ไลฟ์สไตล์

เสน่ห์ของการตามล่าหา'ความฝัน'(1)

เสน่ห์ของการตามล่าหา'ความฝัน'(1)

28 ก.ย. 2556

เสน่ห์ของการตามล่าหา "ความฝัน" และ "ความหวัง" ของโครงการ "ไทยทาวเวอร์"(1) : คลินิคคนรักบ้าน โดย... ดร.ภัทรพล



          สร้างจินตภาพ คือ "ความหวัง” ในช่วงเราตื่น ที่สำคัญคือ ทั้ง “ความหวัง” และ “ความฝัน” ไม่เสียสตางค์อะไรครับ ดังนั้น ผมมักจะกระตุ้นคนรอบตัวให้มีทั้ง “ความฝัน” และ “ความหวัง” โดยเริ่มจาก “ความฝัน” ถึงสิ่งดีๆ ที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตของเรา ฝันอย่างไรก็ทำไปตามฝันนั้น เหมือนกับการตามล่าหาฝัน ส่วน “ความหวัง” ก็คล้ายๆ กับ “ความฝัน” นั่นแหละครับ ต่างกันเพียงช่วงเวลาในยามเราไม่หลับ  คือ กำลังตื่นอยู่ และ ผมมักจะคาดหวังว่าพรุ่งนี้ย่อมดีกว่าวันนี้เสมอ
    
          หลายๆ ท่านมักจะถามว่าอะไรคือ  “ความฝัน”และ “ความหวัง” ของผม ซึ่งผมมักจะตอบไปว่า ผมมีความฝันและความหวังอยู่มากมายครับ หวังว่าสักวันความฝันและความหวังเหล่านั้นคงเป็นจริง และหนึ่งใน “ความฝัน” ที่ผมตั้ง “ความหวัง” ไว้ว่าจะต้องไปให้ถึงคือ การสร้าง “อพาร์ทเม้นท์ไม่บาน” + “บูทิคโฮเต็ลไม่บาน” + “คอนโดมิเนียมไม่บาน” ในชื่อ โครงการ “ไทยทาวเวอร์” ที่เป็นตึกระฟ้ามีความสูงกว่าชาติใดใน “อาเซียน”  สัก 120 ชั้น ก็น่าพอเหมาะ พอดีครับ และน่าจะเป็น “ความฝัน” + “ความหวัง” ที่เร้าใจสร้างพลังใจที่จะทำงานต่อสู้ฝ่าฟันอุปสรรคจนสำเร็จ
    
          ถือเป็น “ความฝัน” และ + “ความหวัง”เล็กๆ ของสถาปนิก ชาวไทยคนหนึ่งที่อยากกระซิบเบาๆ ให้ชาวโลกได้รับรู้ว่า “คนไทย” นั้น มีฝีมือไม่ด้อยกว่าชนชาติใด ขอเพียงแค่มีโอกาสได้ลงมือร่วมทำงานกัน เป็นการเดินตามล่าหา“ความฝัน”และ“ความหวัง” ที่วาดหวังไว้  และผมมักจะบอกกับทีมงานสถาปนิกวิศวกร ว่า “เสน่ห์ของการเดินทางตามล่าหาฝันที่คาดหวังไว้นั้นไม่ได้อยู่ที่จุดหมาย แต่อยู่ที่ประสบการณ์การเรียนรู้ฝ่าฟันอุปสรรคระหว่างทางนั้นมีเสน่ห์มากกว่า”
    
          การบรรลุจุดหมายนั้น เป็นเสมือนรางวัลที่ได้รับ ก็เหมือนกับการเล่นรักบี้ในรอบชิงชนะเลิศในสมัยที่ผมยังเป็นวัยละอ่อนนั่นแหละครับ  ความสนุกอยู่ที่เกมส์การแข่งขัน ส่วนผลลัพธ์ที่ได้จะแพ้หรือชนะก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ (เพราะไม่ชนะก็แพ้หรือไม่แพ้ก็ชนะ) แต่ที่สำคัญคือ บรรดานักกีฬาทั้ง 2 ทีม ต่างวาดลวดลายกันเต็มที่ เล่นกันหนักสุดแรง ภายใต้กฎกติกามารยาท เมื่อกรรมการเป่านกหวีดหมดเวลาก็หมายความว่าเสน่ห์ของเกมก็จบลง เหลือแต่ขึ้นไปรับถ้วยในฐานะผู้ชนะหรือเดินคอตกกลับบ้าน ยอมรับความพ่ายแพ้อย่าง “มีน้ำใจเป็นนักกีฬา” ทั้งยังร่วมแสดงความยินดีกับผู้ชนะอย่างจริงใจ จะว่าไปแล้วจากประสบการณ์ชีวิตที่ผมได้เรียนรู้ตั้งแต่เยาว์วัยในโรงเรียนประจำแบบกินนอน การจะแพ้หรือชนะหรือจะสำเร็จไม่สำเร็จไม่ใช่ประเด็นสำคัญหรอกครับ แต่การได้มีโอกาสลงมือทำตามความฝันที่วาดหวังไว้นั่นสำคัญกว่าครับ    
    
          นอกจากนี้ อาคารหลังนี้มีความพิเศษเป็นอย่างยิ่ง เพราะผมต้องการสะท้อนหลักปรัชญา “พอเพียง” เพื่อที่จะบอกให้ชาวโลกได้รับรู้ว่า ผมสามารถใช้ “ทฤษฎีใหม่” ของ “พ่อหลวง” ในการวางแผนการเงินของโครงการมูลค่าหลายพันล้านบาท ทั้งยังเป็นการทำงานแบบ “เรียบง่าย”  ทำเท่าที่ทำได้และทำเท่าที่ทรัพยากรมี ไม่ทำอะไรให้ใหญ่เกินตัว ไม่เร่งรัด เร่งรีบจนเกินงาม แต่ตั้งใจมุ่งมั่นว่าจะก้าวไปข้างหน้าทุกวัน  
    
          ผมยอมรับสารภาพครับว่าโครงการ “ไทยทาวเวอร์” ตึกระฟ้าสูง 120 ชั้นนั้น เป็นความฝันที่ผมคาดหวังที่จะทำให้สำเร็จมานานนับสิบปี เนื่องด้วยเวลาก็ลดน้อยถอยลงทุกที จึงไม่รีรออะไรเริ่มลงมือทำในวันนี้ ตั้งแต่การออกแบบทั้งทางสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมที่เต็มไปด้วยเงื่อนไขทางเทคนิคมากมาย เช่น แผ่นดินไหว, ลมพายุ, สภาพอากาศที่แปรปรวน, ระบบโครงสร้าง,  ระบบไฟฟ้า, ระบบสุขาภิบาล, ระบบการสัญจรแนวดิ่ง, ระบบกันอัคคีภัย ตลอดไปจนถึงระบบการประหยัดพลังงาน  ฯลฯ  ก็ล้วนแล้วแต่ต้องการผู้มีความรู้จริงในสาขานั้นๆ และก็ตั้งใจแน่วแน่ก็จะใช้แต่สถาปนิก,วิศวกรไทย ร่วม “ลงแขก” กันแบบไทยๆ ค่อยคิดค่อยทำกันไป เชื่อมั่นว่าคงเสร็จในชาตินี้ไม่ใช่ชาติหน้าอย่างแน่นอนครับ
    
          จะว่าไปแล้ว โครงการ “ไทยทาวเวอร์” ตึกระฟ้าสูง 120 ชั้น ก็เริ่มต้นจากความฝันเล็กๆ ที่หวังไว้ว่าจะลงมือทำให้สำเร็จให้จงได้ แล้วท่านผู้อ่านล่ะครับมี “ความฝัน” และ“ความหวัง” อย่างไรกันบ้างและแน่วแน่ที่จะเดินตามล่าหาสิ่งที่ท่าน “ฝัน” และ “หวัง” หรือไม่ แต่อย่าลืมนะครับว่า “ความฝัน”และ “ความหวัง”นั้น เป็น “ของฟรี”  ไม่ต้องเสียเงินเสียทองแต่อย่างไร ขนาด “ของฟรี” ท่านยังไม่กล้าที่จะฝันและไม่มีความหวังแล้วชีวิตของท่านจะเหลืออะไรอีกครับ   

.......................................
(หมายเหตุ เสน่ห์ของการตามล่าหา "ความฝัน" และ "ความหวัง" ของโครงการ "ไทยทาวเวอร์"(1) : คลินิคคนรักบ้าน โดย... ดร.ภัทรพล)