
มหันตภัยสารพิษภาคเกษตร-อาหาร
มหันตภัยสารพิษภาคเกษตร-อาหาร ไทยวิกฤติ-มะกันจ่อเยียดหมูเนื้อแดง : ดลมนัส กาเจ ... รายงาน
ท่ามกลางผู้คนทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญต่อสุขภาพ โดยเฉพาะการบริโภคอาหารที่ปลอดสารพิษนั้น แต่ประเทศไทยกลับสวนทาง มีการนำเข้าสารเคมีที่เป็นโทษต่อร่างกายอย่างมหาศาลเพื่อใช้ในภาคการเกษตร และอุตสาหกรรมแปรรูป ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรทั้งพืชผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ อาจจะมีการปนเปื้อนสิ่งเจือปน รวมถึงผลิตอาหารที่แปรรูปจากภาคการเกษตรด้วย
ข้อมูลจากสำนักงานการเกษตร ระบุว่า ประเทศไทยมีการนำเข้าสารเคมี เฉพาะภาคการเกษตรตั้งแต่ปี 2551 จำพวกสารจำกัดวัชพืช สารกำจัดแมลง สารป้องกันและกำจัดโรคพืช และสารเคมีอื่นๆ ปีละนับแสนตัน มูลค่ากว่า 1.9 หมื่นบาท อย่างปี 2555 มีการนำเข้าถึง 134,480 ตัน มูลค่า 19,379 ล้านบาท ขณะที่มีการนำเข้าสารชีวภาพอยู่ในหลักเพียง 21 ล้านบาทเท่านั้น
สอดคล้อดกับที่ นายมนตรี บุญจรัส กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยกรีน อะโกร จำกัด และประธานกรรมการชมรมเกษตรปลอดสารพิษ สะท้อนในรายการ "เกษตรทำกินกับคมชัดลึก" ช่วง "ภัยเกษตรกร" ทางสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม "คมชัดลึกทีวี" ออกอากาศเมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน 2556 ที่ผ่านมา ว่า ยาฆ่าแมลง หรือสารเคมีกำจัดศัตรูพืช คือวัตถุมีพิษที่นำมาใช้เพื่อป้องกัน กำจัดศัตรูพืช ซึ่งได้รับอนุญาตให้ใช้ได้บางชนิด หากสารเหล่านี้เข้าสู่ร่างกาย จะเกิดปฏิกิริยาทางเคมีกับเอนไซม์ในร่างกาย มีผลให้เกิดการขัดขวางการทำหน้าที่ตามปกติของระบบประสาท ทั้งในคนและสัตว์ ซึ่งสารพิษที่สะสมตกค้างมากับอาหารเหล่านั้น ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บในรูปแบบต่างๆ มากมาย ทั้งผลเสียทางตรงต่อผู้ที่นำไปฉีดพ่นในแปลง เรือกสวน ไร่นา ทำให้ปากเบี้ยว มือหงิก อัมพฤกษ์ อัมพาต เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ อีกทั้งภัยต่อผู้บริโภคทำให้เกิด มะเร็ง เซลล์ผิดปกติ โรคหัวใจ สารพิษสะสมในเลือด และอื่นๆ อีกมากมาย ฉะนั้นเวลาใช้ต้องทิ้งระยะให้สารหมดความเป็นพิษก่อนการเก็บเกี่ยว
นายมนตรียังระบุว่า ยังมีสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อร่างมนุษย์ที่ใช้ในวงการเกษตร และอุตสาหกรรมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสารเร่งเนื้อแดง เป็นสารกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์ ที่ใช้เป็นยารักษาหอบหืดในคน แต่มีผู้ลักลอบนำมาใช้ผสมในอาหารสุกรเพื่อเพิ่มเนื้อแดง และลดไขมัน สารบอแรกซ์ ผงกรอบ ผงเนื้อนิ่ม สารข้าวตอก และผงกันบูด หรือผงสีขาว ละลายน้ำได้ดี ไม่ละลายในแอลกอฮอล์ 95% มีการนำมาใช้ในทางอุตสาหกรรม และมีคุณสมบัติทำให้เกิดสารประกอบเชิงซ้อน กับสารประกอบอินทรีย์โพลีไฮตรอกซี เกิดเป็นสารหยุ่น กรอบ และเป็นวัตถุกันเสีย จึงมีการลักลอบนำมาผสมลงในอาหารหลายชนิด อาทิ เนื้อหมู ปลาบด ลูกชิ้น และผลไม้ดอง สารฟอร์มาลิน สารกันรา หรือกรดซาลิซิลิค ที่นำมาใช้เป็นวัตถุกันเสีย กันรา มีการลักลอบใส่ในน้ำผักผลไม้ดอง สารฟอกขาว หรือ สารโซเดียมไฮโดรซัลไฟต์ เป็นสารเคมีที่มีคุณสมบัติในการฟอกสีของอาหาร และยับยั้งการเจริญเติบโตของยีสต์ รา บัคเตรี มักจะถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีสีขาว เป็นต้น
ไม่เพียงแต่ในประเทศไทยที่มีการใช้สารเคมีภาคการเกษตร แม้ประเทศที่เจริญแล้วก็ยังมีการใช้เช่นกัน และประเทศเหล่านี้พยายามนำสินค้าเกษตรที่มีสารปนเปื้อนมาขายให้ประเทศไทยด้วย จะเห็นได้จากเมื่อหลายเดือนมีเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรหรือหมูของไทยกว่า 5,000 ราย เข้ายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อคัดค้านการนำเข้าจากสหรัฐอเมริกา และทราบว่าเนื้อหมูจากสหรัฐมีปริมาณสารแร็กโตปามีน ซึ่งสารเร่งเนื้อแดงชนิดหนึ่งที่ตกค้างในเนื้อหมูของสหรัฐ
กระนั้นมาถึงวันนี้ รศ.ดร.กานต์ สุขสุแพทย์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ระบุในบทความส่งมาที่ "คม ชัด ลึก" ซึ่งกอง บก.คม ชัด ลึก ขออนุญาตใช้เฉพาะบางตอนว่า ทางสหรัฐอเมริกาได้เร่งรัดรัฐบาลไทยผ่านกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเรียกร้องให้ไทยเปิดตลาดเนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์โดยอ้างว่าจะพยายามปรับค่าปริมาณสารแร็กโตปามีน หรือสารเร่งเนื้อแดงที่ตกค้างในเนื้อสุกรของสหรัฐให้สอดคล้องกับมาตรฐานโคเด็ก (Codex) เสมือนหนึ่งเป็นสัญญาณบีบคั้นให้ไทยจำต้องเปิดนำเข้าเนื้อสุกรสหรัฐ สร้างความกังวลใจแก่เกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องในแวดวงการผลิตสุกรเป็นอย่างมาก ล่าสุดกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรของไทยก็ออกมาประกาศพร้อมปกป้องอาชีพของตนเองอย่างถึงที่สุดทันที
"สหรัฐเป็นแหล่งผลิตสารเร่งเนื้อแดงที่สำคัญ ทั้งยังเป็นประเทศที่อนุญาตให้มีการใช้สารเร่งเนื้อแดงได้อย่างถูกกฎหมาย ขณะที่เนื้อสุกรของไทยมีมาตรฐานการผลิตและความปลอดภัยที่สูงกว่า ไม่เข้าใจว่า ในเมื่อมองเห็นอันตรายต่างๆ รออยู่ข้างหน้า เหตุใดรัฐบาลไทยจึงนำเอาสุกรไทยไปเป็นเครื่องมือต่อรองการค้ากับสหรัฐอีก ทั้งที่อันตรายต่อสุขภาพคนไทย" รศ.ดร.กานต์ กล่าว
นอกจากจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพคนไทยแล้ว รศ.ดร.กานต์ ยังมองว่าอันตรายต่ออาชีพเกษตรกรไทย เพราะคนไทยก็เลี้ยงสุกรเช่นกัน จะทำให้สุกรที่เลี้ยงในประเทศราคาตกต่ำ รวมถึงยังอันตรายต่อเศรษฐกิจชาติ เพราะการนำเข้าสุกรสหรัฐไม่เพียงอุตสาหกรรมเลี้ยงสุกรเท่านั้นที่จะได้รับผลกระทบ แต่จะมีผลเป็นลูกโซ่ต่อเนื่องไปถึงผู้ผลิตอาหารสัตว์ ยา และเวชภัณฑ์ ซึ่งถ้ารวมมูลค่าทั้งอุตสาหกรรมก็สูงถึงราว 8 หมื่นล้านบาท
จะเห็นได้ว่า การใช้สารเคมีนั้น หากรู้เท่าไม่ถึงการณ์จะส่งผลอันตรายอย่างยิ่งต่อสุขภาพของคนไทยและทั่วโลก ถึงเวลาแล้วยังที่คนไทยจะลดการใช้สารเคมีไว้เพียงเท่าที่จำเป็นเท่านั้น
-------------------------
(มหันตภัยสารพิษภาคเกษตร-อาหาร ไทยวิกฤติ-มะกันจ่อเยียดหมูเนื้อแดง : ดลมนัส กาเจ ... รายงาน)



