
เอ็มโอยูเมียนมาร์-ไทยครั้งแรก!
เอ็มโอยูเมียนมาร์-ไทยครั้งแรก!จัดการปัญหาสาธารณสุขร่วมกัน : โดย...เรื่อง : พวงชมพู ประเสริฐ/ภาพ : สารนิเทศ สธ.
เป็นที่ทราบกันดีว่าแรงงานพม่าเข้ามาทำงานในประเทศไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะตามหัวเมืองใหญ่ เช่น หาดใหญ่ ภูเก็ต ระนอง เชียงใหม่ และสมุทรสาคร ส่งผลให้การเข้าใช้บริการสาธารณสุขที่โรงพยาบาลไทยของแรงงานเหล่านี้มากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งหากเป็นแรงงานที่เข้ามาอย่างถูกกฎหมายจะต้องซื้อบัตรประกันสุขภาพในราคา 1,300 บาท แต่มีกลุ่มที่เข้ามาแบบหลบๆ ซ่อนๆ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) คาดว่ามีแรงงานต่างด้าวนอกระบบและผู้ติดตามประมาณ 2-3 ล้านคน โดยโรงพยาบาลไทยก็ให้บริการเช่นกันตามหลักสิทธิมนุษยชน จนเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่โรงพยาบาลหลายแห่งต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไว้เอง
สำหรับในปี 2556 สธ.ได้ออกประกาศกำหนดให้แรงงานต่างด้าว และครอบครัวหรือผู้ติดตามที่เข้ามาในประเทศไทยและไม่มีประกันสังคม ซื้อบัตรประกันสุขภาพ ผู้ใหญ่ในอัตรา 2,800 บาทต่อปีรวมค่าตรวจสุขภาพด้วย และเด็กอายุต่ำกว่า 7 ปี วันละ 1 บาทรวมปีละ 365 บาท ส่วนต่างด้าวที่รอสิทธิ์เข้าสู่ระบบประกันสังคม จะขายให้ในราคา 1,150 บาทมีผลคุ้มครอง 3 เดือน เริ่มขายบัตรพร้อมกันทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2556 เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงเกิดโรคติดต่อในไทย
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 20 กันยายน นับเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยและสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์มีการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือหรือเอ็มโอยู (MOU : Memorandum Of Understanding on Health Cooperation) ด้านสาธารณสุข 7 สาขา ซึ่งเป็นการรับรองผ่านรัฐบาล 2 ประเทศ โดยนพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ.) ของประเทศไทย และศ.พี เธท คิน รมว.สธ.เมียนมาร์ ที่เมืองมัณฑะเลย์ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ หลังจากที่ก่อนหน้านี้เป็นเพียงความร่วมมือธรรมดาเท่านั้น
การเซ็นเอ็มโอยูมีอายุ 5 ปี จากนี้ทั้ง 2 ประเทศจะจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมกัน (Joint Action Plan) ระหว่างพ.ศ. 2556-2558 เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 รูปแบบของความร่วมมือประกอบด้วย การแลกเปลี่ยนข้อมูล การพัฒนาบุคลากร อาทิ การฝึกอบรม การศึกษาดูงาน และการศึกษาวิจัยร่วมกัน เช่น การแพทย์พื้นบ้านและสมุนไพร เป็นต้น
เหนืออื่นใด การเซ็นเอ็มโอยูในครั้งนี้ มีการบรรจุเรื่อง การพัฒนาระบบบริการสุขภาพสำหรับแรงงานต่างด้าว ประชากรแนวชายแดนด้วย ถือเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งและที่ผ่านมา 2 ประเทศไม่เคยมีความร่วมมือกันอย่างเป็นทางการในเรื่องนี้มาก่อน
“ในอนาคตสิ่งที่ต้องการจะทำร่วมกัน คือ การมีหลักประกันสุขภาพในประเทศเมียนมาร์ ซึ่งจากการหารือกัน พบว่าเมียนมาร์ยังขาดเรื่องหน่วยบริการพยาบาลบริเวณพรมแดนมาก อยากให้ไทยช่วย เพราะปัจจุบันพม่าข้ามมารักษาในไทยมาก กลายเป็นภาระของไทยพอสมควร โดยกำลังจะเจรจากันว่าในเรื่องการพัฒนาและสร้างศูนย์บริการในเขตประเทศเมียนมาร์ โดยไทยจะช่วยในเรื่องการพัฒนาบุคลากร จากนั้นค่อยๆ ขยับจากศูนย์บริการเป็นโรงพยาบาลต่อไป ประเทศไทยก็จะลดภาระจากการที่เป็นหน่วยตรวจขั้นแรกเป็นเพียงโรงพยาบาลให้คำปรึกษาเท่านั้น เป็นแผนแก้ปัญหาระยะยาว” นพ.ประดิษฐกล่าว
ศ.พี เธท คิน รมว.สธ.สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาประชาชนตามแนวชายแดน รัฐบาลเมียนมาร์ไม่ได้ดูแลมากนัก เนื่องจากปัญหาทางด้านการเมือง แต่ปัจจุบันเมื่อเมียนมาร์มีข้อตกลงสันติภาพ ตั้งแต่นี้ประชาชนชายแดนจะได้รับการดูแลรักษาเท่าเทียมกับประชาชนในพื้นที่เขตเมือง โดยปกติเมียนมาร์มีโรงพยาบาลคู่ในจังหวัดที่ตรงข้ามไทย ได้แก่ ทวาย-กาญจนบุรี, ท่าขี้เหล็ก-เชียงราย, เกาะสอง-ระนอง, เมียวดี-แม่สอด ซึ่งจะมีการพัฒนาบุคลากร อุปกรณ์ทางการแพทย์ อบรมและแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกัน ซึ่งโรคแนวชายแดนที่พบมีทั้งวัณโรค เอชไอวี/เอดส์และมาลาเรีย
เรื่องการจัดตั้งหลักประกันสุขภาพของประเทศเมียนมาร์นั้น ศ.พี เธท คิน กล่าวว่า เมียนมาร์อาจต้องใช้เวลาอีกประมาณ 20 ปี ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาประสบการณ์จากประเทศต่างๆ และจัดทำโรดแม็พและรอความพร้อมทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ใช่เรื่องประเมินว่าจะต้องใช้เงินจำนวนเท่าไหร่ แต่เป็นเรื่องความพร้อมทางเศรษฐกิจของประเทศ
ในแง่ของการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรค เป็นอีกเรื่องสำคัญ นพ.โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า มีความร่วมมือกันพัฒนาโรงพยาบาล 4 คู่แฝด จะเน้นในเรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ในเรื่องการอบรมบุคลากรของพม่า การแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องเครื่องมือทางการแพทย์ ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยจะสามารถสนับสนุนงบประมาณบางส่วนให้เมียนมาร์ในการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ โดยจะเป็นหน้าที่ของกระทรวงต่างประเทศในการดำเนินการว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่
ทั้งนี้ สิ่งที่ประเทศไทยต้องการจากประเทศเมียนมาร์ คือ "ข้อมูล" เนื่องจากโรคชายแดนไทย-พม่า ไม่ได้มีเพียงโรคเอดส์ วัณโรค และมาลาเรีย หรือปัญหาดื้อยาต่างๆ แต่ยังมีโรคอื่น อย่างไข้เลือดออก โรคเท้าช้าง ซึ่งหากไทยทราบข้อมูลอัตราการป่วย หรือการเกิดโรค ก็สามารถนำมาใช้เป็นข้อมูลป้องกันการระบาดของโรคในประเทศไทยได้ด้วย
.......................
ความร่วมมือด้านสาธารณสุข 7 สาขา
1.การเฝ้าระวังโรค
2.การควบคุมมาตรฐานอาหารและยา
3.การแพทย์พื้นบ้าน
4.การควบคุมผลิตภัณฑ์ยาและเครื่องสำอาง
5.การควบคุมโรคติดต่อและโรคติดต่ออุบัติใหม่ โดยเฉพาะโรคระบาดข้ามเขตแดน
6.การส่งเสริมสุขภาพ
7.การพัฒนาระบบบริการสุขภาพสำหรับแรงงานต่างด้าว ประชากรแนวชายแดน
.......................
(เอ็มโอยูเมียนมาร์-ไทยครั้งแรก!จัดการปัญหาสาธารณสุขร่วมกัน : โดย...เรื่อง : พวงชมพู ประเสริฐ/ภาพ : สารนิเทศ สธ.)



