ไลฟ์สไตล์

ถึงป่วยหนัก ฉันก็จะขอดูแล

ถึงป่วยหนัก ฉันก็จะขอดูแล

10 ต.ค. 2556

ถึงป่วยหนัก ฉันก็จะขอดูแล : คอลัมน์เขยฝรั่ง สะใภ้อินเตอร์ : โดย...เรื่อง-ทวีป ศรีสุชาติ // เรียบเรียง-เสาวลักษ์ คงภัคพูน

               มีไม่กี่คนที่ความฝันกับลางสังหรณ์จะตรงกัน โดยเฉพาะเรื่องคู่ชีวิต ที่สาวน้อยบ้านนาความรู้เพียงแค่ ป. 6 อย่าง "จู"หรือ วิไล แสนละเอียด คิดไว้ตั้งแต่เด็กๆ ว่าหากจะมีคู่ต้องแต่งกับคนต่างชาติเท่านั้น ทั้งที่สมัยนั้นเมื่อปี พ.ศ.2525 ค่านิยม "เมียฝรั่ง" ยังไม่เป็นที่ยอมรับในสังคมไทย แต่สำหรับวิไล เธอยืนยันกับเพื่อนๆว่านี่คือลางสังหรณ์

               เมื่ออายุได้ 15 ปี ด้วยความยากจน ทางบ้านไม่มีเงินส่งเรียนต่อ ทั้งที่เรียนเก่งสอบได้ที่ 1 ตลอด โดยเฉพาะวิชาภาษาอังกฤษ "วิไล" ต้องมุ่งหน้าเข้าหางานทำที่กรุงเทพฯ ด้วยความรู้ติดตัวเพียงชั้นประถม งานที่มีให้ทำดีสุดก็เป็นแค่แม่บ้าน สมัยนั้นเงินเดือน 800 บาท แต่เธอยังต้องเจียดเงินส่งกลับทางบ้านทุกเดือน ด้วยความที่เป็นลูกสาวคนโตต้องรับผิดชอบน้องๆ อีก 5 คน

               "วิไล" จัดว่าเป็นคนหน้าตาดี รักสวยรักงามสมกับชื่อ กว่า 10 ปีที่ทำงานเธอไม่เคยชายตามองหนุ่มคนไหน ทั้งที่มีหนุ่มๆ แวะเวียนมาจีบหลายคน ด้วยความมุ่งมั่นที่เชื่อว่า "เนื้อคู่" ของเธอต้องเป็นคนต่างชาติ ห้องหัวใจเธอจึงไม่ว่างสำหรับหนุ่มไทย และแล้วชะตาชีวิตของเธอก็เริ่มต้นขึ้นในวัย 25 ปี เมื่อตัดสินใจไปทำงานกับเพื่อนที่หาดป่าตอง จ.ภูเก็ต

               ปลายปี 2535 แสงอาทิตย์ที่กำลังอ่อนแสง "กูทเธอร์ ยุง" นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จากเมืองเอาก์สบูร์ก ประเทศเยอรมนี นั่งทอดสายตามองผู้คนที่พลุกพล่านบนชายหาด แม้วัยจะล่วงเลยมา 52 ปี แต่เขายังไม่เคยผ่านการแต่งงาน เดินทางมาท่องเที่ยวด้วยความชอบในเมืองไทย มาครั้งนี้ กูทเธอร์ ตั้งใจเต็มที่จะหาเนื้อคู่สาวไทย หากพบและถูกชะตาเขาจะขอใช้ชีวิตเป็นคู่สามีภรรยาตามที่ใจตั้งหวัง

               พลันสายตาเหลือบไปเห็นสาวไทยปั่นจักรยานเลาะเลียบไปตามชายหาด

               กูทเธอร์ เห็นหญิงสาวคนนี้มา 2-3 วันแล้ว ด้วยความสนใจจึงเดินตามไปจนพบจักรยานจอดอยู่หน้าร้านบาร์เล็กๆ เมื่อกูทเธอร์เดินไปหยุดตรงหน้าเคาน์เตอร์ ทันทีที่สบสายตา วิไลและกูทเธอร์ทั้งคู่ต่างบอกกับใจตัวเองว่านี่คือเนื้อคู่ และตั้งแต่วันนั้นทุกๆ เย็น ภาพของฝรั่งตัวโตปั่นจักรยานมีสาวไทยซ้อนท้าย หยอกล้อกันอย่างมีความสุขเป็นที่ชินตาของคนแถบนั้น

               หนึ่งปีต่อมา 9 กุมภาพันธ์ 2537 บรรยากาศที่บ้านโนนทรายทอง ต.สว่าง อ.พรรณนานิคม จ.สกลนคร ชาวบ้านต่างตื่นเต้น เมื่อทราบข่าวมีงานแต่งงาน และต้อนรับเขยฝรั่ง เสียงให้ศีลให้พร พิธีผูกข้อมือตามประเพณีแต่งงานพื้นบ้านอีสาน สร้างความประทับใจให้แก่ "กูทเธอร์ ยุง" ที่วันนี้เขาได้พบหญิงไทยเนื้อคู่ที่เขาตามหามาค่อนชีวิต หลังแต่งงานทั้งสองไปใช้ชีวิตที่ประเทศเยอรมนี

               "ประทับใจคนอีสานมากๆ มาผูกแขนให้ด้วยรอยยิ้ม แม้จะฟังภาษาไทยไม่ออก แต่รับรู้คำอวยพรที่อ่านได้จากสายตาอบอุ่นของชาวบ้านและญาติๆ เป็นงานแต่งงานที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะแห่งมิตรภาพ ดีใจมากที่ได้ภรรยาเป็นคนไทย"

               แม้จะผิดหวังบ้างที่วิไลไม่สามารถมีลูกได้ เพราะเธอมีปัญหาสุขภาพต้องตัดมดลูกทิ้ง แต่ด้วยความเข้าใจและความรักที่มีอยู่เต็มเปี่ยม ทำให้ทั้งคู่ครองความรักมาจนจะย่างเข้าปีที่ 20

               บทพิสูจน์รักแท้ที่พระเจ้าส่งมาทดสอบหัวใจของฝ่ายหญิงว่าจะแข็งแกร่ง มั่นคง ซื่อสัตย์กับรักแท้ที่ตัวเองเลือกแล้วหรือไม่ เมื่อช่วงปี 2546 กูทเธอร์ เริ่มล้มเจ็บจากอาการกระดูกทับเส้น มือเท้าสั่น จนถึงขั้นเดินไม่ได้ ต้องมีคนดูแลตลอด

               วิไลปรนนิบัติทำทุกอย่าง คอยป้อนข้าว อาบน้ำ และพูดคุยให้กำลังใจสามี แม้อนาคตจะไม่รู้แน่ว่าอาการของ กูทเธอร์ จะเป็นเช่นไร แต่เธอไม่เคยทอดทิ้งเขาในยามที่ลำบากสุดขีดเช่นนี้

               กูทเธอร์ เข้าใจสภาพของตัวเอง คิดเสมอว่าคงไม่หายเป็นปกติแน่นอน จึงคอยบอกวิไลให้ตัดสินใจออกไปเริ่มต้นชีวิต หรือแต่งงานใหม่ ซึ่งตัวเขาเองได้ทำพินัยกรรมแบ่งทรัพย์สินจำนวนหนึ่งให้ไว้วิไล แต่ขอเพียงอย่าทอดทิ้ง ให้คอยมาดูแลเป็นครั้งคราวเท่านั้นพอ แต่สิ่งที่เขาพร่ำพูดไม่ได้ทำให้วิไลทิ้งจากเขาไปไหน ยังเลือกที่จะใช้เส้นทางชีวิตร่วมกัน ด้วยความรู้สึกที่มีต่อกัน คำว่า รักแท้ ไม่ได้มาเพียงชั่วข้ามคืน ต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ และทั้งสองก็ได้รับคำตอบนั้นแล้ว

                สิบปีที่มีอาการเจ็บป่วย หลังจากรักษาตัวมาหลายปี เขาเริ่มอาการดีขึ้น เดินได้แต่ยังมีอาการมือสั่น ทั้งสองอาศัยอยู่ที่ประเทศเยอรมนี วิไลจะกลับมาเยี่ยมบ้าน หาพ่อแม่ปีละครั้งแล้วก็ต้องรีบกลับไปดูแลสามี วิไลซื้อที่ดินสร้างบ้านใหม่ให้พ่อแม่และน้องๆ อยู่อย่างสุขสบาย

               วันที่ 13 มีนาคม 2555 พ่อของวิไลเสียชีวิตด้วยโรคชรา กูทเธอร์ ยุง ได้เดินทางมาร่วมงาน มีชาวบ้านมาผูกแขนเรียกขวัญขอให้เขาหายป่วยมีสุขภาพแข็งแรง

               วันนั้นกูทเธอร์ถึงกับหลั่งน้ำตา บอกว่า "คิดถึงเมืองไทย ไม่ได้มาหลายปี คิดว่าจะไม่ได้มาเมืองไทยอีกแล้ว รักประเทศไทยมากๆ อาหารไทยอร่อย ประเพณีชาวอีสานมาผูกแขนให้ผม ให้ความอบอุ่นผม ญาติพี่น้องของวิไล ก็มาถามข่าวคราวมาให้กำลังใจ" กูทเธอร์น้ำตาไหล ซึ้งใจที่ทุกคนมาให้กำลังใจ พร้อมนั่งไหว้ขอบคุณทุกคนที่มาถามข่าวคราว มาผูกแขนให้

               ถึงแม้ว่าชีวิตทั้งคู่จะไม่มีลูก แต่ความรักสำคัญกว่าอื่นใด และไม่เป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิตร่วมกัน ความรักที่มั่นคงต่อกันไม่จำเป็นต้องมีโซ่ทองคล้องใจ นับเป็นคู่รักแท้ที่ยั่งยืนชั่วนิจนิรันดร์

 

 ............................

(ถึงป่วยหนัก ฉันก็จะขอดูแล : คอลัมน์เขยฝรั่ง สะใภ้อินเตอร์ : โดย...เรื่อง-ทวีป ศรีสุชาติ // เรียบเรียง-เสาวลักษ์ คงภัคพูน)