
แบล็คเบอร์รี่ขายกิจการ
แบล็คเบอร์รี่ขายกิจการ : จริงหรือหลอก : คอลัมน์อินโนเทค : โดย...คนชอบเล่า
สร้างความฮือฮาให้ผู้เกาะติดข่าวสารโทรศัพท์มือถือไปเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อบริษัท แบล็คเบอร์รี่ หรือในชื่อเมื่อเริ่มก่อตั้งว่า รีเสิร์ช อินโมชั่น หรือ RIM (อ่านออกเสียงว่า "ริม") ผู้เปิดตำนานแชทกันสนั่นเมืองผ่านมือถือกับบริการ "บีบีเอ็ม" เมื่อหลายปีก่อน ออกมาแถลงข่าวรับข้อเสนอซื้อกิจการ ด้วยมูลค่า 4,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 150,000 ล้านบาท) ของกลุ่มสถาบันการเงินสัญชาติแคนาดา แฟร์เฟ็กซ์ ไฟแนนเชียล โฮลดิ้งส์
โดยส่วนตัวรู้สึก "สะดุดใจ" ตั้งแต่เห็นสัญชาติของกลุ่มลงทุนรายนี้แล้ว เนื่องจากช่วงหลายปีก่อน ผู้เขียนมีโอกาสพบปะกับเจ้าหน้าที่สถานทูตแคนาดาหลายครั้ง ในเวทีสัมมนาด้านการค้าการลงทุน และตระหนักถึง "ความภาคภูมิใจ" ที่รัฐบาลแคนาดามีต่อมือถือสัญชาติแคนาดาเพียงหนึ่งเดียว ที่ขึ้นไปผงาดบนเวทีโลกได้ โดยเฉพาะในสหรัฐ ตลาดมือถืออันดับต้นๆ ของโลก จนแพร่กระจายครอบคลุมทั่วโลกในเวลาไม่นาน รวมถึงการที่บริษัทข้ามชาติระดับโลกแทบทุกแห่ง มีนโยบายให้พนักงานทุกระดับใช้ "บีบี" เป็นเครื่องมือสื่อสารในการทำงาน
ดังนั้นแม้ตัวเลขขาดทุนล่าสุดจะสูงถึงหลักพันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากแรงกดดันของสารพัดคู่แข่ง ทั้งไอโฟน, ซัมซุง และการเข้ามาของมือถือตระกูลแอนดรอยด์อื่นๆ รวมถึงวินโดว์สโฟน 8 ที่แข่งกันเปิดตัวรุ่นใหม่ๆ ออกมา "เร็วกว่า" จนเบียดส่วนแบ่งตลาดเหลือไม่ถึง 5% ของตลาดโลก และตัวเลขขาดทุนล่าสุดสูงถึงพันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ก็เชื่อว่าในระดับชาติ น่าจะมีความพยายามประคับประคองกิจการนี้ไว้ให้มากที่สุด ไม่ให้ล้มละลาย หรือถูกซื้อโดยกิจการหรือนักลงทุนสัญชาติอื่น
...นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ "เปรม วัตสา" มหาเศรษฐีชาวแคนาดาเชื้อสายอินเดีย เจ้าของแฟร์เฟ็กซ์ ที่เทียบชั้นได้กับนายวอร์เร็น บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีนักลงทุนชาวอเมริกัน รับหน้าเสื่อเข้ามาเป็นหัวหอกในดีลซื้อกิจการครั้งนี้ ด้วยการเสนอซื้อหุ้นในราคา 9 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น สูงกว่าราคาในตลาดที่เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาอยู่ที่ราว 8 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น
อย่างไรก็ตาม เมื่อแฟร์เฟ็กซ์ ประกาศชัดเจนว่าจะไม่มีการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นจากปัจจุบัน 10% ที่ถืออยู่ในแบล็คเบอร์รี่ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่สุดอยู่แล้ว แต่จะใช้วิธีระดมเงินอีกร่วม 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากกลุ่มนักลงทุนรายอื่นๆ และสถาบันการเงินรายใหญ่ของสหรัฐ ได้แก่ ธนาคารแห่งอเมริกา เมอร์ลิล ลินซ์ และบีเอ็มโอ แคปปิตอล มาร์เก็ตส์ ....คำประกาศนี้ได้สร้าง "ความไม่แน่ใจ" ให้กับบรรดานักวิเคราะห์ที่เกาะติดความคืบหน้าของดีลซื้อขายกิจการครั้งนี้เป็นอย่างยิ่ง เกี่ยวกับความจริงใจ และจริงจังในการเข้ามาพลิกฟื้นกิจการแบรนด์มือถือระดับโลกสัญชาติแคนาดาเพียงหนึ่งเดียว
คงต้องจับตามองคำแถลงความคืบหน้ากันในวันที่ 4 พฤศจิกายนนี้ ว่า ดีลสนั่นทวีปอเมริกาเหนือครั้งนี้จะ "จริงหรือหลอก" และอนาคตของแบล็คเบอร์รี่จะเป็นอย่างไรต่อไป
.........................
(แบล็คเบอร์รี่ขายกิจการ : จริงหรือหลอก : คอลัมน์อินโนเทค : โดย...คนชอบเล่า)



