
'รพ.ราชวิถี'โต้ปัดปฏิเสธรักษาหญิงท้อง
'รพ.ราชวิถี'ปัดไม่ได้ปฏิเสธรักษาคนไข้ แจงเหตุส่งมารดา-เด็กต่อไปรพ.รามาฯ เพราะไม่มีแพทย์นิติเวช 'สธ.'สั่งสอบรพ.เอกชนเข้าข่ายไม่รับกรณีฉุกเฉินหรือไม่
จากกรณีโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งปฏิเสธทำคลอดให้ น.ส.ชลธิชา อายุ 56 ปี เนื่องจากสิทธิประกันสังคมไม่ครอบคลุม ต้องจ่ายค่าทำคลอดเอง 18,000 บาท ทำให้ น.ส.ชลธิชา ตัดสินใจกลับไปคลอดเองที่บ้านจนเด็กเสียชีวิต ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจและมูลนิธิร่วมกตัญญูได้นำ น.ส.ชลธิชา ส่งเข้า รพ.ราชวิถี เพื่อทำการชันสูตรศพเด็ก แต่ได้รับการปฏิเสธและส่งต่อไปรพ.รามาธิบดีนั้น
เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม นพ.อุดม เชาวรินทร์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า รพ.ราชวิถีไม่เคยปฏิเสธการรับตัวผู้ป่วย ข้อเท็จจริงในกรณีนี้นั้น หญิงตั้งครรภ์ได้เข้าตรวจที่ รพ.เอกชนแห่งหนึ่ง แล้วได้รับแนะนำให้มาทำคลอดที่ รพ.ราชวิถี ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่หญิงรายนี้เคยคลอดมาแล้ว เนื่องจากค่าใช้จ่ายถูกกว่า แต่ไม่ได้มาทำคลอดที่ รพ.ราชวิถี กลับไปคลอดเองที่บ้านจนลูกเสียชีวิต ชาวบ้านบริเวณใกล้เคียงจึงเรียกมูลนิธิร่วมกตัญญูมาช่วยตัดสายสะดือ จากนั้นส่งตัวมารดาและลูกมายัง รพ.ราชวิถี ซึ่งพยาบาลที่ทำหน้าที่คัดกรองได้ดูแลเป็นอย่างดี ตรวจสัญญาณชีพพบว่ายังปกติ
"เจ้าหน้าที่บอกว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจขอให้โรงพยาบาลช่วยชันสูตรเด็ก เพราะอาจเป็นคดี แต่เนื่องจาก รพ.ราชวิถี ไม่มีแพทย์นิติเวชประจำโรงพยาบาล จึงแนะนำให้ส่งตัวไปที่ รพ.รามาธิบดี ที่มีแพทย์นิติเวช ในการชันสูตร มารดาเด็กและเจ้าหน้าที่ไม่ได้ขัดข้อง จึงทำการส่งไปชันสูตรที่ รพ.รามาธิบดี" นพ.อุดม กล่าว
นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กล่าวว่า ตามมาตรา 36 พ.ร.บ.สถานพยาบาล ได้มีการคุ้มครองผู้รับบริการกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล คือ เจ็บป่วยฉุกเฉินไม่ถามสิทธิ ในกรณีนี้ สบส.จะตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางเวชระเบียน โดยมีผู้แทนวิชาชีพร่วมตรวจสอบว่า เข้าข่ายมาตรา 36 เป็นกรณีฉุกเฉินวิกฤติหรือไม่ โรงพยาบาลมีการให้คำแนะนำอย่างไร การส่งต่อผู้ป่วยมีความปลอดภัยหรือไม่ ซึ่งการตรวจสอบข้อเท็จจริงคาดว่าใช้เวลาไม่นาน เนื่องจากไม่ใช่กรณีซับซ้อน แต่อาจจะต้องใช้เวลาในการขอความร่วมมือจากสภาวิชาชีพ แพทยสภา และราชวิทยาสูตินรีเวชแห่งประเทศไทยเข้ามาร่วมตรวจสอบ เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ สธ. กล่าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม มีนโยบายเรื่องฝากท้องทุกที่ฟรีทุกสิทธิ หากจะให้ดียิ่งขึ้นรัฐบาลอาจจะต้องเพิ่มเรื่องคลอดทุกที่ด้วย แต่จะต้องเซ็ตระบบให้มีความพร้อม 2 ด้าน คือ 1.สถานบริการ โดยแพทย์ พยาบาล ห้องคลอด อุปกรณ์ จะต้องมีความพร้อม และ 2.ระบบการตามจ่ายทั้ง 3 กองทุน จะต้องมีความพร้อมด้วย ขณะนี้คงต้องดำเนินการแค่เรื่องการฝากท้องทุกที่ฟรีทุกสิทธิก่อน ส่วนเรื่องการคลอดทุกที่โดยไม่ต้องสำรองจ่ายเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา
ด้านนพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กล่าวว่า เท่าที่ทราบข้อมูล ผู้ป่วยรายนี้ได้ไปเข้ารับการรักษาที่ รพ.เอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งรับผู้ป่วยสิทธิประกันสังคม ด้วยอาการปวดท้อง มีเลือดออก และแจ้งแพทย์ว่า ประจำเดือนขาดมาแล้ว 2 เดือน แพทย์จึงตั้งสมมติฐานว่าเป็นการตั้งครรภ์ จึงอัลตราซาวนด์และตรวจภายใน พบว่า ปากมดลูกเปิดประมาณ 8 เซนติเมตร มีอาการใกล้คลอด รพ.เอกชนแห่งนั้น จึงอธิบายสิทธิให้คนไข้ทราบว่า สิทธิในการคลอดทั้งผู้ประกันตนเอง หรือภรรยาของผู้ประกันตน สามารถคลอดที่ใดก็ได้ หากคลอดที่ รพ.รัฐ ราคาจะถูกกว่า และสามารถเบิกแบบเหมาจ่ายได้ 1.3 หมื่นบาท แม้ค่าทำคลอดจะไม่ถึงจำนวนเหมาจ่ายก็ตาม จะทำให้มีเงินเหลือใช้ในการดูแลลูกต่อไป รพ.ได้แนะนำให้ไปคลอดที่ รพ.ราชวิถี แต่สุดท้ายคนไข้กลับไปคลอดที่บ้าน
"การเบิกค่าทำคลอดสิทธิประกันสังคม ผู้ประกันตนจะต้องจ่ายเงินสมทบไม่ต่ำว่า 7 เดือนภายใน 15 เดือน จึงจะได้สิทธิดังกล่าว ซึ่งสามารถไปทำคลอดที่ใดก็ได้ตามความสะดวก ทั้ง รพ.รัฐขนาดใหญ่ ขนาดเล็ก รพ.เอกชน หรือแม้แต่คลอดภายในรถแท็กซี่ระหว่างทาง คลอดที่บ้าน ก็มีสิทธิได้ค่าทำคลอดทั้งหมด 1.3 หมื่นบาท โดยมีสิทธิได้รับเพียง 2 ท้อง แต่หากคู่สมรสเป็นผู้ประกันตนด้วยก็จะมีสิทธิรวมกันคือ 4 ท้อง กรณีนี้ต้องตรวจสอบว่าเคยเบิกค่าทำคลอดมาแล้วหรือไม่ แต่เท่าที่ทราบยังจ่ายสมทบไม่ครบ 7 เดือนตามที่กำหนด โดยจ่ายเพียง 4 เดือนเท่านั้น"นพ.สุรเดช กล่าว
ต่อข้อถาม ปากมดลูกเปิด 8 เซนติเมตร ถือว่าเข้าข่ายกรณีฉุกเฉินหรือไม่ นพ.อุดม กล่าวว่า ตามประวัติพบว่าปากมดลูกเปิดแล้ว 8 เซนติเมตร ถือเป็นฉุกเฉินสีเขียว คือ ฉุกเฉินแต่ไม่วิกฤติอันตรายถึงชีวิต ซึ่งรพ.เอกชนคงพิจารณาแล้วว่า ขณะนั้นผู้ป่วยอยู่ไม่ไกล รพ.ราชวิถี น่าจะสามารถเดินทางไปทำคลอดได้ทัน
ขณะที่ รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ ผอ.โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า โรงพยาบาลกำลังดำเนินการชันสูตรศพกรณีนี้ คาดว่าภายใน 1-2 สัปดาห์น่าจะทราบสาเหตุการเสียชีวิต ส่วนคนไข้รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเอกชนที่มีสิทธิประกันสังคม
"สธ.แจงกรณี"รพ.ราชวิถี"แนะนำหญิงหลังคลอด นำศพไปชันสูตร ที่"รพ.รามาฯ"
นายแพทย์วชิระ เพ็งจันทร์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจากนายแพทย์ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้เร่งติดตามข้อจริงเท็จจริงกรณีดังกล่าว พร้อมให้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ติดตามและกำชับให้โรงพยาบาลทั้งรัฐและเอกชนทุกแห่งปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาล ในการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติทุกสิทธิ เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยในช่วงวิกฤติอันตรายต่อชีวิต
สำหรับกรณีหญิงหลังคลอดรายนี้ ได้รับรายงานจากนายแพทย์อุดม เชาวรินทร์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี ว่า หญิงหลังคลอดรายนี้ คลอดลูกที่บ้านแล้วลูกเสียชีวิต ทางมูลนิธิฯได้นำมาที่โรงพยาบาลราชวิถี เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 13 ตุลาคม 2556 เพื่อเป็นการขอให้โรงพยาบาลช่วยตรวจชันสูตรศพทารกที่เสียชีวิตและแม่หลังคลอด เพราะอาจจะเป็นคดีเนื่องจากเป็นการคลอดเองที่บ้านและเด็กเสียชีวิต โดยเจ้าหน้าที่ที่ห้องฉุกเฉินประจำโรงพยาบาลราชวิถี ได้ซักประวัติทราบว่า หญิงรายนี้ตั้งครรภ์ลูกคนที่ 4 เจ็บครรภ์จะไปคลอดที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง แต่ได้รับแจ้งจากโรงพยาบาลว่าต้องเสียค่าใช้จ่าย ผู้ป่วยมีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายแพทย์เวรจึงได้แนะนำให้ไปคลอดโรงพยาบาลของรัฐ แต่ผู้ป่วยไม่ได้ไป
และจากการตรวจร่างกายหญิงหลังคลอด พบสัญญาณชีพปกติดี ทั้งความดันโลหิต ชีพจร และการหายใจ ซึ่งจัดอยู่ในระยะฟื้นตัวของการคลอดโดยทั่วไป ทั้งนี้ เนื่องจากโรงพยาบาลราชวิถีไม่มีแพทย์นิติเวชประจำโรงพยาบาล จึงได้แนะนำให้มูลนิธิฯพาหญิงหลังคลอดและศพทารกไปรับการชันสูตรที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งมีแผนกชันสูตร มีแพทย์นิติเวช และอยู่ไม่ห่างจากโรงพยาบาลราชวิถี ซึ่งทางหญิงหลังคลอดและมูลนิธิฯก็ไม่ได้ขัดข้องหรือมีข้อโต้แย้งใดๆ
นายแพทย์วชิระ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามต้องขอแสดงความเสียใจคุณแม่รายนี้ด้วย ที่ต้องสูญเสียลูกไป และกรณีที่เกิดขึ้นครั้งนี้ มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายส่วน ทั้งโรงพยาบาลเอกชน สำนักงานประกันสังคม กระทรวงสาธารณสุข โดยกระทรวงสาธารณสุขจะได้ให้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงที่โรงพยาบาลเอกชนดังกล่าวโดยละเอียด ว่ากรณีนี้ถือเป็นกรณีเร่งด่วนวิกฤติฉุกเฉินหรือไม่ โรงพยาบาลได้ให้คำแนะนำ หรือดำเนินการส่งรักษาต่อ เป็นไปตามมาตรฐานกระทรวงสาธารณสุขหรือไม่ ขอเวลาตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และเป็นการเรียนรู้ร่วมกันที่จะพัฒนางานบริการสาธารณสุขให้ดีที่สุดสำหรับประชาชน



