ไลฟ์สไตล์

หนังสือที่เธอถือมา : กวีการเมือง

หนังสือที่เธอถือมา : กวีการเมือง

13 ต.ค. 2556

หนังสือที่เธอถือมา : กวีการเมือง : โดย...ไพวรินทร์ ขาวงาม

 

                            กลางกระแสถกเถียงเรื่องวรรณกรรมการเมือง ประเภทที่มีคำประกาศก้าวหน้าแหวกแนวประมาณ ‘...จะไม่ปล่อยให้แบบแผนใดๆ มากำหนด กดกัก หรือรัดรึงคุณค่าของวรรณกรรม...’  แล้ว  ทำให้คิดถึงบทกวีของ จิตร ภูมิศักดิ์ ที่เคยอ่านมานาน อ่านมาหลายครั้ง

                            หยิบหนังสือปกสีแดงชื่อ ‘รวมบทกวีและงานวิจารณ์ศิลปะวรรณคดีของ กวีการเมือง’ มาอ่านอีกครั้ง  หนังสือเล่มนี้จัดพิมพ์โดย แนวร่วมนักศึกษาเชียงใหม่  ตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ 

                            คนชอบโคลงกลอนและความคิดทางสังคมการเมืองของกวีผู้นี้  มักจะมีหนังสือเล่มนี้ติดตัวเป็นดุจคัมภีร์  ผมเองแม้จริตหรือความคิดส่วนตัวจะไม่ออกไปตามแนวหนังสือนัก  ก็ยังชอบที่จะหยิบมาอ่านศึกษา 

 

                            ‘กวีการเมือง’ ได้ชื่อเป็นนักคิด  นักต่อสู้  นักปฏิวัติ คนหัวก้าวหน้า อาจเรียกได้ว่าเป็นคนขบถต่อกรอบแบบแผนสังคมเก่าๆ เพื่อคิดสร้างสิ่งใหม่ๆ แต่เมื่ออ่านโคลงกลอนของเขา จะพบว่าหลากหลายไปด้วยรูปแบบฉันทลักษณ์ไทยที่หยิบมาใช้ในลีลาของเขาอย่างดีเยี่ยม ทั้งร่าย  โคลง  ฉันท์  กาพย์  กลอน

 

                            ‘ผองผีปีศาจกล้ำ   กลืนไทย  แล้วเอย

                            ไทยแกร่งไทยเคยไกร เกริกฟ้า           

                            วิญญาณสยามไย ยอมสยบ  พ่อฮือ?

                            จงตื่นยืนหยัดกล้า กวาดล้างภัยผี’
                           

 

                            คนชอบโคลงจะรู้  บทโคลงนี้ได้ทั้งรูปแบบหรือแบบแผนเอกเจ็ดโทสี่  ได้ทั้งคำ  ความ  คุณค่า  พลัง  และจุดมุ่งหมายที่ก้าวหน้าทันสมัย  สามารถใช้เป็นแบบอย่างในการเขียนโคลงได้
                           

 

                            ‘เพื่อลบรอยคราบน้ำตาประชาราษฎร์

                            สักพันชาติจักสู้ม้วยด้วยหฤหรรษ์

                            แม้นชีพใหม่มีเหมือนหวังอีกครั้งครัน

                            จักน้อมพลีชีพนั้นเพื่อมวลชน’
                           

 

                            บททองนี้  เป็นบทกลอนยอดเยี่ยม  ทั้งความไพเราะทางสัมผัส  ภาษา  และลีลาความใฝ่ฝัน

                            สำหรับบทกาพย์ยานี  ยิ่งโดดเด่น  ในจังหวะคำที่หนักแน่น  กระชับกระชั้น  กระฉับกระเฉง
                            

 

                            ‘เจ้าซื่อต่อคนคด  แต่ทรยศต่อคนไทย

                            เพียงแบงค์ไม่กี่ใบ ก็ขายชาติเป็นทรชน’
                           

 

                            หรือบางบท...
                           

 

                            ‘เสียแรงที่กูรัก  ด้วยใจภักดิ์มาเป็นพาล

                            ชื่นชมว่าชายชาญ มาแตกช่อเป็นทรชน’
                           

 

                            ‘กวีการเมือง’  จะเขียนกาพย์นี้ถึงใครในยุคนนั้น  เป็นอีกประเด็น  แต่ถ้อยความในกาพย์นี้  ดูจะยังใช้ได้ตรงกับหลายสถานการณ์ของวิสัยมนุษย์ในยุคนี้

                            สำหรับบทกาพย์ของกวีผู้นี้  ที่ทั้งรูปแบบและเนื้อหาปรากฏขึ้นอย่างสะทกสะเทือนใจ ก็คือ
                           

 

                            ‘เปิบข้าวทุกคราวคำ    จงสูจำเป็นอาจิณ

                            เหงื่อกูที่สูกิน             จึงก่อเกิดมาเป็นคน

                            ข้าวนี้น่ะมีรส              ให้ชนชิมทุกชั้นชน

                            เบื้องหลังซิทุกข์ทน     และขมขื่นจนเขียวคาว

                            จากแรงมาเป็นรวง      ระยะทางนั้นเหยียดยาว

                            จากรวงเป็นเม็ดพราว  ล้วนทุกข์ยากลำบากเข็ญ

                            เหงื่อหยดสักกี่หยาด    ทุกหยดหยาดล้วนยากเย็น

                            ปูดโปนกี่เส้นเอ็น        จึงแปรรวงมาเป็นกิน

                            น้ำเหงื่อที่เรื่อแดง        และน้ำแรงอันหลั่งริน

                            สายเลือดกูทั้งสิ้น        ที่สูซดกำซาบฟัน’

 

                            แม้ไม่ถูกนำไปใส่ทำนองเป็นเพลงจนโด่งดัง  บทกาพย์นี้ก็ลงตัวเร้าใจให้จดจำ  ใครต่อใครก็จดจำได้ขึ้นใจ  เพราะมีจังหวะจะโคนทางรูปแบบ  และการเลือกใช้ภาษาอย่างอิสระในความเคร่งครัด

                            กาพย์ยานี  ยังเป็นรูปแบบฉันทลักษณ์ที่ให้อิสระการส่งสัมผัสระหว่างวรรค และการย้ำคำแบบสัมผัสซ้ำ เพื่อเน้นพลังสัมผัสอักษร คราวหน้า-จะว่าด้วยเรื่องกาพย์ยานีต่อ!

 

 

------------------------

(หนังสือที่เธอถือมา : กวีการเมือง : โดย...ไพวรินทร์ ขาวงาม)