
ออกพรรษา พาตะลอน'ออนซอนเด'
ออกพรรษา พาตะลอน ออนซอนเด : คอลัมน์ท่องไปกับใจตน : โดย...เรื่องและภาพ...ธีรภาพ โลหิตกุล
อีกไม่กี่วัน เทศกาลออกพรรษาจะเวียนมาถึงอีกครั้ง พร้อมลมหนาวพัดโชยมาเตือน ว่าเหมันต์ฤดูกำลังมาเยือนแล้ว เมื่อดวงไฟคล้ายดวงแก้วผุดพุ่งขึ้นเหนือโขงนที ในค่ำคืนวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ดั่งสัญญาณนัดหมายให้ปริศนาคาใจว่าด้วย “บั้งไฟพญานาค” กลับมาเป็นประเด็นร้อนในวงถกเถียง ณ สภากาแฟบ้านหนองหมาว้อ...ครั้งแล้วครั้งเล่า ปีแล้ว ปีเล่า
แต่ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร? ใครเป็นผู้นฤมิตลูกไฟสีชมพู? ที่แน่ ๆ ถึงวันนี้ ท่านใดที่ปรารถนาจะไปชมปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาค ที่อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นจุดที่มีบั้งไฟขึ้นมากที่สุดในแต่ละปี แล้วยังไม่ได้วางแผนการเดินทาง ยังไม่ได้จองที่พัก ก็ใคร่ขอร้องให้เปลี่ยนแผนไปที่อื่น หรือไม่ก็เลื่อนไปชมปีหน้าจะดีกว่า มิฉะนั้น คุณจะต้องวุ่นวายใจหรือไม่ก็เซ็งระเบิด กับปัญหารถติดยาวเป็นกิโลๆ จนที่สุดก็ไม่ได้เห็นบั้งไฟสักลูก แถมยังไปทำให้คนที่วางแผนเดินทางมาอย่างดี พลอยเดือดร้อนไปด้วย
ยกเว้นว่าจะลองเปลี่ยนบรรยากาศ ไปชมบั้งไฟพญานาคจากริมน้ำโขงฝั่งลาวดูบ้าง เพราะต้องไม่ลืมว่า ด่านชายแดนไทย-ลาว ที่อำเภอเมือง จังหวัดบึงกาฬ ข้ามไป เมืองปากซัน แขวงบอลิคำไซ นั้น แม้ต้องลงเรือข้ามเพราะยังไม่มีสะพานมิตรภาพ แต่ด่านนี้เป็น “จุดผ่านแดนถาวร” คือพลเมืองไทย-ลาวถือหนังสือเดินทาง (Passport) ผ่านด่านได้ฉลุย ไม่ต้องเสียเวลาทำบัตรผ่านแดน ข้ามไปเมืองปากซันแล้ว หารถราและที่พักได้ไม่ยาก จุดที่จะชมก็มีที่ริมโขง ตรงบริเวณแม่น้ำซันไหลมาบรรจบแม่น้ำโขง เรียกกันว่า “ปากซัน” อันเป็นที่มาของเพลง “กุหลาบปากซัน” ที่ลือลั่น เพราะท่าน สุลิวัด ลัดตะนะสะหวัน ผู้ประพันธ์เพลงนี้ ก็มานั่งชมสาวปากซันลงอาบน้ำยามตะวันรอน จนเกิดแรงบันดาลใจไปแต่งเพลง ซึ่งปัจจุบัน มีร้านอาหารผุดขึ้นหลายร้าน ให้เราเลือกนั่งชมบั้งไฟกับชาวลาว...ม่วนซื่นไปอีกแบบ
อีกจุดหนึ่งคือที่ วัดโพนสันนาคานิมิต เมืองท่าพะบาด ห่างจากตัวเมืองปากซัน ซึ่งเป็นเมืองเอกของแขวงบอลิคำไซ ไปไม่ไกลนัก วัดนี้ตั้งอยู่ริมโขง ฝั่งตรงข้ามวัดอาฮงศิลาวาส จังหวัดบึงกาฬ ชาวลาวเชื่อว่าแม่น้ำโขงบริเวณที่ไหลผ่านวัดโพนสัน เป็นวังพญานาคสองตน สอดคล้องกับความเชื่อของชาวบึงกาฬ ที่ว่าแม่น้ำโขงบริเวณ แก่งอาฮง ใกล้ วัดอาฮงศิลาวาส เป็นจุดที่ลึกที่สุด เรียกกันว่า “สะดือโขง” ร่ำลือว่าเคยมีคนวัดความลึกโดยใช้เชือกผูกกับก้อนหินหย่อนลงไป วัดได้ถึง 98 วา โดยคุ้งน้ำนี้จะมีกระแสน้ำไหลเชี่ยววนเป็นหลุมรูปกรวยกินบริเวณกว้าง จึงเป็นจุดที่ลึกที่สุดของแม่น้ำโขง
ความเชื่อดังกล่าว สอดคล้องกับ “ตำนานอุรังคธาตุ” ตอนที่กล่าวถึงพระพุทธเจ้า เสด็จเลียบฝั่งโขง มาโปรดสัตว์บริเวณปากน้ำซัน มีพญานาคสองตนอาราธนาให้ทรงพักฉันภัตตาหารเพลที่นี่ โดยนาคตนหนึ่ง แสดงปาฏิหาริย์ขยายลำตัวจนยาว 500 วา มีพลังดั่งช้างสาร แล้วกวาดเอาดินทรายพูนขึ้นเป็นโพนหรือเนินดิน ถวายให้พระพุทธองค์ประทับนั่งฉันเพล ทั้งยังขดตัวล้อมเนินดินไว้พร้อมแผ่พังพานออกเป็นนาค 7 เศียร บังแดดบังลมให้พระพุทธองค์ ขณะนั้น มีกาขาวส่งเสียงร้องขึ้น จึงทรงมีพุทธทำนายว่าภายภาคหน้า ดินแดนนี้จะรุ่งเรืองด้วยพุทธศาสนา ผู้คนร่มเย็นเป็นสุข บริบูรณ์ทั้งข้าว ปลา อาหาร แก้วแหวนเงินทอง แล้วทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรดจนพระยานาคทั้งสองเลื่อมใสศรัทธา น้อมนำเอาพระพุทธเป็นสรณะ
ตำนานนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับชื่อวัด “โพนสัน” เพราะเสียงและตัวอักษรลาว ไม่มี ช.ช้าง กับ ฉ.ฉิ่ง ดังนั้น วัดโพนสัน ก็คือวัดที่พญานาคพูนดินขึ้นเป็น “โพน” ให้พระพุทธเจ้า “สัน” หรือฉันเพลนั่นเอง วัดนี้มีพญานาคสองตนที่ราวบันได ซึ่งแทนที่จะมีหัวเป็นนาคกลับมีหัวเป็นช้าง อย่างที่น่าจะเรียกว่า “คชนาค” ตรงตามที่ “ตำนานอุรังคธาตุ” เล่าไว้ว่า หลังจากพญานาคสองตนฟังธรรมของพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ได้เนรมิตตนให้มีเศียรเป็นช้างเผือก แล้วทูนขอรอยพระบาทไว้กราบไหว้บูชา ซึ่งที่วัดอาฮงศิลาวาส ฝั่งตรงกันข้าม ก็มีราวบันได “คชนาค” เช่นกัน ยืนยันว่าเรื่องสะดือโขงและวังพญานาค เป็นความเชื่อของชาวสองฝั่งโขงบริเวณนี้มานานแล้ว ทำให้ชาวบ้านทั้งลาวและไทย นิยมมาชมปรากฏการณ์ “บั้งไฟพญานาค” กันที่นี่ ตามตำนานว่าเป็นลูกไฟที่พญานาคส่งขึ้นมาถวายการต้อนรับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าช่วงเทศกาลออกพรรษา
จนถึงกับร่ำลือกันว่า แม่น้ำโขงช่วงที่ไหลผ่านจังหวัดบึงกาฬ และแขวงบอลิคำไซ มีบั้งไฟพญานาคเกิดขึ้นมากที่สุดในลำน้ำโขงทีเดียว คำถามที่ตามมาคือจริงอย่างนั้นหรือ ? เรื่องแบบนี้คงยากที่จะมีใครบันทึกไว้เป็นสถิติโลกแบบ “กินเนสส์บุ๊ก” มีทางเดียวคือต้องไปพิสูจน์ อีกคำถามคือ ถ้าอย่างนั้นก็คงมีคนไปเฝ้าดูกันมากมายนะสิ ผมว่ามากแค่ไหน ก็คงไม่ได้ครึ่งของคลื่นคนที่โพนพิสัยครับ
อีกงานหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ เทศกาลไหลเรือไฟ ที่ นครพนม ผมว่าควรค่าที่จะได้ไปเห็นสักครึ่งหนึ่งในชีวิต เพราะเรือไฟที่นี่อลังการจริง โดยเฉพาะปีนี้ ทราบว่าในคืนวันที่ 19 ตุลาคม วันออกพรรษา ทางจังหวัดนครพนมได้ขยายเวลาปิด-เปิดสะพานมิตรภาพข้ามโขงแห่งที่ 3 (นครพนม-คำม่วน) ไปจนถึงเที่ยงคืน หรือ 24 นาฬิกา เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวชมไหลเรือไฟ แล้วอาจข้ามไปแอ่วดินแดนเพื่อนบ้านอาเซียน ที่เมืองท่าแขก เมืองเอกของแขวงคำม่วน ได้อย่างสบายใจ เป็นการไปเรียนรู้เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่ “ประชาคมอาเซียน” ที่ดีกว่าแย่งกันซื้อธงประเทศอาเซียนมาประดับจนเกร่อ แต่ไม่รู้จักจิตใจและตัวตนที่แท้จริงของเพื่อนบ้านเลย
........................
(ออกพรรษา พาตะลอน ออนซอนเด : คอลัมน์ท่องไปกับใจตน : โดย...เรื่องและภาพ...ธีรภาพ โลหิตกุล)



