
มะละแหม่ง... สายลมสาละวิน
มะละแหม่ง... สายลมสาละวิน : คอลัมน์ชวนเที่ยว : โดย...เรื่อง/ภาพ : นพพร วิจิตร์วงษ์
ปลายฝน ต้นหนาว สายลมแผ่วๆ พัดมาเยือน พร้อมกับปรอยฝนที่ยังลงละอองไม่หยุด แม้จะถึงช่วงเวลาเข้าสู่ฤดูหนาวแล้วก็ตาม ความวุ่นวาย รีบเร่งของชีวิต ดูจะถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง เพื่อซึมซับกับความเรียบง่าย สบายๆ ไม่เร่งรีบของชาวเมืองมะละแหม่ง
แม้โลกทุกวันนี้จะเปลี่ยนไปมากแค่ไหน หากแต่สำหรับ มะละแหม่ง เติบโตโดยที่ยังคงความดั้งเดิมของตัวเองเอาไว้ได้ ไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิตประจำวัน การแต่งกาย บ้านเรือนที่อยู่อาศัย ไปจนถึงเรื่องของความเชื่อในพุทธศาสนา จะเห็นได้ว่า มองไปทางไหนก็จะมีเจดีย์สีทองสุกอร่าม โดยเฉพาะตามยอดเขา ไม่เว้นแม้แต่ใกล้ที่พักของฉันบนถนนสแตรนด์ 1 ใน 4 ถนนสายหลักของเมืองมะละแหม่ง ที่อยู่เลียบแม่น้ำสาละวิน ก็ยังเห็นยอดเจดีย์บนเขาสูงไม่น้อยกว่า 5 แห่ง
มะละแหม่ง เมืองที่มีชื่อในภาษาอังกฤษหลายชื่อ ทั้ง Molmein, Mawlamyine, Mawlamyaing แต่ทั้งหมดก็คือ เมืองมะละแหม่งในภาษามอญ อีกทั้งยังเป็นเมืองหลวงของรัฐมอญ และเป็นเมืองใหญ่อันดับ 3 ของสหภาพพม่า แต่มีประชากรอาศัยอยู่เพียง 3 แสนกว่าคน หน้าตาของผู้คนเมืองนี้จะออกไปทางแขกสักหน่อย ก็เนื่องจากสมัยอังกฤษเข้าปกครองพม่า มีการเกณฑ์คนในอาณานิคมแถบอินเดีย มาใช้แรงงานที่นี่ จนตั้งรกรากมาถึงทุกวันนี้
นีลิน หนุ่มน้อย (หม่องเล) นั่งคุยกับฉันบนฟุตบาทริมสาละวินหน้าโรงแรม บอกว่า คนเมืองนี้เป็นแขกเยอะ ตัวเขากับเพื่อนๆ กลุ่มเดียวกันร่วม 8 คนก็เป็นมุสลิม ที่นี่ไปไหนมาไหนปลอดภัย เขาเองกับเพื่อนอีกคนเคยมาทำงานเมืองไทย แต่พอกลับมา ก็นุ่งโสร่ง เคี้ยวหมากเหมือนเดิม เหตุผลสั้นๆ "มันเท่"
ยุคสมัยการปกครองของอังกฤษจะผ่านไปนาน แต่อดีตเมืองหลวงแห่งแรกของอังกฤษแห่งนี้ก็ยังคงมีกลิ่นอายของบ้านเรือนเก่าแก่ในแบบโคโลเนียล สไตล์ ที่เรียงรายอยู่บนถนนสายหลักที่มีอยู่ 4 สาย คือ อัพเปอร์โรด มิดเดิ้ลโรด โลเวอร์โรด และสแตรนด์
ในหมู่คนไทยเมื่อเอ่ยชื่อมะละแหม่ง จะนึกถึงเรื่องราว รักเศร้าสุดรันทด ของเจ้าศุขเกษม เจ้าราชบุตรแห่งล้านนา กับสาวพม่าที่ชื่อ มะเมียะ โดยเจ้าน้อยศุขเกษมถูกส่งตัวไปอยู่โรงเรียนกินนอน เซนต์แพทริก เพื่อเรียนวิชาป่าไม้ และได้พบรักกับแม่ค้าขายบุหรี่ในตลาด จนถึงกลับพาปลอมตัวเป็นชาย กลับเมืองเชียงใหม่ด้วยกัน ก่อนเรื่องจะเปิดเผยแล้วมะเมียะถูกส่งตัวกลับพม่า จึงไปบวชชีที่วัดไจ๊ตะหลั่น สถานที่สาบานรัก จนถึงแก่กรรมในปี 2505 ขณะที่เจ้าศุขเกษมตรอมใจตายไปก่อนหน้านี้
แต่ถ้าไปถามชาวพม่า หรือชาวเมืองมะละแหม่ง แทบไม่มีใครรู้จัก เนื่องจากมะเมียะเป็นเพียงแม่ค้าบุหรี่ แต่ก็มีข่าวว่า ทางการรัฐมอญพยายามจะชูเรื่องราวรักเศร้าสุดรันทดนี้ มาเป็นตัวดึงดูดนักท่องเที่ยวอีกทาง ควบคู่ไปกับความเป็นแหล่งธรรมะ และแหล่งประวัติศาสตร์
เมื่อก่อนจะไปมะละแหม่งแต่ละที ออกจะทรหดสักหน่อย เส้นทางสะดวกที่สุดคือไปทาง อ.แม่สอด จ.ตาก แล้วนั่งรถโดยสารเข้าไป แม้ระยะทางจะราวๆ 100 กว่า กม. แต่ใช้เวลาเดินทาง 4-6 ชั่วโมงทีเดียว เพราะเป็นเส้นทางข้ามเทือกเขาตะนาวศรีที่คดเคี้ยว ถนนแคบ จนเมื่อปี 2548 ที่เปิดใช้สะพานสายยาวที่สุดในพม่า คือ สะพานสาละวิน หรือที่ชาวพม่าเรียกตาละวิน (Thalwin) ความยาวราว 3 กม. เป็นทั้งทางรถไฟและทางรถยนต์ เชื่อมต่อกับเมืองเมาะตะมะนั่นแหละ ค่อยทำให้เมืองมะละแหม่งเริ่มคึกคักจากการท่องเที่ยว
เดี๋ยวนี้สะดวกสบายไปอีก ใครจะเดินทางไปมะละแหม่งจากทาง อ.แม่สอด ก็มีเที่ยวบินของนกแอร์ให้บริการไป-กลับ รวม 2 เที่ยว ใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมง เหมือนคราวนี้ ที่ฉันเดินทางไปมะละแหม่งแค่ 5 นาที
“ฮ้า...ไม่ใช่สิ แม่สอด-มะละแหม่ง เวลาหายไป 5 นาที” จากแม่สอด 09.45 น. ถึงมะละแหม่ง 09.40 น. .... ไม่ต้องตกใจ นั่นเป็นเพราะเวลาฝั่งพม่าช้ากว่าบ้านเรา 30 นาที นั่นเอง 5555 ที่ให้หวาดเสียวกว่าคือ รันเวย์สนามบินตะหาก เพราะเป็นสนามบินทหารเก่า แต่ทุกอย่างก็ปลอดภัย ถึงที่หมายสบายดี... มิงกะลาบา ชิ
ไปถึงทั้งที อย่างแรกต้องไปหาอาหารพม่าลิ้มลองวะหน่อย มะละแหม่งได้ชื่อว่าเป็นเมืองปากแม่น้ำ แถมเป็นศูนย์รวมบรรจบของแม่น้ำ 3 สาย คือ สาละวิน แม่น้ำไจ (Kyaik) และแม่น้ำอัตตรัน (Attran) อาหารการกินที่นี่เลยอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะอาหารทะเล แต่ก็เกือบแย่ เพราะอาหารที่นี่ มันมว้ากกกก เรียกว่าแต่ละชามที่ยกมา น้ำมันลอยหน้าเกือบครึ่งนิ้ว อาหารโปรดเลยไปตกที่ปลาทอด และน้ำพริกผักจิ้มซึ่งเป็นเมนูที่ทางร้านแถมฟรี เรียกว่าไปกินอาหารร้านพม่าสั่งแค่เนื้อสัตว์ กับข้าวสวยก็พอ น้ำพริกสารพัดอย่าง ผักจิ้ม รวมถึงน้ำซุปถ้วยเล็ก จัดเสิร์ฟให้ฟรีๆ
อิ่มอร่อยก็ไปย่อยในตลาด แหล่งรู้จัก เข้าใจ เรียนรู้เรื่องระบบเงินจ๊าดได้อย่างว่องไว ตลาดใหญ่ของมะละแหม่ง ตั้งต้นตลาดสดเซจี มีขายทุกอย่างทั้งของกินของใช้ ไปจนถึง ห้างเมี้ยตยาดานา ที่เป็นตลาดผ้า และเครื่องสำอางสารพัด หรือแม้แต่ ชา 3 in1 ที่ขึ้นชื่อก็ซื้อได้ที่นี่ (ค่าเงิน 3 บาท = 100 จ๊าด)
ช็อปเสร็จ ช่วงเวลาบ่ายที่เหลือเราจะไปไหว้พระทั้งวัดพุทธ โบสถ์คริสต์กันล่ะ ระหว่างทางเห็นบ้านเรือนเก่าแก่ที่ยังมีชีวิตชีวา ผ่านโบสถ์สวยงามอย่างเซนต์แบบติส ซึ่งเป็นโบสถ์คาทอลิกที่ใหญ่ที่สุด แล้วยังโบสถ์เซนต์แมทธิว ที่เป็นโบสถ์เก่าแก่ที่สุด สร้างเมื่อปี 2430 ในวันนักบุญแมทธิว รวมถึงโบสถ์และโรงเรียนเซนต์แพทริก ที่เป็นต้นกำเนิดรักแท้ของเจ้าน้อยศุขเกษมกับมะเมียะ ปัจจุบันอาคารเรียนก็ยังใช้งานอยู่ แต่เปิดสอนการอาชีพ น่าจะเหมือนอาชีวะบ้านเรา
มะละแหม่งนี่ดีอย่าง นั่งรถไปไหนมาไหน ไม่ต้องห่วงว่าจะติดไฟแดง ไม่ใช่เพราะเมืองนี้ไม่มีสี่แยก แต่เป็นเพราะใช้วงเวียนมาแก้ปัญหาจราจรต่างหาก ทุกสี่แยกจะมีวงเวียน โดยตรงกลางจะตกแต่งเป็นอนุสาวรีย์ อนุสรณ์สถาน หรือปลูกต้นไม้ก็ว่ากันไป แต่ดูจะช่วยได้เยอะ
ออกจากตัวเมืองมะละแหม่งไปราว 40 นาที ผ่านแนวต้นตาล 2 ข้างถนน ซึ่งไกด์ของเราบอกว่าเป็นเหมือนประตูเมือง ขับรถผ่านไปจะเข้าเมืองไหนก็จะเห็นแนวต้นตาลสองข้างถนน ไม่นานก็ถึง วัดไจ๊มะยอ (Kyaik Ma Yaw) วัดเก่าแก่ที่สร้างในศตวรรษที่ 17 มีพระประธานปางเหมือนจะยืนจะนั่ง เป็นการสร้างตามคำบอกเล่าของชาวบ้านสมัยก่อนที่เป็นเรื่องราวเล่าต่อกันมาว่า เห็นพระพุทธเจ้าเสด็จมาที่บริเวณนี้ แล้วทำท่าเหมือนจะลุก จะนั่ง นั่นเอง ภายในโบสถ์ด้านในยังเรียงรายด้วยพระพุทธรูปปางสมาธิโดยรอบ รวมถึงพระนอนองค์ใหญ่ๆ อีกด้วย
จากวัดนี้กลับเข้าเมืองมะละแหม่ง ไป วัดยาดานาบงมิ้น ตั้งอยู่ติดสามแยก กำแพงวัดสูงทีเดียว ทางขึ้นเป็นซอกบันไดเล็กๆ แต่ด้านบนกว้างขวาง ภายในวัดมีบัลลังก์สิงห์ที่จำลองมาจากพระราชวังมัณฑะเลย์ เพื่อประดิษฐานพระเขี้ยวแก้ว จากวัดนี้มีบันไดเชื่อมขึ้นไปถึงเจดีย์วัดไจ๊ตะหลั่น
เจดีย์ไจ๊ตะหลั่น ตั้งอยู่บนเนินเขาสูงใหญ่ เป็นสถานที่สาบานรัก แล้วยังเป็นสถานที่ที่มะเมียะมาบวชชี ทางขึ้นเจดีย์นี้มีหลายทาง ทั้งบันได 2 ด้าน และลิฟต์ ใช่แล้วที่นี่มีลิฟต์ด้วย แต่เป็นลิฟต์สมัยสงครามโลกที่เป็นเพียงบานเหล็กดัด ใช้คนสับสวิตช์หยุด และปิด-เปิด
ด้านบนบริเวณเจดีย์ สามารถมองเห็นวิวแม่น้ำสาละวิน ไปไกล มองเห็นเรือนจำมะละแหม่งเป็นตึกห้าแฉก บ้านเรือน วัดพุทธ คริสต์ มัสยิด กระจายไปทั่ว โชคดีที่ฉันไปถึงหลังฝนขาดเม็ดเลยได้เห็นวิวสวยๆ แล้วเรื่องราวความรักเก่าก่อนก็ผุดพรายขึ้นมาในห้วงคิด
ก่อนกลับยังได้แวะสักการะพระมหามุนี ที่วัดไม่ไกลจากเจดีย์ไจ๊ตะหลั่น พระมหามุนีที่นี่ สวยงาม ถอดแบบมาจากพระมหามุนีที่เมืองมัณฑะเลย์
มะละแหม่งยามราตรี มีแสงไฟจากสะพานสาละวินที่ทอดยาวสู่เมืองเมาะตะมะ ริมน้ำเป็นที่จับกลุ่มของวัยรุ่นชาย ที่ออกมานั่งคุย บางกลุ่มก็ดีดกีตาร์ร้องเพลง แสงสีในเมืองนี้มีไม่มาก บางวันยังไฟฟ้าดับด้วยซ้ำ แค่ 4 ทุ่มเหมือนเคอร์ฟิวธรรมชาติ เมืองนี้ก็ตกอยู่ในความสงบ
สายลมแห่งสาละวินโลมไล้ ให้ราตรีของมะละแหม่งเคลื่อนไหวไปอย่างช้าๆ แต่ถ้าเปิดประเทศเต็มที่ เมืองนี้คงโตอย่างว่องไวแน่ๆ
ปล. สัปดาห์หน้า มาตามรอยรถไฟสายมรณะถึง "ตันบิวซายัต" กันนะคะ
......................
(มะละแหม่ง... สายลมสาละวิน : คอลัมน์ชวนเที่ยว : โดย...เรื่อง/ภาพ : นพพร วิจิตร์วงษ์)



