ไลฟ์สไตล์

'ดีเอสไอ'หน่วยบังคับใช้กฎหมาย

'ดีเอสไอ'หน่วยบังคับใช้กฎหมาย

19 ต.ค. 2556

'ดีเอสไอ'หน่วยบังคับใช้กฎหมาย ท่ามกลางภารกิจความขัดแย้งของสังคม : คอลัมน์สัมภาษณ์พิเศษ

               ประชาชนส่วนใหญ่จะรู้จัก "กรมสอบสวนคดีพิเศษ" (ดีเอสไอ) เนื่องจากสอบสวนคดีใหญ่ๆ แต่ไม่รู้ว่า "ดีเอสไอ" มีบทบาทหน้าที่อย่างไรบ้าง และไม่รู้ว่า "ดีเอสไอ" เป็นส่วนหนึ่งในกระทรวงยุติธรรม

               "ธาริต เพ็งดิษฐ์" อธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษตั้งขึ้นครบปีที่ 10 เข้าสู่ปีที่ 11 มีภารกิจทำคดีที่มีความยุ่งยากซับซ้อน มีความเสียหาย ที่เกิดกับประเทศชาติ โดยเฉพาะระบบเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การตั้ง "ดีเอสไอ" ขึ้นมาเพื่อต้องการสร้างความเชี่ยวชาญแบบมืออาชีพ ในขณะที่งานอาชญากรรมพื้นฐานทั่วไปงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยระบบของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีคนจำนวนมากเกือบ 3 แสนคน การพัฒนาคนของตำรวจมีข้อจำกัด จึงมาตั้งดีเอสไอให้เป็นพลเรือน และพยายามให้คนของดีเอสไอมีความเชี่ยวชาญ และสร้างการทำงานเป็นทีม

               "ปัจจุบันดีเอสไอมีการโอนย้ายคนจากหน่วยงานต่างๆ มาเกือบ 30 หน่วยงาน เวลาทำงานก็จะนำคนเหล่านี้มาตั้งเป็นองค์คณะเวลาทำงาน นอกจากนี้กฎหมายยังเปิดให้ดีเอสไอทำงานสนธิกำลังกับหน่วยงานภายนอก เช่น สำนักงานอัยการสูงสุด ให้มาร่วมสอบสวนทำให้การสอบสวนรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ขณะที่งานของตำรวจไม่เปิดแบบนี้ เรามีคอนเซ็ปต์ว่าเราสร้างคนคนเดียวเป็นซูเปอร์แมนไม่ได้ แต่เราน่าจะสร้างทีมเป็นซูเปอร์แมน เพื่อจัดการกับอาชญากรร้ายแรงของประเทศได้"

                ส่วนที่สังคมองตั้งข้อสังเกตทำไม "ดีเอสไอ" จึงทำเฉพาะคดีใหญ่ๆ เรื่องนี้ "ธาริต" อธิบายว่า คดีที่เกิดสร้างผลกระทบความเสียหายในวงกว้างของประเทศของระบบเศรษฐกิจ เรื่องความมั่นคง สมัยจัดตั้งดีเอสไอมีบัญชีแนบท้ายความผิดที่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะเข้าไปดำเนินการได้อยู่ 22 บัญชี ปัจจุบันเพิ่มเป็น 36 บัญชี ถือว่าความรับผิดชอบมากขึ้น

                "ธาริต" กล่าวว่า ช่วง 3-4 ปี ที่ผ่านมา สังคมไทยเกิดความขัดแย้งสุดขั้วแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม และขัดแย้งทุกวงการทุกคนต่างมีเหตุผลของตัวเองและไม่ฟังเหตุผลคนอื่น เมื่อดีเอสไอทำคดีย่อมมีทั้งคนถูกใจและไม่ถูกใจ ทำให้บรรดาแฟนคลับของอีกฝ่ายเรียกดีเอสไอ และธาริต เปลี่ยนสี ทั้งที่ไม่ได้เปลี่ยนอะไรทั้งที่ดำเนินคดีกับทั้งสองกลุ่ม และกรรมการ คือ ดีเอสไอก็ถูกให้ร้ายและถูกฟ้องร้อง จึงไม่แปลกใจหากดีเอสไอเข้าไปทำคดีความขัดแย้งของคน 2 กลุ่ม คนของคนทั้ง 2 กลุ่มจะมีปฏิกิริยากับดีเอสไออย่างชัดเจน ในฐานะเป็นซีอีโอจะถูกขึ้นหน้า 1 ตามสื่อต่างๆ เป็นประจำ

                "เราไม่เคยคิดว่าดีเอสไอจะมาอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งของสังคม เมื่อเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดกับประเทศแล้วเราก็ต้องยอมรับ ผมถือว่าเป็นภารกิจที่ไม่มีทางหลีกเลี่ยง เรามาทำงานด้านนี้เป็นหน่วยบังคับใช้กฎหมายก็ต้องรู้อยู่แล้วว่าโอกาสถูกวิจารณ์มีสูง ขณะนี้ผมถูกฟ้องเป็น 10 คดีแล้วจากหลายฝ่ายแต่ผมยืนยันว่าดีเอสไอไม่ใช่ธาริต ดีเอสไอ คือ คณะพนักงานร่วมสอบสวนตามกฎหมายไม่สามารถไปกลั่นแกล้งใครได้ เพราะดีเอสไอเป็นข้าราชการประจำไม่มีใครมาเสี่ยงคุกตะรางกับเรื่องพวกนี้ ที่พูดเพราะห่วงลูกน้องถูกกลุ่มการเมืองฟ้องแยะมาก เขาเหล่านี้ลำบากใจและต้องหวั่นไหวเป็นธรรมดาและคิดเป็นแบบไม่ถูก เรื่องผิดถูกก็ให้ไปพิสูจน์กันในกระบวนการยุติธรรม ต่อไปคนบังคับใช้กฎหมายก็จะท้อถอย เรื่องนี้บั่นทอนการทำงานพอสมควร"

                "ธาริต" ยอมรับว่า ส่วนตัวก็หวั่นไหวเป็นธรรมดา ทำงานแล้วถูกฟ้องไม่ใช่เรื่องสนุก ส่วนตัวเหลืออายุราชการอีก 5 ปี แต่กว่าคดีจะเสร็จสิ้นศาลฎีกาเป็นเวลาหลัก 10 ปี แสดงว่าเกษียณแล้วก็ต้องมาขึ้นศาล

                "ยอมรับว่าดีเอสไอทำงานลำบาก เราไม่ได้ทำเฉพาะเรื่องการเมือง ทำเรื่องฉ้อโกงประชาชน แต่ไม่เป็นข่าว แต่ถ้าทำเรื่องคู่ขัดแย้ง 2 กลุ่มจะเป็นข่าวมาก และอยู่ในความสนใจ อยากให้ความเป็นธรรมกับเจ้าหน้าที่ดีเอสไอด้วย ขณะนี้การทำคดีมีรูปแบบเกิดขึ้นมาใหม่ เป็นโมเดลที่ฝ่ายการเมืองสร้างขึ้นมาใหม่ ถ้าพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาชาวบ้านก็ฟ้องข้อหากลับทันที บ้านเมืองแบบนี้จะอยู่กันอย่างไร ที่อื่นมีแต่สู้คดีกันไปและจบกันที่ศาลยุติธรรม ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิด และจะกลายเป็นรูปแบบใหม่ แบบนี้ใครจะเป็นผู้รักษากฎหมาย เพราะไม่มีใครไปปกป้องคนเหล่านี้เลย"

                ในฐานะซีอีโอของดีเอสไอ "ธาริต" จึงอยากขอความเห็นใจให้แก่เจ้าหน้าที่ ที่ทุ่มงานอย่างทุ่มเท และหลายคนเป็นมืออาชีพเสาร์อาทิตย์ ไม่ได้พักไปเกาะติดพื้นที่หาข่าว บางครั้งไปล่อซื้อชีวิตเสี่ยงมาก และยังมายุ่งยากเพราะถูกฟ้องกลับอีกอยากให้สังคมเห็นใจด้วย ซึ่งขณะนี้สังคมไทยเปลี่ยนแปลงยากโดยเฉพาะการให้อภัย และยอมรับซึ่งกันและกันคงหมดหนทางแล้ว มีแต่ร้าวฉาว ระหว่างกลุ่ม ระหว่างองค์กรมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งเหล่านี้ในฐานะหน่วยบังคับใช้กฎหมายก็ดูด้วยความห่วงใย บ้านเมืองไม่ต้องอยู่ด้วยการปรองดอง หรือนิรโทษกรรม แต่อยู่ที่เราเคารพกฎหมาย และอยู่ใต้กฎหมายอย่างจริงจัง ตอนนี้ปัญหาเรื่องการเคารพกฎหมายรุนแรงมาก ถือว่าเราไม่ยอมรับกติกาของการอยู่ร่วมกัน ค้าความกันเป็นส่วนใหญ่น่าจะเป็นปัญหาพอสมควร

                อย่างไรก็ตาม "ธาริต" ไม่สามารถให้คำตอบได้ว่าปัญหาความขัดแย้งของกลุ่มคน 2 กลุ่มจะลุกลามเหมือนอียิปต์หรือไม่ แต่พยายามคิดในทางดีว่าอาจจะเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน เพื่อให้สังคมสองขั้วเกิดความรู้สึกแตกต่างและเดินหาจุดสมดุล แต่คิดมาหลายปีเริ่มไม่แน่ใจ เพราะการให้อภัยและการยอมรับซึ่งกันและกันดูห่างออกไปเรื่อยๆ

                สำหรับเกณฑ์ในการหยิบคดีขึ้นมาเป็นคดีพิเศษที่สังคมสงสัยหลัการพิจารณานั้น "ธาริต" บอกว่า เรื่องหลักเกณฑ์มีกำหนดไว้ในกฎหมายชัดเจนคดีที่เป็นโดยอัตโนมัติมี 36 ประเภทคดี หรือประเภทกฎหมาย ถ้านอกเหนือ 36 คดี ต้องนำเข้าหารือในที่ประชุมบอร์ดดีเอสไอ ที่มาจากหลายหน่วยงาน เช่น อัยการสูงสุด ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ปลัดกระทรวง หลายกระทรวง การหยิบคดีขึ้นมาทำบอร์ดมีมาตรฐานในการพิจารณา ในส่วนของดีเอสไอการหยิบคดีมาทำต้องหยิบคดี 36 ประเภทคดี ซึ่งเป็นคดีใหญ่ ถ้าเป็นคดีเล็กๆ น้อยๆ ก็ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำ

               การทำงานของดีเอสไอประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ตลอด "ธาริต" อธิบายว่า ข้อมูลของดีเอสไอสามารถขอดูได้เท่าที่ไม่เสียหายต่อรูปคดี ดีเอสไอพยายามทำงานระบบเปิด แถลงข่าวแทบวันเว้นวัน เปิดบ้านให้สื่อมวลชนซักถาม นอกจากนี้ยังมีศูนย์เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับความรับผิดชอบทางสังคมขององค์กร มีศูนย์ช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย มีศูนย์บริหารคดีพิเศษ มีเว็บไซต์ขององค์กรสามารถสื่อสารและร้องเรียนได้ ในฐานะซีอีโอหากมีการนัดหมายในเวลาที่เหมาะสมก็ยินดีพบปะกันได้โดยตรง ทางดีเอสไอพยายามเปิดบ้านให้ประชาชนเข้ามาตรวจสอบและรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ส่วนการแจ้งเบาะแสทางดีเอสไอพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ข้อมูล หรือเบาะแส บางครั้งถึงขั้นยอมซื้อข่าว เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลอันเป็นประโยชน์ต่อคดี นอกจากนี้ยังมีการคุ้มครองพยานหรือผู้ให้ข้อมูลทางคดี

                "ลำพังคนของดีเอสไอพันกว่าคนทำได้ไม่ดีหากขาดความร่วมมือจากภาคประชาชน เพราะฉะนั้นภาคประชาชนจะเป็นตัวเฝ้าระวัง เวลาทำเรื่องสิ่งแวดล้อมเราจะมีเปิดฮอตไลน์ เณรคำ ก็เปิดฮอตไลน์ หลายเรื่องได้ข้อมูลดีๆ มาจากเบาะแสที่ประชาชนแจ้งเข้ามา ถ้ามีคดีใหญ่ๆ ถ้าเราต้องการให้ภาคประชาชนมาช่วย เราจะเปิดฮอตไลน์เสมอ เรามีการพัฒนาความร่วมมือกับภาคประชาชน ภาคประชาชนจะอยู่ใกล้ชิดกับที่เกิดเหตุ ทำให้เรารู้เร็วจะขยายได้เร็ว ปีนี้เราจึงตั้งหน่วยในภูมิภาคถึง 10 หน่วย"

 

 .........................

('ดีเอสไอ'หน่วยบังคับใช้กฎหมาย ท่ามกลางภารกิจความขัดแย้งของสังคม : คอลัมน์สัมภาษณ์พิเศษ)