัน หากมาพบแพทย์ที่โรงพยาบาลและมีอาการไม่มาก แนวทางการรักษาก็จะเหมือนกับโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล จะไม่ให้นอนโรงพยาบาลเว้นแต่มีอการรุนแรงเท่านั้น ดังนั้นผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่จึงไม่ต้องมาโรงพยาบาลแต่ควรรักษาตัวเองอยู่ที่บ้านก่อน
ผู้สื่อข่าวถามว่า ทำไมจึงต้องมีการปิดโรงเรียน ทั้งๆ ที่กระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่าโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ก็เหมือนโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล นพ.ศุภมิตร กล่าวว่า การปิดโรงเรียนไม่มีความจำเป็น ถ้าโรงเรียนสามารถตรวจสอบได้ว่าใครไม่สบาย เด็กคนไหนป่วย ก็ให้พักผ่อนอยู่บ้านและไปพบแพทย์ แต่หากไม่สามารถตรวจสอบได้ก็จำเป็นต้องปิดโรงเรียนหรือปิดในบางชั้นเรียน โดยเฉพาะกรณีที่มีนักเรียนป่วยจำนวนมาก แต่โดยหลักไม่ว่าจะป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ชนิดใด สิ่งสำคัญในการป้องกันโรคคือผู้ที่ป่วยควรจะหยุดเรียน หรือหยุดงาน อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะหยุดเรียนหรือไม่ สิ่งสำคัญที่โรงเรียนต้องทำคือการทำความสะอาดภายในโรงเรียน โดยเฉพาะวัตถุหรือสิ่งของที่นักเรียนใช้ร่วมกัน หรือเอามือไปจับเช่น ราวบันได ลูกบิด ปุ่มลิฟต์ คีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์
ด้านนายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ไทยไม่ใช่ประเทศที่พบการแพร่ระบาดหวัด 2009 หนักที่สุดในอาเซียน แต่ยอมรับว่าไทยเป็นศูนย์กลางในการเดินทางไป 3-4 ประเทศในแถบนี้ และโรคนี้ก็นำเข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่งยอมรับว่ารู้สึกหนักใจในการหาจุดลงตัวระหว่างการใช้มาตรการเข้มข้นเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ ซึ่งจะทำให้ประชาชนตื่นตระหนก กับการใช้มาตรการผ่อนปรน ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายมากขึ้น
“มันมีความเป็นไปได้ที่เชื้อจะกระจายทั่วประเทศ แต่ขอยืนยันและให้ความมั่นใจว่าโรคนี้ป้องกันได้ และรักษาให้หายได้ โดยสธ.จะเร่งให้ความรู้ด้านอนามัยที่ถูกต้องแก่ประชาชน ทั้งนี้ในจำนวนผู้ติดเชื้อหวัด 2009 จำนวน 150 ราย สามารถรักษาให้หายป่วยแล้ว 140 ราย เหลือที่ยังอยู่ในช่วงเฝ้าระวังเพียง 10 กว่ารายเท่านั้น ” รมว.สธ. กล่าว
นายวิทยา กล่าวว่า สธ.ประเมินว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคหวัด 2009 จะรุนแรงที่สุดในเดือนกรกฎาคม โดยดูจากอาการของประเทศอื่น ๆ เช่น เม็กซิโกที่เป็นประเทศต้นทางในการแพร่ระบาด เมื่อสถานการณ์ไปถึงจุดหนักสุดแล้วก็จะค่อย ๆ ผ่อนลงมา ขณะนี้จะเห็นว่าสถานการณ์เริ่มนิ่งแล้ว ดังนั้นในช่วงเดือนกรกฎาคม สธ. ก็จะวางมาตรการให้เข้มงวดขึ้น และขณะนี้ได้กำชับผู้เกี่ยวข้องไปแล้วว่าไม่ให้จ่ายยาต้านเชื้อให้แก่บุคคลทั่วไปที่ไม่ได้รับเชื้อไข้หวัด 2009
ผู้สื่อข่าวถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่าประเทศไทยจะไม่มีผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อไข้หวัด 2009 รมว.สธ. กล่าวว่า จะพยายามทำให้ดีที่สุด แต่ถ้าจะให้พูดว่ามั่นใจ คงไม่ได้ เพราะถ้าเชื้อไปอยู่ในผู้ป่วยที่สุขภาพไม่ดี ก็ขึ้นอยู่กับการรักษาของแพทย์



