ไลฟ์สไตล์

เตือน!มิจฉาชีพรุกรพ.มอมยา'คนไข้'ปลดทรัพย์

เตือน!มิจฉาชีพรุกรพ.มอมยา'คนไข้'ปลดทรัพย์

11 ต.ค. 2556

มิจฉาชีพรุกรพ.รามาฯ ใช้สารไซลาซีนผสมน้ำมอมคนป่วย ทำให้หมดสติเกือบตายแล้วปลดทรัพย์ ผอ.รพ.ร่อนหนังสือแจ้งทุกหน่วยงานระวัง ป้องกันความปลอดภัยผู้ป่วย

               11 ต.ค.56 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ลงนามในหนังสือที่ ศธ 0517.062/903 เรื่อง มิจฉาชีพแฝงตัวเข้ามาปลดทรัพย์ผู้ป่วย ถึงหัวหน้าภาควิชา/ฝ่าย/งาน/โอพีดี/หอผู้ป่วย/หน่วยงาน เนื้อหาความว่า เนื่องจากในสัปดาห์ที่ผ่านมามีมิจฉาชัพแฝงตัวเข้ามาปลดทรัพย์ผู้ป่วยนอกที่รอรับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลรามาธิบดี โดยใช้สารไซลาซีน (Xylazine) ซึ่งเป็นสารที่ไม่มีรส ไม่มีกลิ่น ไม่มีสี และดูดซึมได้เร็วทางกระเพาะอาหาร ทำให้ผู้ป่วยหมดสติจนเกือบเสียชีวิต โดยวิธีการผสมกับน้ำแล้วนำมาให้ผู้ที่รอรับบริการในโรงพยาบาลดื่ม ทางโรงพยาบาลได้สอบถามจากสถานีตำรวจพญาไท ปรากฏว่า เหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันนี้เกิดขึ้นในโรงพยาบาลอื่นๆ จึงเรียนมาเพื่อทราบและแจ้งผู้เกี่ยวข้องเพื่อร่วมป้องกันความปลอดภัยให้ผู้ป่วยด้วย

               รศ.นพ.สุรศักดิ์ ผอ.กล่าวเพียงสั้นๆว่า โรงพยาบาลทราบเรื่องจากการที่ผู้ป่วยมาเล่าให้ฟัง ทั้งนี้ ที่ผ่านมาไม่เคยมีปรากฏเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน มีเพียงการล้วงกระเป๋าบ้าง อย่างไรก็ตาม โรงพยาบาลได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เข้ามาดำเนินการตรวจตราแล้ว

               จากนั้นเมื่อ เวลา 12.00 น. โรงพยาบาลรามาธิบดีได้ออกแถลงการณ์ เรื่อง “ชี้แจงข้อมูลจากโรงพยาบาลรามาธิบดี” ใจความว่า ตามที่มีเหตุการณ์ที่ผู้มารับบริการถูกมิจฉาชีพหลอกให้ดื่มน้ำที่ผสมยา จนทำให้หมดสติและปลดทรัพย์ เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางโรงพยาบาลรามาธิบดีมีความห่วงใยผู้มาใช้บริการ เนื่องจากในแต่ละวันมีผู้มาใช้บริการเป็นจำนวนมาก และอาจมีมิจฉาชีพปะปนอยู่

               ดังนั้น ทางโรงพยาบาลจึงออกประกาศแจ้งเตือนเป็นการภายในเพื่อให้ผู้ป่วยและญาติระวังตัวมากขึ้นพร้อมเน้นย้ำบุคลากรในเรื่องมาตรการความปลอดภัย ส่วนมาตรการเรื่องยานั้นทางโรงพยาบาลได้เรียนประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแล้ว เพื่อหาแนวทางป้องกันในระยะยาวต่อไป

               วันเดียวกัน เวลา 14.00 น. ภญ.ประภัสสร ธนะผลเลิศ รักษาการผู้อำนวยการสำนักยา กล่าวว่า สารไซลาซีน (Xylazine) จัดเป็นตำรับยาสำหรับสัตว์ เป็นยาอันตรายตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข โดยข้อบ่งชี้สำหรับยานี้ จะมีฤทธิ์เพื่อสงบประสาทส่วนกลาง ซึ่งส่วนมากจะใช้ในการเคลื่อนย้ายสัตว์ เพราะยาจะทำให้สัตว์มีความสงบพอที่จะสามารถเคลื่อนย้ายได้ โดยในประเทศไทยมีการขึ้นทะเบียนยาดังกล่าว 9 รายการ ในจำนวนนี้นำเข้า 3 รายการ ทั้งนี้ ยาดังกล่าวเป็นยาที่ใช้สำหรับสัตว์ดังนั้น จึงไม่มีรายการว่า ใช้ในคนแล้วจะเป็นอย่างไร แต่มีข้อมูลทางวิชาการว่า จะทำให้หัวใจเต้นช้า หัวใจเต้นผิดจังหวะ ปัสสาวะมาก ทำให้ความดันต่ำลง น้ำตาลในเลือดสูง ปากแห้ง และทำให้อาการในระบบทางเดินหายใจและระบบเลือด

               ภญ.ประภัสสร กล่าวต่อว่า สารดังกล่าวถือเป็นยาอันตราย ที่ซื้อได้ในร้านขายยา ซึ่ง อย.จะมีการประชุมผู้เชี่ยวชาญในสัปดาห์เพื่อหามาตรการควบคุมไม่ให้มิจฉาชีพนำยาดังกล่าวไปใช้ในทางที่ผิดต่อไป โดยที่ผ่านมา เมื่อพบผลกระทบจากยาบางกลุ่มที่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดก็จะมีการยกระดับ เช่น กลุ่มยาสลบที่มีการนำไปใช้ในทางที่ผิดจำนวนมาก อาทิ ยาเคตามีน ก็มีการยกระดับเป็นยาควบคุมพิเศษ เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม การยกระดับยาใดๆ ก็ตาม จะต้องประเมินผลกระทบในการเข้าถึงยาตัวนั้นๆ ไปพร้อมกันด้วย ทั้งนี้ สารไซลาซีน จัดเป็นสารที่มีความเข้มข้นน้อยกว่ากลุ่มยาเคตามีน เนื่องจากใช้ทำให้สัตว์สงบเท่านั้น

               “คำแนะนำเบื้องต้น มีแต่เพียงคำแนะนำผู้ให้ยาสัตว์เท่านั้น คือ 1.ในกรณีทาน หรือเข้าสู่ร่างกายโดยบังเอิญให้รีบพบแพทย์และนำฉลากยาแสดงต่อแพทย์ ห้ามขับรถ เพราะยาทำให้ง่วงซึม มีการเปลี่ยนแปลงความดันเลือด 2.หลีกเลี่ยงการสัมผัสยากับผิวหนัง ตา เยื่อเมื่อก 3.หากมีการสัมผัสยาให้ล้างออกด้วยน้ำสะอาดมากๆทันที อย่างไรก็ตาม ในกรณีของผู้นำสารมาใช้ในทางที่ผิด โดยการผสมน้ำนั้น เมื่อยาเข้าสู่ร่างกาย การขับออกไม่สามารถทำได้โดยง่าย หากพบแพทย์ตามหลักวิชาการ จะมีการให้ยาต้านพิษ คือ ยาโยฮิมบิน (Yohimbine) ส่วนกรณีฉุกเฉินให้พยามบอกให้คนรอบข้างช่วยเหลือ เพราะยาดังกล่าวมีฤทธิ์อ่อนกว่ากลุ่มยาสลบทำให้ยังน่าจะสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ในช่วงสั้นๆ”ภญ.ประภัสสร กล่าว