
'จาตุรนต์'ดูงานไอซีทีเกาหลีใต้
'จาตุรนต์'ดูงานไอซีทีเกาหลีใต้ เก็บประสบการณ์ปรับนโยบายแจกแท็บเล็ตไทย : โดย...สุพินดา ณ มหาไชย
ที่เกาหลีใต้ ใครๆ ก็สามารถเข้าถึงการเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา นั่งว่างๆ ก็หยิบมือถือสามดาว ยี่ห้อขวัญใจมหาชนชาวโสม มาเข้า แอพ เพื่อ E-learning ผ่านแอพได้ตามใจชอบ หรือจะเลือกเข้าอินเทอร์เน็ตเรียนผ่านเว็บไซต์ก็ยังสะดวก E-Content มีให้เลือกช็อปปิ้งมากมายสูสีกับซีรีส์เกาหลี แค่บริษัทเอกชนรายเดียว ผลิตสื่ออิเล็กทรอนิกส์รวมแล้วกว่า 4.6 เทราไบต์ เฉพาะสื่อมัลติมีเดียมีกว่า 2 แสนเรื่อง นักเรียนกว่า 2 ล้านคน เคยใช้โปรแกรม E-learning ที่บริษัทผลิตขึ้น ความพรั่งพร้อมเหล่านี้ ส่งผลให้เกาหลีใต้ได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 4 ประเทศผู้นำในการใช้ไอซีทีเพื่อการศึกษา ส่วนรัฐบาลเพื่อไทยเอง ก็มุ่งเจริญรอยตามทางนี้เช่นกัน ประเดิม ออกตัว ไปแล้วกับโครงการแจกแท็บเล็ตนักเรียนป.1 เมื่อปี 2555 เพราะฉะนั้น จาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ จึงใช้โอกาสที่เดินทางไปร่วมการประชุมระหว่างวันที่ 8-12 กันยายน ที่ผ่านมา ขอดูงานด้านไอซีทีเพื่อการศึกษาในแดนกิมจิ
ทริปดูงานไอซีทีกิมจินี้ เป็นการดูงานแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทางของการพัฒนาไอซีทีเพื่อการศึกษา เริ่มจากการดูงานในหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการบริหารจัดการไอซีทีเพื่อการศึกษา เยี่ยมชมสถานศึกษาที่นำไอซีทีมาใช้ในการเรียนการสอน และการดูงานภาคเอกชนซึ่งรวมถึง ซัมซุง (Samsung) หรือ สามดาว ในภาษาเกาหลี ยักษ์ใหญ่ที่ทำให้สินค้าแบรนด์เกาหลี โดยเฉพาะสินค้าไอทีโด่งดังข้ามน้ำข้ามทะเล
เปรียบเทียบแล้ว การใช้ไอซีทีเพื่อการศึกษาของเกาหลีใต้ ล้ำหน้า ไปมาก ไม่ใช่แค่โหมซื้ออุปกรณ์แจกนักเรียนแล้วก็จบเหมือนบางประเทศ แต่ที่โรงเรียนประถมอีแตวอน (Itaewon) ซึ่งเป็นโรงเรียนใน Smart School ในกรุงโซล นักเรียนอยู่ในชั้นเรียนอย่างมีชีวิตชีวากับอุปกรณ์หลากหลายประเภทที่เลือกมาใส่แต่ละวิชาเรียนอย่างเหมาะเจาะ ไม่มีการแจกแท็บเล็ตให้กลายเป็นของส่วนตัว และไม่ ยัดเยียด ใช้แท็บเล็ตในทุกวิชา ครูจะเลือกใช้แท็บเล็ตสำหรับบางเนื้อหา แต่หัวใจความสำเร็จของ Smart School แห่งนี้ อยู่ที่การเลือกใช้ E-Content ที่น่าสนใจ เข้ากับหลักสูตรและตอบโจทย์ที่ต้องการได้ ชั้นเรียนระดับประถมต้นห้องหนึ่ง บทเรียนสำเร็จรูปในแท็บเล็ตกำหนดให้เด็กๆ ช่วยกันเขียนข่าว โดยต้องค้นคว้าข้อมูลและดึงภาพจากอินเทอร์เน็ตมาตัดปะในงานกลุ่ม เสร็จแล้วก็ดึงขึ้นมาโชว์กันบนกระดานอิเล็กทรอนิกส์ หรือ Active White Board ขนาดใหญ่ในห้องเรียน นอกจากเด็กจะได้เรียนรู้เนื้อหาตามหลักสูตรแล้ว ยังได้ฝึกการทำงานกลุ่ม พัฒนาทักษะการค้นคว้า การคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ไปในตัวด้วย
จาตุรนต์ บอกว่า การนำสื่อไอซีทีที่มีประสิทธิภาพมาใช้นั้น ทำให้การเรียนการสอนไปได้เร็วขึ้น ใช้เวลาเรียนน้อยลง นักเรียนอีแตวอนเลิกเรียนเวลา 13.00 น. เหลือเวลาสำหรับเติมทักษะอื่นๆ เช่น ดนตรี กีฬา มีเวลาทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อน ปลูกฝังทักษะในการเข้าสังคม ทักษะชีวิตอื่นๆ
ขณะที่ การดูงานของมหาวิทยาลัยฮันยางทำให้เห็นตัวอย่าง มหาวิทยาลัยเปิด ที่ควรจะเป็น ที่นี่เป็น ไซเบอร์ ยูนิเวอร์ซิตี้ ที่ใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ จัดการเรียนการสอนบนอินเทอร์เน็ต 100% พร้อมแอพพลิเคชั่นที่มีประสิทธิภาพ บางวิชากำหนดให้นักศึกษาล็อกอินมาเข้าชั้นเรียนพร้อมครูและเพื่อนๆ ร่วมชั้นเรียน นักศึกษาโต้ตอบกับครูได้ ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยฮันยาง มีนักเรียนถึงกว่า 14,000 คน ศึกษาในคณะต่างๆ 15 คณะ
เบื้องหลังความสำเร็จของการใช้ไอซีทีเพื่อการศึกษาของเกาหลีใต้นั้น ที่สำคัญมาจากความพร้อมรองรับของทุกภาคส่วน เกาหลีใต้มีการปูพื้นเรื่องนี้มายาวนานกว่า 20 ปี วางเครือข่าย EduNet ให้บริการแบบ Full-service ตั้งแต่ พ.ศ.2512 จากนั้นในปี 2539 ก็มีการประกาศใช้แผนแม่บทด้านไอซีทีแห่งชาติฉบับแรก จนถึงปัจจุบัน ประกาศใช้ทั้งหมด 5 ฉบับ แต่ละฉบับมีจุดเน้นที่ชัดเจน ตั้งแต่แผนฉบับแรกที่เน้นการจัดทำโครงสร้าง ส่วนแผนฉบับถัดมาจะเน้นการพัฒนาสื่อ การจัดการเรียนรู้เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้เรียน รวมถึงหน่วยงานมาทำหน้าที่วิจัยส่งเสริมการพัฒนาสื่อไอซีทีโดยเฉพาะอย่าง Korea Education and research Information Service หรือ KERIS ซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนปีละ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ภาคเอกชนอย่าง ซัมซุง ก็มีส่วนช่วยสนับสนุนการพัฒนาไอซีทีเพื่อการศึกษา ซัมซุงมีทิศทางชัดเจนรุกตลาดการศึกษา โดยมีการพัฒนาทั้งอุปกรณ์ และโปรแกรมต่างๆ ที่จะนำมาใช้กับ Smart Classroom
จาตุรนต์ บอกว่า ประเทศไทยคงต้องมาทบทวนว่า จะไปให้ไกลแค่ไหนในเรื่องของการนำไอซีทีมาใช้เพื่อการศึกษา รวมถึงต้องมาวางแผนการใช้ไอซีทีเพื่อการศึกษากันใหม่ ที่สำคัญจะต้องเร่งพัฒนาคอนเทนต์ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ โดยจะให้มีการยกร่างแผนแม่บทไอซีทีแห่งชาติของไทยมาใช้เช่นกัน
ร่วมถกการศึกษาปฐมวัยเอเชียแปซิฟิก
การไปเยือนสาธารณรัฐเกาหลีของ จาตุรนต์ เพื่อร่วมประชุมระดับนโยบายในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกเรื่องการศึกษาและการดูแลเด็กปฐมวัย (Asia-Pacific Region Forum on Early Childhood Care and Education) โดยมีผู้แทนระดับรัฐมนตรีและผู้แทนระดับสูงจากประเทศต่างๆ เข้าร่วม 30 ประเทศ รวมทั้งผู้แทนจากองค์การระหว่างประเทศเข้าร่วมประชุมประมาณ 200 คน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับประสบการณ์ในการดูแลเด็กปฐมวัย ในระหว่างการประชุม จาตุรนต์ ได้รับเชิญให้เป็นผู้นำเสนอในหัวข้อ การกำหนดมาตรฐานและติดตามการพัฒนา และผลการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย ซึ่ง จาตุรนต์ ได้เสนอให้มีการตั้งหน่วยงานกลางขึ้นมาเพื่อรับผิดชอบงานดูแลเด็กปฐมวัยโดยเฉพาะ ทั้งนี้เพราะในหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทย งานดูแลเด็กปฐมวัยด้านต่างๆ กระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน ขาดการประสานงาน จึงทำให้งานดูแลเด็กปฐมวัยไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
จาตุรนต์ ยังได้นำเสนอการดูแลเด็กปฐมวัยของไทย ซึ่งได้ใช้แนวทางการพัฒนาแบบ life cycle พัฒนาเด็กอย่างผสมผสานทั้งทางด้านสุขภาพและการเรียนรู้ และการเตรียมความพร้อมในทุกด้านตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจนสามารถเติบโตขึ้นอย่างมีศักยภาพและสุขภาพที่แข็งแรง นอกจากนี้ ประเทศไทยได้กำหนดแผนยุทธศาสตร์ชาติด้านเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2555-2559 เพื่อเป็นกรอบการดำเนินงานด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัย
................................
('จาตุรนต์'ดูงานไอซีทีเกาหลีใต้ เก็บประสบการณ์ปรับนโยบายแจกแท็บเล็ตไทย : โดย...สุพินดา ณ มหาไชย)



