ไลฟ์สไตล์

ร้านสะดวกซื้อ 'เกษตรเขียว'

ร้านสะดวกซื้อ 'เกษตรเขียว'

05 ต.ค. 2556

ร้านสะดวกซื้อ 'เกษตรเขียว' เพื่อคนทำเกษตรอินทรีย์ : คอลัมน์คุยนอกกรอบ : โดย...สินีพร มฤคพิทักษ์

               เวลาพูดถึงเกษตรอินทรีย์ เรามักถึงกลุ่มผู้บริโภคระดับกลางถึงบนที่ใส่ใจในสุขภาพ เป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม ที่มีกำลังซื้อ

                ขณะที่เกษตรกรผู้ผลิตต้องมีความประณีต ทุ่มเท และเป็นพหูสูตร ต้องลงมือทำเองทุกอย่าง ทั้งปุ๋ยอินทรีย์ สารสกัดชีวภาพ จุลินทรีย์กำจัดศัตรูพืช สมุนไพรรักษาสัตว์ ฯลฯ

                หลายคนจึงรามือ และหันไปใช้ปุ๋ยเคมี เพราะสะดวก และเหนื่อยน้อยกว่า

                หากว่ามีคนผลิตปุ๋ยอินทรีย์พร้อมใช้ สนนราคาเพียง 2/3 ของปุ๋ยเคมี แถมร้านขายตั้งอยู่ในหมู่บ้าน ชนิดที่ว่าเดินไม่กี่ก้าวก็ถึงร้าน คุณว่าน่าสนใจไหม?

                นี่ไม่ใช่เรื่องฝันเฟื่อง ร้านสะดวกซื้อแบบนี้มีอยู่จริง ในชื่อ "ร้านเกษตรเขียว" เป็นหนึ่งในบริการของบริษัท นวัตกรรมชาวบ้าน จำกัด โดยความคิดริเริ่มของ นาวี นาควัชระ หรือ "แจ๊ค" ผู้ก่อตั้งเครือข่ายนวัตกรรมชาวบ้าน และผู้จัดการบริษัท นวัตกรรมชาวบ้าน ซึ่งตั้งอยู่ที่ อ.สะตึก จ.บุรีรัมย์ มีกิจกรรมครอบคลุมพื้นที่อีสานใต้สี่จังหวัด คือ นครราชสีมา ชัยภูมิ สุรินทร์ บุรีรัมย์

                คำจำกัดความของ "นวัตกรรมชาวบ้าน" คือ ความรู้ใหม่ ทดลองแล้วใช้ได้จริง และราคาไม่แพง

                การตั้งเครือข่ายนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้คนชนบทมีทางเลือกอยู่ได้และอยู่ดีในชนบท ไม่เฉพาะเกษตรกรรมเท่านั้น แต่รวมถึงเรื่องเครื่องยนต์ กลไก การประกอบอาชีพ

                บริษัทนวัตกรรมชาวบ้าน แบ่งภารกิจเป็นสองส่วนคือ 1.เครือข่ายนวัตกรรมชาวบ้าน 2.บริษัท นวัตกรรมชาวบ้าน จำกัด เป็นองค์กรคู่ขนานกัน

               เครือข่ายนวัตกรรมชาวบ้านเป็นองค์กรชุมชนทำงานด้านวิจัยและพัฒนา ก่อตั้งในปี 2548 มีภารกิจคือให้ชาวบ้านหันมาเรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์ ปัจจุบันมีสมาชิก 2,000 ครอบครัว

                ส่วนบริษัทนวัตกรรมชาวบ้าน ทำธุรกิจที่สร้างปัจจัยการผลิตต้นทุนต่ำ เพื่อชาวบ้านมีกำลังซื้อ ดังที่นาวีอธิบายว่า หากผลประกอบการบริษัทมีกำไร นำกำไร 50 เปอร์เซ็นต์ กลับไปที่เครือข่ายที่เป็นองค์กรชุมชน เพื่อเป็นทุนทำวิจัยและพัฒนาความรู้เพื่อเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อให้บริษัทหาตลาดและจำหน่าย แบ่งกำไร 50 เปอร์เซ็นต์ นำกลับมาลงทุนใหม่

                สมาชิกเป็นชาวบ้านในชนบท มีทั้งเกษตรกร ครู อบต. อาชีพอิสระ ก็เอาความรู้มาแชร์กันและมีผลตอบแทนให้ เช่น ในงานวิจัยและพัฒนาเช่น มีคนคิดค้นเครื่องสีข้าวขนาดเล็กต้นทุนต่ำ ช่วงแรกบริษัทให้ทุนทดลองผลิต หากจำหน่ายได้ก็จ้างผลิต โดยหาตลาดให้

               "บริษัทเราทำตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ต้นทางคือ ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ เมล็ดพันธุ์ ระหว่างที่เขาทำเราดูแลจัดการการผลิต รับรองมาตรฐาน รวมทั้งให้สินเชื่อ ให้เครดิต เอาวัตถุดิบไปก่อน ค่อยหักค่าใช้จ่ายตอนรับซื้อผลผลิต ถ้าฝนแล้ง ผลผลิตไม่ดี เกษตรกรใช้เงินคืนปีต่อไป"

               เพื่อให้เกษตรกรซื้อหาปัจจัยการทำเกษตรได้ง่ายขึ้น นาวีจึงตั้ง "ร้านเกษตรเขียว" ขึ้นมา

               รูปแบบของร้านคือ ขายปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ยอินทรีย์ เวลาเกษตรกรไปซื้อปุ๋ยเคมี ร้านค้าห่างจากบ้าน 20 กิโลเมตร ต้องเสียค่าน้ำมันขี่มอเตอร์ไซค์ออกจากบ้าน หรือนั่งรถโดยสารไป แต่ร้านเกษตรเขียวตั้งในหมู่บ้าน แค่เดินออกจากบ้านไม่กี่ก้าวก็ถึงร้านแล้ว

               หมายเหตุไว้นิดนะว่า ร้านนี้จำหน่ายเฉพาะปุ๋ยอินทรีย์ตราเกษตรเขียว (และสินค้าในเครือนวัตกรรมชาวบ้าน) ซึ่งราคาถูกกว่าปุ๋ยเคมีถึง 1 ใน 3

               โมเดลร้านนี้เขาได้แรงบันดาลใจมาจากร้านสะดวกซื้อ !

                แนวคิดแบบนี้คงหาคนเลียนแบบยาก เพราะคนทำ "ไม่คิด" ค่าแฟรนไชส์จากเจ้าของร้าน ไม่คิดเงินมัดจำหรือค่าใช้จ่ายใดๆ แม้แต่สินค้าก็ให้เครดิตล่วงหน้า ค่าป้าย หรือชั้นวางของ ชาวบ้านก็ไม่ต้องจ่าย บริษัทเอามาลงให้ แต่ทำสัญญากันไว้หน่อยว่า หากเลิกเป็นตัวแทนจำหน่ายต้องส่งคืนบริษัท

               "เราไม่ได้สร้างร้านใหม่ แค่เอาสินค้าไปวางลักษณะฝากขาย ปรับปรุงพื้นที่เล็กน้อย คัดเลือกคนที่สนใจทำ และอยู่ในทำเลที่ใช้ได้ เช่น อยู่หัวมุมของหมู่บ้าน เราลงทุนป้าย ชั้นวางของ เหมือนให้ยืม พอเลิกขายก็เอาคืน ของที่นำไปวางจำหน่ายเขาไม่ต้องจ่ายเงินก่อน ให้เครดิตเขา ชาวบ้านไม่มีทุนก็เปิดได้"

               "ชาวบ้านได้เปอร์เซ็นต์จากการขาย หรือส่วนต่าง เช่น สินค้าออกจากโรงงานหน่วยละ 25 บาท ขาย 30 บาท เขาได้ 5 บาทต่อหน่วย หักไปเลยและส่งต้นทุนคืนให้เรา...ทำให้ชาวบ้านที่ไม่มีเงินก้อนก็ทำกิจการได้ ถ้าเปิดร้านอย่างร้านสะดวกซื้อ ต้องมีเงินเท่าไร ของเราไม่ต้องจ่ายเลย"

               ปัจจุบันมีร้านเกษตรเขียว 7 แห่ง ใน 7 หมู่บ้าน ยอดขายต่อเดือนขึ้นกับทำเล และความสามารถในการขายของเจ้าของร้าน โดยยอดต่ำสุดอยู่ที่หลักหมื่น สูงสุดเกือบๆ แสนบาท

                "ผมคิดถึงจุดเด่นของเซเว่นอีเลฟเว่นว่า ขายสิ่งที่ชุมชนต้องการ เรามาคิดว่าชุมชนเกษตรกรต้องการอะไร ที่เขาต้องการคือปัจจัยการผลิต ปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ และแทบไม่เสียดายที่ต้องซื้อ ชนบทจะเป็นตลาดของนวัตกรรมชาวบ้าน"

               "ผมไม่สนใจตลาดข้างนอกเท่าไร ผมสนใจตลาดล่าง ถ้าเราเอาของไปขายข้างนอก แค่เพิ่มรายได้ให้เขา แต่ไม่ได้เพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้ ร้านเกษตรเขียวเราออกแบบเป็นร้านสะดวกซื้อ จำหน่ายปัจจัยการผลิต 70 เปอร์เซ็นต์ อีก 30 เปอร์เซ็นต์ เป็นผลิตภัณฑ์จากชุมชนต่างๆ เช่น สบู่ ยาสระผม เป็นของใช้ในชีวิตประจำวัน พวกนี้ซื้อมาลอตใหญ่วางขายที่ร้าน ชาวบ้านก็ได้ใช้สินค้าชุมชนด้วย คนที่ขายผลิตภัณฑ์ชุมชนให้บริษัทก็มีรายได้ด้วย"

               ตั้งใจอย่างไรกับร้านเกษตรเขียว?

                "อยากกระจายให้ทั่วประเทศ ให้ทุกหมู่บ้านมีร้านนี้อยู่ แต่เราต้องบริหารจัดการขนส่งโลจิสติกส์ให้ดี"

                ส่วนปุ๋ยซึ่งเป็นสินค้าหลักได้รับการรับรองเกษตรอินทรีย์ด้วย มีกำลังการผลิตเดือนละ 120 ตัน และมีเพียงสองสูตร คือ เร่งการเจริญเติบโตสำหรับพืชปลูกใหม่ และสูตรบำรุงผลผลิต

                นอกจากนี้ยังมีเมล็ดพันธุ์ สารสกัดกำจัดศัตรูพืช ลูกหมู ลูกไก่ อาหารสัตว์ ทุกอย่างเป็นอินทรีย์ เรียกว่าถ้าไม่อยากลงมือเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าว หรือทำปุ๋ยเอง ก็หาซื้อแบบสำเร็จรูปได้จากร้านค้าแห่งนี้

                เพราะเป้าหมายของเขาคือ ต้องการอำนวยความสะดวก และสร้างทางเลือกให้แก่เกษตรกร 

               "กิจการที่ผมทำคือ สร้างทางเลือก คุณจะทำเคมีก็แล้วแต่ แต่ถ้าทำอินทรีย์คุณเลือกได้ว่าถูกกว่า ประหยัดกว่า"

               รายไหนซื้อปุ๋ยเยอะ เช่น ซื้อปุ๋ย 10-20 กระสอบ ต้องการที่ปรึกษา เขามีออปชั่นเสริมให้ด้วย คือ มีนักวิชาการไปให้บริการถึงที่นา โดยไม่มีค่าใช้จ่าย !

               "จริงๆ เราบวกไปในค่าปุ๋ยอินทรีย์แล้ว (หัวเราะ) คือกิจการมันต้องอยู่ได้เนอะ แต่ถึงบวกแล้วราคาปุ๋ยอินทรีย์ก็ยังถูกกว่าเคมีถึง 1 ใน 3"

               ลืมบอกไปว่า วัตถดิบทั้งหมดนั้นมาจากเครือข่ายสมาชิก ที่ผลิตและขายให้บริษัท ทั้งหมดต้องสำรวจที่มาได้ว่า เพาะปลูก หรือเป็นปศุสัตว์แบบอินทรีย์

               "อย่างปุ๋ย ชาวบ้านป้อนวัตถุดิบมาให้ บริษัทเรามีโรงงาน เครื่องจักร ผสมและแปรรูป เราเห็นปราชญ์ชาวบ้านเหมือนซูเปอร์แมน ทำทุกอย่างตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ แต่เกษตรกรทั่วไปไม่ใช่แบบนั้น เราต้องเข้าใจว่าทำไมเขาใช้ปุ๋ยเคมี เพราะมันสะดวก เขาจะได้มีเวลาพักผ่อน ทำกิจกรรมอื่นๆ ได้"

               "ถ้าเราเห็นพฤติกรรมเกษตรกรส่วนใหญ่เป็นอย่างนี้ ทำไมเราไม่ทำให้เกษตรอินทรีย์สะดวกสบายเหมือนทำเคมีเล่า แต่สิ่งที่ผมทำคือ พยายามให้สะดวกกว่าทำเกษตรเคมี และต้นทุนต่ำกว่าด้วย"

                หรือเมล็ดพันธุ์ข้าวก็อาศัยเกษตรกรเป็นคนเก็บ มีการขอมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ บริษัททำหน้าที่รับซื้อมาแล้วกระจายออกไป

                "การเก็บเมล็ดพันธุ์ต้องเป็นเกษตรกรที่มีความประณีตมาก เอาคนกลุ่มนี้มาผลิตเมล็ดพันธุ์ให้เรา สำหรับเกษตรกรจำนวนมากไม่ได้เก็บเมล็ดพันธุ์เอง"

               ส่วนลูกหมู ลูกไก่ ก็เป็นเกษตรกรในเครือข่ายเช่นกัน นาวีอธิบายว่า เกษตรกรไม่ได้ถนัดทุกอย่าง บางคนถนัดด้านปศุสัตว์ บ้างก็ถนัดเรื่องเมล็ดพืช ก็ให้เขาทำในสิ่งที่ถนัด

               "เรามีเครือข่ายที่ซัพพลายวัตถุดิบค่อนข้างเยอะ ประมาณ 500 กว่าครอบครัว บางคนส่งปุ๋ย ส่งเมล็ดพันธุ์  บางคนผลิตข้าวอินทรีย์"

                ด้วยวิธีการข้างต้นทำให้คนสนใจทำเกษตรอินทรีย์มากขึ้น?

                "ครับ และมีกลุ่มใหม่เข้ามาเรื่อยๆ ผมมองว่า กำลังการซื้อหรือกำลังการบริโภคในชนบทไม่น้อยนะ เพียงแต่ว่าชุมชนเขาอยู่ห่างกัน คนที่ซื้อมีทั้งที่เป็นข้าราชการ อบต. อาชีพอิสระก็เยอะ คนเหล่านี้มีความต้องการในการบริโภค แต่ไม่ต้องการบริโภคของแพง เกษตรอินทรีย์พอมาถึงกรุงเทพฯ แพงไม่รู้กี่เท่าเลย"

               "ถ้าเราบริหารจัดการต้นทุนให้ดี จริงๆ เกษตรอินทรีย์ไม่แพงอย่างที่เห็น (หัวเราะ) ที่แพงเพราะต้องเป็นมาตรฐาน เกษตรกรต้องจ่ายค่ารับรองตรวจมาตรฐานปีละเป็นแสนบาท ค่าขนส่งอีก ผมมองว่าเราอาจแบ่งเป็นเกรดก็ได้ อย่างในชนบท ไม่ต้องขายแพงมาก ข้าวไม่จำเป็นต้องสีเดียวกันเป๊ะทุกเมล็ด อาจมีข้าวกล้องราคาไม่ต่างจากข้าวขาว ส่วนเกรดดีมากๆ ก็ขายในเมือง"

               เดี๋ยวนี้คนชนบทนิยมกินข้าวกล้อง?

               "กิน แต่มันหายาก เขามองว่า หากขายข้างนอกได้ราคาแพงกว่า บางทีทำสัญญากับลูกค้าไว้ พอผลิตได้ก็ส่งออกข้างนอกหมด คนในชุมชนอยากกินแต่ไม่ได้กิน นี่คือวิธีการแก้ปัญหา แบ่งเป็นเกรดไป เกรดดีมากๆ ก็ส่งขายในเมือง ส่วนที่ไม่ต้องรับรองมาตรฐานก็ขายไม่แพง ราคาเท่าๆ กับที่เขาปลูกเคมี" นาวีตอบกลั้วหัวเราะ พร้อมยกตัวอย่างว่า

                ข้าวกล้องหน้าโรงงาน ราคากิโลกรัมละ 50-55 บาท เป็นข้าวกล้องสีต่างๆ ดำ แดง ราคาขนาดนี้เขาบริโภคได้ ตามโรงสีที่เขาทำขาย 60-65 บาท สำหรับเกรดที่เราขายในชนบท ไม่ใช่เกรดไม่ดีนะ แต่ไม่ต้องคัด

               โครงการต่อไปคือ ทำ "ฟาร์มแมลงอินทรีย์" เพื่อนำมาแปรรูปเป็นขนมอบกรอบโปรตีนสูง ให้แก่เด็กชนบท

                วิธีการคือนำแมลง (อินทรีย์) มาทำเป็นผงๆ ไม่ให้เห็นเป็นรูปแมลง นำมาผสมกับข้าวกล้อง ทำเป็นคำๆ ให้เด็กกิน

               "เด็กชนบทกินขนมถุง ไม่มีคุณค่าทางอาหารเท่าไร เราใช้ข้าวอินทรีย์ตกเกรด ข้าวหัก ทำเหมือนเป็นข้าวพอง ผสมผงแมลง กลายเป็นขนมที่มีวิตามินแร่ธาตุจากข้าวกล้อง และโปรตีนจากแมลง"

               คาดว่าจะขายได้?

               "ภาคอีสานไม่น่ามีปัญหา แต่ภาคอื่นไม่แน่ใจ เรากำลังทดลองวิธีการเลี้ยงอยู่ แมลงที่เราเห็นเขาทอดขายกัน เลี้ยงด้วยอาหารไก่ในอุตสาหกรรม ซึ่งมีเคมีบ้าง แมลงที่ถูกเลี้ยง (ไม่ได้ดักจับจากธรรมชาติ) คือจิ้งหรีดเล็ก-ใหญ่ แมลงป่อง

               "ให้ชาวบ้านทำฟาร์มโดยกันพื้นที่สองงาน พืชที่ปลูกในบริเวณนั้นต้องเป็นอินทรีย์ทั้งหมด เช่น ใบหม่อน ยอดใบสำปะหลัง แมลงกินแต่พืชปลอดสารเคมี การเติบโตช้าของแมลงช้ากว่า 15 วัน ผมเองมองว่ายอมรับได้ เราให้เกษตรกรทำฟาร์มย่อยๆ และประกันราคารับซื้อ จากนั้นนำมาที่โรงงานบดเป็นผง ผสมข้าว ทำเป็นข้าวพอง

                เกี่ยวกับแมลงมีอาจารย์ด้านกีฏวิทยาที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นให้คำปรึกษา ส่วนการปรุงรสทำสูตรขนมให้อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตท่านหนึ่งให้คำแนะนำ

                ทิศทางของบริษัทในอนาคต? นาวีตอบว่า จะเติบโตต่อไป ไม่เฉพาะตัวกิจการ แต่รวมทั้งแนวทาง และวิธีการทำงานด้วย

                "ตั้งแต่ต้นที่ทำงานมา วิธีคิด วิธีการทำงาน มีวิวัฒนาการไปเรื่อยๆ ผมคิดว่าเราไม่ได้มองแค่เกษตรอินทรีย์ แต่มองถึงการค้าขาย เช่น การเป็นร้านเกษตรเขียวเป็นวิธีการหนึ่ง หรือแมลงอินทรีย์ เป็นอีกวิธีหนึ่ง มันต่อยอดความรู้ไปได้อีก ผมคาดหวังว่ามันจะกระจาย ช่วยยกคุณภาพชีวิตคนทั่วประเทศและข้ามประเทศด้วย ต้อนรับเออีซีกับเขาบ้าง"

                คงต้องลุ้นให้ร้านเกษตรเขียวมาถึงภาคกลาง เผื่อจะมีแรงจูงใจทำเกษตรอินทรีย์กับเขาบ้าง !

 ..................................

(ร้านสะดวกซื้อ 'เกษตรเขียว' เพื่อคนทำเกษตรอินทรีย์ : คอลัมน์คุยนอกกรอบ : โดย...สินีพร มฤคพิทักษ์ )