ไลฟ์สไตล์

'พลังงานไฟฟ้าต้องมั่นคง มีคุณภาพ ราคาเหมาะสม'

'พลังงานไฟฟ้าต้องมั่นคง มีคุณภาพ ราคาเหมาะสม'

05 ต.ค. 2556

'พลังงานไฟฟ้าต้องมั่นคง มีคุณภาพ ราคาเหมาะสม' : คอลัมน์สัมภาษณ์พิเศษ : สุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

               การแย่งชิงทรัพยากรพลังงาน ปัญหาสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ รวมถึงปัญหาราคาพลังงาน แก้ได้ด้วย "การจัดการพลังงาน"

               สุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ประกาศไว้ในวันเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าการ กฟผ. เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2556 ว่า "พลังงานไฟฟ้าต้องมีความมั่นคง มีคุณภาพ และราคาที่เหมาะสม" หลักการนี้กลายเป็นกรอบการพัฒนาไฟฟ้าในอนาคต รองรับความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้น จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ (จีดีพี) และการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปลายปี 2558

               แม้นโยบายเร่งด่วนของผู้ว่าการ กฟผ.จะมีแนวทางชัดเจนในการพัฒนาโรงไฟฟ้าใหม่ และระบบส่งไฟฟ้า เพื่อเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าภายใต้หลักการสร้างสมดุลทางพลังงาน รวมถึงให้ความสำคัญกับงานวิจัยและพัฒนาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน อีกแนวทางที่ กฟผ.ต้องดำเนินการควบคู่กันไปอย่างต่อเนื่อง คือ

               "การรณรงค์สร้างจิตสำนึกให้ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน หรือลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เพื่อให้มีการใช้ทรัพยากรพลังงานอย่างคุ้มค่า"

                ผู้ว่าการ กฟผ.กล่าวว่า การแย่งชิงทรัพยากรพลังงานระหว่างประเทศ ปัญหาสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ รวมถึงปัญหาราคาพลังงาน ความสามารถในการแข่งขันเชิงเศรษฐกิจ ล้วนเป็นผลพวงของการผลิตและการใช้พลังงานทั้งสิ้น "การจัดการพลังงาน" โดยเฉพาะภาคไฟฟ้า นับเป็นแนวทางแก้ปัญหาเบื้องต้นในทุกเรื่อง หากทุกภาคส่วนดำเนินการในเรื่องนี้อย่างจริงจัง จะเกิดประโยชน์ต่อทุกภาคส่วน สร้างความมั่นคงด้านเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และที่สำคัญคือ การลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม

                "กฟผ. ในฐานะผู้ผลิต และผู้ใช้ไฟฟ้า ได้ตระหนักดีในเรื่องเหล่านี้ จึงดำเนินงานการจัดการด้านการใช้ไฟฟ้า (Demand Side Management : DSM) อย่างจริงจัง นับจากเปิดโครงการเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2536 จนถึงปัจจุบัน โดยนำหลักการ 3 อ. ได้แก่ อ.อุปกรณ์ อ.อาคาร และ อ.อุปนิสัย มาเป็นแกนหลัก ครอบคลุมกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้า ทั้งภาคที่อยู่อาศัย ภาคธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรม"

               อ.อุปกรณ์ พัฒนาประสิทธิภาพอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าให้ประหยัดพลังงาน และใช้สัญลักษณ์ "ฉลากประหยัดไฟ เบอร์ 5" เป็นสื่อในการรณรงค์เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของคนไทยทั้งประเทศ 

               อ.อาคาร ส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีประหยัดพลังงานในภาคธุรกิจ และอุตสาหกรรม ด้วยแนวคิด "ลดพลังงาน ลดโลกร้อน" กฟผ.ใช้วิธีการผสมผสานมาตรการประหยัดพลังงานหลากหลายวิธี ทั้งอาคารเก่า และอาคารใหม่ ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ทำให้ธุรกิจสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก รวมถึงสนับสนุนและแสวงหาเทคโนโลยีการประหยัดไฟฟ้า และบริหารการใช้ (Load Management) เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้บริโภค และประเทศโดยรวม นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้มีการใช้นวัตกรรมที่ช่วยลดการใช้จ่ายด้านพลังงาน ทั้งระบบแสงสว่าง ระบบปรับอากาศ และระบบถ่ายเทความร้อน เพื่อจัดทำรายงานการตรวจวิเคราะห์การใช้พลังงานเบื้องต้น พร้อมทั้งกำหนดเป้าหมายและแผนอนุรักษ์พลังงานให้แก่ผู้ประกอบการ

               อ.อุปนิสัย มาตรการที่มุ่งเน้นการสร้างจิตสำนึกประหยัดไฟฟ้า ถือเป็นแนวทางอนุรักษ์พลังงานอย่างยั่งยืน กฟผ.ได้รณรงค์และสนับสนุนให้ประชาชนใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัด และมีประสิทธิภาพ โดยใช้ความสมัครใจ ไม่มีการบังคับ มาตรการที่นำมาใช้นั้น มุ่งเน้นการจูงใจ และส่งเสริมการประหยัดพลังงานรูปแบบต่างๆ พร้อมทั้งสนับสนุนการพัฒนาตลาดอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง และจัดกิจกรรมส่งเสริมตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ติดฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5

                ขณะเดียวกันมีการรณรงค์โฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อสาธารณะ และลงไปในพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้เข้าถึงทุกกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้า ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ธุรกิจเอกชน ภาคอุตสาหกรรม รวมถึงประชาชนภาคที่อยู่อาศัย เพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติ และปลุกจิตสำนึกด้านการประหยัดพลังงานและลดการใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น มุ่งเน้นสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน

                สำหรับในหน่วยงานภาครัฐบาล กฟผ.ทำเป็นตัวอย่างหลายโครงการ อาทิ การเปลี่ยนหลอดผอมเบอร์ 5 ในศาลากลางจังหวัดทั่วประเทศ รณรงค์ล้างเครื่องปรับอากาศในฤดูร้อน เป็นต้น การรณรงค์ให้ประชาชนประหยัดพลังงาน กฟผ.ได้ดำเนินการให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ด้วยการสร้างองค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์พลังงานแก่เด็ก เยาวชน ผ่านโครงการห้องเรียนสีเขียว ซึ่งขณะนี้มีอยู่ 414 โรงเรียน มีนักเรียนที่ผ่านกระบวนการเรียนรู้จากห้องเรียนสีเขียวไปแล้วกว่า 2 ล้านคน ซึ่งถือเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของชาติในระยะยาว

                ผู้ว่าการ กฟผ.กล่าวด้วยว่า การสร้างจิตสำนึกการประหยัดพลังงาน เป็นสิ่งสำคัญที่ กฟผ.ไม่มองข้าม โดยพยายามเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่สำคัญคือ "เด็กและเยาวชน" ซึ่งเมื่อปี 2541 กฟผ.จัดโครงการเสริมสร้างทัศนคติด้านการอนุรักษ์พลังงานแก่เด็กและเยาวชน ตั้งแต่ระดับอนุบาล จนถึงระดับมัธยมศึกษาให้มีนิสัยรักษ์พลังงาน ภายใต้ "โครงการห้องเรียนสีเขียว" ผ่านความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ และสำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร เพื่อจัดทำหลักสูตรการประหยัดพลังงาน สอดแทรกเข้าไปในวิชาเรียน

               "ขณะเดียวกันได้จัดประเมินผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับปรุงโครงการห้องเรียนสีเขียวให้ดียิ่งขึ้น จนถึงปัจจุบันมีนักเรียนที่ผ่านกระบวนการเรียนรู้จากห้องเรียนสีเขียวไปแล้วกว่า 2 ล้านคน มีการขยายผลไปยังชุมชนใกล้เคียง 414 โรงเรียน สร้างเครือข่ายรักษ์พลังงานกับห้องเรียนสีเขียว มากกว่า 900 โรงเรียน และต่อยอดโครงการห้องเรียนสีเขียวอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2552 กฟผ.เข้ารวมงานอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมในทุกระบบของโรงเรียน ยกระดับห้องเรียนสีเขียว สู่โรงเรียนสีเขียว จนถึงปี 2556 มีโรงเรียนสีเขียวทั่วประเทศ ไม่น้อยกว่า 90 โรงเรียน"

               การสร้างองค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์พลังงานแก่เด็กเยาวชน กฟผ. ถือเป็นการลงทุนในระยะยาว เพื่อทำให้อนาคตของชาติมีจิตสำนึกเรื่องการใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า ถือเป็นการอนุรักษ์พลังงานอย่างยั่งยืน

               
................................

('พลังงานไฟฟ้าต้องมั่นคง มีคุณภาพ ราคาเหมาะสม' : คอลัมน์สัมภาษณ์พิเศษ : สุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.))