
ดัชนีหอย!ยามเสื่อมมนต์ที่เมืองคนดี
ดัชนีหอย!ยามหอยเสื่อมมนต์ที่เมืองคนดี : สุวรรณี บัณฑิศักดิ์รายงาน
“อ่าวบ้านดอน” เป็นอ่าวย่อยของอ่าวไทย มีความยาวชายฝั่ง 120 กิโลเมตร มีพื้นที่ 695 ตารางกิโลมเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 6 อำเภอของ จ.สุราษฎร์ธานี ได้แก่ อ.ไชยา อ.ท่าฉาง อ.พุนพิน อ.เมือง อ.กาญจนดิษฐ์ และอ.ดอนสัก มีลักษณะเป็นเวิ้งน้ำขนาดใหญ่และเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำระดับนานาชาติ มีความอุดมสมบูรณ์สูงเนื่องจากรับน้ำจืดจากแม่น้ำตาปีและอีก 19 ลำคลอง ไหลลงสู่อ่าว ผสมผสานกับน้ำทะเลจนกลายเป็นน้ำกร่อย มีระดับความเค็มต่ำ มีตะกอนแร่ธาตุสูง ประกอบกับมีป่าชายเลนตลอดแนวชายฝั่ง ทำให้เหมาะเป็นทั้งแหล่งเพาะพันธุ์ ที่อยู่อาศัย ที่หลบภัยและแหล่งอาหารของสัตว์น้ำ ปัจจุบันอ่าวบ้านดอนเป็นขุมทรัพย์สัตว์น้ำนานาชนิด อาทิ ปลาดุกทะเล ปากกดทะเล ปูม้า ปูทะเล ปูแสม หอยนางรม หอยแมลงภู่ หอยลาย หอยตลับขาว หอยไฟไหม้ และยังเป็นแหล่งผลิตหอยแครงที่สำคัญของประเทศด้วย
ปัจจุบันอ่าวบ้านดอนประสบปัญหาหลายอย่าง เช่น พื้นที่ป่าชายเลนลดลง แหล่งหญ้าทะเลซึ่งเป็นทั้งอาหารและที่หลบภัยของสัตว์ทะเลหายไป คุณภาพน้ำเสื่อมโทรม สัตว์น้ำในธรรมชาติลดจำนวน ส่วนสัตว์น้ำที่เลี้ยงเองก็โตช้า ไม่ได้ขนาด ปัญหาเหล่านี้เกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งจากการที่มนุษย์ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ การทำประมงที่ผิดวิธีหรือมากเกินกำลังผลิต การปล่อยน้ำเสียลงสู่อ่าวบ้านดอน ฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลง และภัยธรรมชาติ
นายสมชาย สินมา เจ้าของสินมานะฟาร์มสเตย์ ซึ่งเป็นฟาร์มเลี้ยงหอยแครงและหอยนางรมใน อ.กาญจนดิษฐ์ เล่าให้ฟังว่า หลังเกิดเหตุน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 ส่งผลให้น้ำจืดจำนวนมากไหลสู่อ่าวบ้านดอน คอกหอยที่อยู่บริเวณปากน้ำได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง หลายรายถึงกับต้องเลิกกิจการ “สภาพน้ำที่มีระดับมลพิษสูงขึ้นยังส่งผลต่อการเจริญเติบโตของหอยด้วย เมื่อก่อนผมใช้เวลาเพียงปีกว่าในการเลี้ยงหอยนางรม หอยก็โตได้ขนาดพอที่จะจำหน่ายและบริโภคได้แล้ว แต่ตอนนี้ต้องใช้เวลาถึง 2 ปี กว่าจะได้ขนาดที่ต้องการ” คุณภาพน้ำไม่เพียงส่งผลต่อการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำ แต่ยังส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้บริโภคด้วย
ผศ.ดร.พงษ์เทพ วิไลพันธ์ หัวหน้าโครงการวิจัย “การประเมินคุณภาพและความปลอดภัยตลอดห่วงโซ่การผลิตของหอยนางรม (Crassostrea Belcheri) จากบริเวณอ่าวบ้านดอน จ.สุราษฎร์ธานี” กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า หอยนางรมจะกินอาหารที่อยู่ในแหล่งน้ำโดยการกรองกิน ทำให้สิ่งต่างๆ ที่ล่องลอยอยู่ในแหล่งน้ำ เช่น แพลงตอน สารชีวพิษ แบคทีเรีย โลหะหนัก ยาฆ่าแมลง และยาปฏิชีวนะ สามารถเข้าไปสะสมอยู่ในตัวหอยได้ เมื่อมนุษย์นำมาบริโภคสดก็ย่อมได้รับสารปนเปื้อนเหล่านี้ไปด้วย ดังนั้นสุขอนามัยของฟาร์มเพาะเลี้ยงหอยจึงมีความสำคัญมาก
งานวิจัยชิ้นดังกล่าวไม่เพียงชี้ให้เห็นปัญหา แต่ยังเสนอแนวทางการบริหารจัดการที่เหมาะสมเพื่อทำให้หอยนางรมสุราษฎร์ธานียังคงคุณภาพด้านความสด และปลอดภัยสำหรับการบริโภคในตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิต เพื่อนำไปสู่ระบบการผลิตหอยนางรมที่ปลอดภัย ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากภาคีชุมชน สังคม ผู้เลี้ยงและชาวประมง รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ และการดำเนินการจะประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ต้องนำแนวทางปฏิบัติจากงานวิจัยไปใช้อย่างจริงจังและสม่ำเสมอ โดยไม่อาจผลักความรับผิดชอบให้กับภาคส่วนใดได้
ผศ.ดร.ประโยชน์ คุปต์กาญจนากุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ได้กล่าวถึงภาพรวมของงานวิจัยในชุดโครงการเอบีซี ว่า สามารถฉายภาพให้เห็นอย่างเด่นชัดใน 3 ส่วนด้วยกัน คือ 1.ฉายภาพข้อมูลพื้นฐานและความสำคัญทางเศรษฐกิจของทรัพยากรสัตว์น้ำแต่ละชนิดในอ่าวบ้านดอน ตลอดจนห่วงโซ่อุปทาน ทำให้เห็นเส้นทางของสัตว์น้ำเศรษฐกิจของอ่าวบ้านดอนที่หล่อเลี้ยงคนทั้งในและนอกพื้นที่ 2.ฉายภาพที่เด่นชัดของวิถีชีวิตและความเป็นชุมชนท้องถิ่นอ่าวบ้านดอน และ 3.ฉายภาพอนาคตของทรัพยากรในอ่าวบ้านดอนทั้งเชิงบวกและเชิงลบ รวมถึงข้อเสนอแนะแนวทางอนุรักษ์และพัฒนาขุมทรัพย์อ่าวบ้านดอนเพื่อความยั่งยืน “สิ่งที่ทีมนักวิจัยทั้ง สกว.และ มรส. มุ่งหวังจากโครงการวิจัยเอบีซีในครั้งนี้ก็คือ มุ่งหวังที่จะก่อให้เกิดพลังแห่งความร่วมมือในการอนุรักษ์และพัฒนาให้เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน และเชื่อมั่นว่าชาวอ่าวบ้านดอนจะสานต่อภารกิจ ต่อยอดงานวิจัยเอบีซี ให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนของตน และเป็นแบบอย่างแห่งการอนุรักษ์และพัฒนาแก่พื้นที่อื่นๆ ต่อไป” อธิการบดี มรส.กล่าวทิ้งท้าย
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่างานวิจัยได้เสร็จสิ้นตามโครงการไปแล้ว แต่ส่วนหนึ่งที่เห็นผลคือ จะได้สะท้อนให้ภาครัฐและประชาชนเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ช่วยกันดูแล เพื่อฟื้นฟูให้กลับคืนมาได้ไม่ยาก หากทุกคนยังมีจิตสำนึกหวงแหนและรักษ์บ้านเกิด
เอบีซีจับพื้นที่ ‘อ่าวบ้านดอน’ทำวิจัยแก้ปัญหาก่อนวิกฤติ
ที่ผ่านมาผลการวิจัยของนักวิชาการหลายต่อหลายคนไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาหรือแก้ปัญหาในสังคมให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ นอกจากจะเป็นแหล่งค้นคว้าของผู้ที่สนใจเท่านั้น รวมทั้งไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในท้องที่ได้
แต่ปัจจุบันผลงานวิจัยหลายอย่างปรากฏต่อสายตาประชาชนและช่วยสังคมจนเป็นที่ยอมรับ โดยเมื่อปี 2550 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้ทดลองงานวิจัยรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “การวิจัยเพื่อพัฒนาพื้นที่” (Area-Based Collaborative Research: ABC) หรือรู้จักกันในนาม “การวิจัยเอบีซี” โดยเอาโจทย์ของพื้นที่เป็นตัวตั้ง แล้วสร้างองค์ความรู้ที่สร้างทางเลือกและโอกาสในการพัฒนาให้แก่คนในพื้นที่ หยิบเอาความรู้จากงานวิจัยที่ “ติดดิน กินได้ เห็นผล” มาเชื่อมโยงกับกลไกการพัฒนาจังหวัด จนสามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในการแก้ปัญหาพื้นที่ได้ ที่ผ่านมาได้ใช้งานวิจัยเอบีซีแก้ปัญหาท้องถิ่นมาหลายแห่งแล้ว อาทิ โครงการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แบบเอบีซี” ที่มีพื้นที่เป้าหมายใน 76 จังหวัดทั่วประเทศ
จนกระทั่งปี 2553 สกว.และมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี (มรส.) ได้ลงนามความร่วมมือในการสร้างงานวิจัยเอบีซีเพื่อสร้างองค์ความรู้ใน จ.สุราษฎร์ธานี โดยทั้ง สกว.และ มรส.ต่างก็สมทบทุนฝ่ายละ 3 ล้านบาท รวมเป็น 6 ล้านบาท ใช้เวลาดำเนินโครงการ 3 ปี ตั้งแต่ปี 2553-2555 มีงานวิจัยในโครงการดังกล่าวทั้งสิ้น 30 ชิ้น สนับสนุนทุนวิจัยให้โครงการละ 2 แสนบาท พร้อมสนับสนุนผู้ทรงคุณวุฒิทั้งจาก สกว. และ มรส. มาดูแลให้คำปรึกษาแก่นักวิจัยอย่างใกล้ชิด กระทั่งงานวิจัยสำเร็จลุล่วง โดยงานวิจัยส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่พื้นที่อ่าวบ้านดอน ซึ่งตั้งอยู่ใน จ.สุราษฎร์ธานี ที่กำลังจะเริ่มเข้าสู่ภาวะวิกฤติขึ้นเรื่อยๆ
หอยหลอดสำลักน้ำเหนือ54
ความห่วงใยถึงผลกระทบจากโครงการของรัฐที่กดปุ่มผลักดันโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท หนึ่งในนั้นคือ โมดูล เอ 5 โดยมีแผนผันน้ำเส้นทางใหม่จากลุ่มน้ำปิง จ.กำแพงเพชร มาลงที่ จ.กาญจนบุรี แล้วเชื่อมลงสู่แม่น้ำแม่กลองก่อนไหลลงสู่ทะเล บริเวณดอนหอยหลอด จ.สมุทรสงคราม ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของลุ่มน้ำ และระบบนิเวศวิทยา เนื่องจากน้ำจืดจะลงทะเลมากว่าปกติ
แฟนเพจ "จับตาแม่น้ำใหม่ อย่าทำร้ายสายน้ำแม่กลอง" ได้แชร์ภาพบรรยากาศดอนหอยหลอดจากเฟซบุ๊กของ "ลุงเต้ย แซ่อิ่ม" พร้อมโพสต์ข้อความว่า กรณีน้ำจืดมีมากส่งผลกระทบอะไรต่อดอนหอยหลอดบ้าง.. ในความคิดของตัวผมเองนั้น (เจ้าของภาพ) การที่มีจำนวนน้ำจืดไหลลงสู่ปากอ่าวจำนวนมากๆ นั้น ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่างๆ ในดอนหอยหลอดย่อมมีมากแน่ๆ ทั้งคน สัตว์ พืช
เมื่อน้ำจืดมีมาก ความเค็มของน้ำก็ลดลง ออกซิเจนในน้ำต่ำลง สิ่งมีชีวิตซึ่งในสภาวะปกตินั้นเขาสร้างสมดุลมีความต้านทานต่อการเปลี่ยนแปลงได้อยู่ในระดับหนึ่ง..แต่ถ้ามันมากเกินความต้านทานที่เขามีอยู่ มันก็จะส่งผลกระทบให้สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นตายลง หอยหลอด และสัตว์ชายฝั่งต่างๆ ก็ไม่อาจที่จะอยู่ได้ ปลาก็หนีเข้าสู่ทะเลที่มีความเค็มในระดับที่เขาต้องการ..
แล้วชาวบ้านที่ประกอบอาชีพหาหอย เลี้ยงหอย เลี้ยงปู เลี้ยงปลาจะอยู่ได้อย่างไร...
จากนั้นผู้ใช้ชื่อ "Suraphat Arromdee" แสดงความคิดเห็นว่า ระบบนิเวศสามน้ำ (3 Type Ecology) พังหมด แล้วจะไปเหลืออะไรเล่า ??? คำว่านิเวศสามน้ำนี้ เป็นระบบธรรมชาติของระบบนิเวศชายฝั่ง มีอยู่เพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น เช่น ดอนหอยหลอด และลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา
ขณะที่ "ภาคภูมิ อมาตยกุล" ตั้งคำถามว่า "ที่บ้านผมเลี้ยงหอยแครงที่คลองช่อง จะกระทบมั้ยคับ"
ต่อมา แฟนเพจ "จับตาแม่น้ำใหม่ฯ" โพสต์ย้ำว่า การผันน้ำข้ามลุ่มควรเป็นวิธีการบริหารจัดการน้ำทางเลือกสุดท้าย ในยามที่วิธีการอื่นๆ ไม่ได้ผลแล้วเท่านั้น เพราะการผันน้ำข้ามลุ่มก่อให้เกิดผลกระทบมากมายมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผันน้ำข้าม 4 ลุ่มน้ำ (เจ้าพระยา สะแกกรัง ท่าจีน แม่กลอง) เป็นวิธีการที่ไม่มีที่ไหนในโลกเขาทำกัน !
ไม่มีเหตุผลสมควรอันใดที่อยู่ดีๆ จะเอาน้ำจากแม่ปิงแบ่งออกไปที่อื่น เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมเจ้าพระยา โดยไม่เริ่มจากการแก้ปัญหาภายในลุ่มน้ำเสียก่อน โดยเฉพาะการผันน้ำไปทางตะวันตก เท่ากับเพิ่มแม่น้ำแม่กลองขึ้นอีกสายหนึ่ง ย้ายปัญหาไปไว้ในที่ที่ไม่เคยมีปัญหา ไม่เกี่ยวข้องกับน้ำท่วม
ซ้ำร้ายตลอดแนวทางผันน้ำยังทำถนน 4 เลน และ 2 เลนตลอดเส้นทาง 300 กิโลเมตร เท่ากับเป็นการสร้างเขื่อนคู่ขนานระยะทาง 300 กิโลเมตร จะเกิดอะไรขึ้นกับระบบนิเวศ คลองซอยลำน้ำย่อย และวิถีชีวิตของผู้คนตลอดแนวเส้นทาง โครงการทางผันน้ำ โมดูล เอ 5 (flood diversion channel) ไม่มีเหตุมีผล ไม่เป็นที่ยอมรับในเชิงวิชาการ แต่มูลค่าการก่อสร้างมากมายมหาศาลที่สุด (1.5 แสนล้าน คิดเป็น 45% ของงบทั้งหมด) จากทางเลือกสุดท้ายจึงกลายเป็นทางเลือกแรกที่มีคนอยากให้ทำก่อนอื่นใด
ปัญหาที่มีการถกกันเรื่อง "หอยหลอด" ที่จะได้รับผลกระทบจากน้ำจืดที่เพิ่มขึ้น มีข้อมูลยืนยันจาก "ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งสมุทรสงคราม" ระบุว่า จากการเกิดภาวะน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของประเทศไทย และมีการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งไหลลงสู่ทะเลอ่าวไทย และผลกระทบที่เกิดขึ้นในส่วนของ จ.สมุทรสงคราม มีดังนี้ ผลกระทบในช่วงแรกซึ่งทราบจากการสอบถามเกษตรกรในพื้นที่ ต.บางแก้ว อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม ที่เป็นพื้นที่ติดต่อกับ จ.สมุทรสาคร พบว่า ในคืนวันที่ 6 พฤศจิกายน 2554 เกษตรกรเห็นน้ำทะเลในแนวชายฝั่งเปลี่ยนเป็นสีขาว (น่าจะมาจากมวลน้ำจืดที่ไหลลงมาทำให้ออกซิเจนที่ละลายน้ำมีปริมาณต่ำมาก) และพบว่า
"หอยแครง" และ "หอยหลอด" ตาย
ต่อมาในคืนวันที่ 7 ตอนช่วงเช้าวันที่ 8 พฤศจิกายน 2554 เกษตรกรพบว่าน้ำในคลองมีสีขาวขุ่น มีสัตว์น้ำตายจำนวนมาก ทั้งกุ้งทะเล ปลาทะเล ว่ายลอยหัวและตาย จากนั้นวันที่ 9 พฤศจิกายน 2554 พบว่าน้ำในคลองเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดงคล้ำ แต่ไม่พบว่ามีสัตว์น้ำตาย และเกษตรกรยังแจ้งว่า วันที่ 14 พฤศจิกายน 2554 เกษตรกรพบปลาดุกทะเลลอยหัวและตายในช่วงเช้าเป็นจำนวนมาก
ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งสมุทรสงคราม ผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2554 ได้ข้อสรุปว่า ผลกระทบของมวลน้ำจืดครั้งนี้ มีผลกระทบรุนแรงต่อสัตว์น้ำชายฝั่ง เฉพาะในช่วงแรกของการไหลบ่าของน้ำจืดลงสู่ทะเล ส่งผลให้ออกซิเจนที่ละลายในน้ำลดต่ำลงในช่วง 2-3 วันแรก น้ำเน่าเสีย และเกิดปรากฏการณ์น้ำเปลี่ยนสีต่อมาในวันที่ 5-6 ก่อนที่จะกลับสู่สภาพปกติ มวลน้ำจืดที่ไหลลงมาส่งผลกระทบต่อหอยหลอดไม่มากนัก สังเกตจากดัชนีคุณภาพน้ำที่ตรวจวิเคราะห์ และสุขภาพของหอยหลอดในบริเวณดอนหอยหลอด ผลกระทบที่มีต่อชาวประมงที่เก็บเกี่ยวหอยหลอดในบริเวณดอนหอยหลอดพบว่ามีผลกระทบน้อยมาก ไม่ส่งผลต่อการประกอบอาชีพของชาวประมง
............
(หมายเหตุ : ดัชนีหอย!ยามหอยเสื่อมมนต์ที่เมืองคนดี : สุวรรณี บัณฑิศักดิ์)



