
16ปีบนเส้นทางต้าน'เหมืองแร่โพแทช'
16ปีบนเส้นทางต้าน'เหมืองแร่โพแทช' วันนี้ไม่จบปลุกพลังสู้ทุนจีน : ชยานนท์ ปราณีต / เศกสันติ กัลยาณวิสุทธิ์รายงาน
ท่ามกลางการพัฒนาเพื่อความเติบโตของระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ จึงมีการดึงเอาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไปใช้ จนส่งผลให้ฐานทรัพยากรของภาคอีสานต้องถูกรุกราน รากฐานทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวเนื่องกับการใช้ทรัพยากรกำลังค่อยๆ ถูกทำลายลง
โครงการเหมืองแร่โพแทช ที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดทางภาคอีสาน อาทิ อุดรธานี สกลนคร ขอนแก่น ชัยภูมิ และมหาสารคาม ถึงแม้จะยังไม่ได้ถูกดำเนินการให้เห็นเป็นรูปธรรม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นอภิมหาโครงการที่เกี่ยวพันกับผลประโยชน์มหาศาล รวมทั้งปริมาณการผลิตที่เกินความต้องการภายในประเทศ ซึ่งเป็นที่มาของการต่อ “จิ๊กซอร์” ที่ว่า เมื่อเกิดอุตสาหกรรมเหมืองแร่จะสืบเนื่องการพัฒนาอีสานด้วยการเกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่องอย่างน้อย 6 กลุ่ม ได้แก่ 1.อุตสาหกรรมก่อสร้าง 2.เซรามิก แก้วและกระจก 3.ปุ๋ยและเคมีภัณฑ์ 4.เชื้อเพลิงธรรมชาติ 5.โลหการ และ 6.อัญมณีและเครื่องประดับ อาจเป็นผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และสังคมตามมาอีกมากมาย เหมือนกับการทำอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่มาบตาพุด จ.ระยอง ซึ่งได้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม สังคม ชุมชนมาแล้ว
การทำเหมืองแร่โพแทชที่ จ.อุดรธานี ในพื้นที่ 2 อำเภอ คือ อ.เมือง และ อ.ประจักษ์ศิลปาคม จึงเป็นประเด็นขัดแย้งรุนแรงระหว่างนโยบายการพัฒนาแหล่งแร่โพแทชของรัฐ บริษัทเอกชน และประชาชนในพื้นที่ จ.อุดรธานี มีการเคลื่อนไหวคัดค้านมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าจะส่งผลกระทบเชิงลบอย่างรุนแรงหลายประการ เนื่องจากโครงการนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่ต้นน้ำ และมีชุมชนหนาแน่นอาศัยอยู่ในเขตพื้นที่เหมืองและบริเวณโดยรอบ
ประเด็นปัญหาที่น่ากังวลมากที่สุดคือ กองเกลือมหึมา เพราะจะมีกองหางแร่ปริมาณมหาศาลกองเป็นภูเขาลูกน้อย ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดฝุ่นเกลือฟุ้งกระจายหรือในยามฝนตกอาจเกิดการชะล้างลงแหล่งน้ำ ก่อให้เกิดปัญหาดินเค็ม น้ำเค็ม ซึ่งผลกระทบไม่ใช่เฉพาะพื้นที่ใกล้เคียง แต่ครอบคลุมถึงชาวบ้านที่ต้องพึ่งพิงลำน้ำ ขณะที่การขุดแร่โพแทชออกมาจากชั้นดินลึกจะกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้แผ่นดินทรุดในอนาคตซึ่งมีความเป็นไปได้สูง
นางมณี บุญรอด ประธานกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จ.อุดรธานี เปิดเผยว่า กลุ่มนายทุนที่มาขอประทานบัตร ได้รับการสนับสนุนจากผู้มีอำนาจ มีการปกปิดหมกเม็ดมาตั้งแต่แรก กลุ่มอนุรักษ์พยายามตรวจสอบ และออกมาทักท้วงตลอด 16 ปีที่ผ่านมา เรื่องรายงานการไต่สวนนี้เช่นกัน เจ้าของที่ดินในเขตประทานบัตร ผู้มีส่วนได้เสียกับโครงการ ได้ร่วมลงชื่อมากกว่า 5,000 คน คัดค้านรายงานการไต่สวนว่าทำไม่ถูกต้องทั้งขั้นตอนและไม่ใช่ข้อเท็จจริง ส่งเรื่องไปให้ผู้รับผิดชอบพิจารณา เวลาผ่านมาแรมปีก็ไม่มีคำตอบ ขั้นตอนต่างๆ ก็ยังเดินต่อไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะการพาผู้นำไปดูงาน
"สิ่งที่วิตกกังวล ขณะนี้บริษัทโพแทชมีการติดประกาศขายหุ้นในราคา 3 หมื่นล้านบาท ขณะนี้ทางประเทศอยู่ระหว่างการตัดสินใจ หากมีการเข้ามาทำจริงจะคัดค้านให้ถึงที่สุด เพราะจีนไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้ามายึดพื้นที่ทำกินของคนไทย และควรที่จะยกเลิกแนวคิดที่จะเข้ามาทำให้ชาวบ้านได้รับผลกระทบในทุกด้าน ขอยืนยันว่า ชาวบ้านไม่ต้องการการเข้ามาทำเหมืองแร่อย่างแน่นอน และจะต่อต้านให้ถึงที่สุด" นางมณี กล่าวทิ้งท้าย
ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชุมชนนั้น นายสุวิทย์ กุหลาบวงศ์ ประธาน กป.อพช.ภาคอีสาน กล่าวว่า ขณะนี้สิ่งที่หน้ากังวลคือ จากการที่ชาวบ้านคัดค้านการทำเหมืองแร่มาต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 16 ปี ทำให้บริษัทที่ได้รับสัมประทานมีแนวคิดจะขายธุรกิจให้ทุนต่างชาติ ซึ่งเป็นบริษัทเอกชน และรัฐวิสาหกิจของประเทศจีน ร่วมไปถึงการทำเหมืองแร่แห่งนี้ มีการทำในพื้นที่ความมั่นคงของทหาร ถือว่าน่าเป็นห่วงอย่างมาก
ทั้งนี้มีข้อกังวลเกี่ยวกับกฎหมายแร่ คือ การทำเหมืองต้องซื้อที่ทั้งหมดที่จะขุดแร่ก่อน แล้วขุดเป็นอุโมงค์เข้าไปเอา ต้องใช้ที่ดินถึง 20,000 ไร่ บริษัทไม่สามารถจัดการซื้อได้ ไม่สามารถซื้อทั้งอำเภอ ทั้ง จ.อุดรธานี แต่เมื่อปี 2545 กฎหมายแร่ฉบับใหม่ได้ผ่านสภา โดยได้มีการอนุญาตให้ทำเหมืองใต้ดินในระดับความลึก 100 เมตรขึ้นไป โดยไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน ประเด็นเหล่านี้เป็นสิ่งที่คนอุดรธานีเจอมาก่อน คือ บริษัทซื้อที่ดินทำโรงงานแต่งแร่แค่พันกว่าไร่ แต่เขาทำอุโมงค์เข้าไป 20,000 ไร่ ก็ได้ จากการไปคุยกับประเทศต่างๆ ทั้งประเทศแคนาดา ออสเตรเลีย และเยอรมนี เขารู้สึกว่าเป็นห่วงประเทศไทย ที่ประเทศแคนาดาการทำเหมืองแร่ก็ขุดลึกลงไปประมาณ 4 กิโลเมตร ประเทศเยอรมนีก็เหมือนกัน ทางสหรัฐอเมริกาเองก็ลึกเป็นกิโลเมตร ยังได้รับผลกระทบจากแผ่นดินทรุด แต่ที่บ้านเราแม้จะได้โพแทชบริสุทธิ์ ขุดไม่ลึก และลงทุนไม่สูง หากไม่มีประสบการณ์จัดการเหมืองแร่ที่ดีพอจะทำให้เกิดปัญหามาก สิ่งที่ตามมามีผลกระทบมหาศาลที่จะตกอยู่กับชุมชน
“ประเทศไทยไม่มีประสบการณ์ทำเหมืองใต้ดิน ความน่ากลัวที่จะเกิดขึ้นมาคือ เกลือที่เหลือจากการถลุงแยกแร่เอาแร่โพแทช กากเกลือที่เหลือจากโพแทช จากการทำเหมืองจะกองเป็นภูเขาเกลือ ซึ่งจะมีปริมาณมากจนทำให้แม่น้ำเสียว จ.มหาสารคาม เกิดภาวะน้ำเค็มและที่เคยเกิดขึ้นใน จ.นครราชสีมา จำนวนจะมากจนคาดไม่ถึงทีเดียว” นายสุวิทย์ กล่าว
การพัฒนาอุตสาหกรรมเหมืองแร่โพแทชในภาคอีสานไม่สอดคล้องกับความต้องการการพัฒนาของชาวบ้านในพื้นที่ที่ยึดมั่นแนวทางการพัฒนาชุมชนด้วยแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง โดยใช้ยุทธศาสตร์เกษตรอินทรีย์ ทั้งนี้ชาวบ้านมีความมุ่งมั่นร่วมกันว่าจะ “พลิกฟื้นแผ่นดินด้วยเกษตรอินทรีย์ ไร้ปุ๋ยเคมี ไม่มีเหมืองแร่โพแทซ” ขณะที่การทำเหมืองแร่โพแทชจะทำให้ดินเค็ม น้ำเค็ม ทำการเกษตรไม่ได้ และการที่ชาวบ้านต้องไปเป็นคนงานในเหมืองจะทำให้พึ่งตัวเองได้น้อยลง
ส่วนการพัฒนาอุตสาหกรรมเหมืองแร่โพแทช มีเป้าหมายเพื่อมุ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นหลัก และมีความเชื่อว่า รายได้ที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งขัดแย้งกับมุมมองของประชาชนในพื้นที่ที่มุ่งความอยู่เย็นเป็นสุขและการดำเนินชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ความแตกต่างนี้ได้นำมาซึ่งความขัดแย้งและเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่หลายครั้ง และนับวันจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ประสบการณ์ในอดีตให้บทเรียนว่า ที่ผ่านมาเครือข่ายประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ในประเทศไทยและการพัฒนาของรัฐ โครงการขนาดใหญ่ เขื่อน ป่าไม้ ที่ดิน เช่น กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จ.อุดรธานี ได้ลุกขึ้นมาเพื่อคัดค้านวิพากษ์วิจารณ์ต่อการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ
..........
(หมายเหตุ : 16ปีบนเส้นทางต้าน'เหมืองแร่โพแทช' วันนี้ไม่จบปลุกพลังสู้ทุนจีน : ชยานนท์ ปราณีต / เศกสันติ กัลยาณวิสุทธิ์รายงาน)



