ไลฟ์สไตล์

'โซเชียลมีเดีย'รวมพลคนไม่เอาเขื่อน(กบอ.)

'โซเชียลมีเดีย'รวมพลคนไม่เอาเขื่อน(กบอ.)

26 ก.ย. 2556

'โซเชียลมีเดีย'รวมพลคนไม่เอาเขื่อน(กบอ.) : รายงาน

               กระแส "ไม่เอาเขื่อนแม่วงก์" ปลุกพลังในโลกโซเชียลมีเดีย จนนำมาสู่การผนึกรวมที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ร่วมกับ ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ที่เดินทางด้วยระยะทาง 388 กิโลเมตร แสดงความคัดค้านการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ และไม่ยอมรับรายงานผลการศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม (อีเอชไอเอ)

              ถือเป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนแง่มุมการต่อสู้ของ ภาคประชาชน กับ นโยบายรัฐบาล ได้น่าสนใจยิ่ง แม้ว่าจุดเริ่มต้นอาจมาจากกระแส ทว่าเมื่อผู้คนเรือนพันเรือนหมื่นออกมาจากบ้านมาสู่ท้องถนนเพื่อเรียกร้องในสิ่งเดียวกัน ย่อมเป็นสัญญาณเตือนบรรดาผู้มีอำนาจในบ้านเมืองนี้ ไม่อาจเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ได้อีกต่อไป

              หลังจากโปรเจกท์ใหญ่เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เฟซบุ๊ก "Sasin Chalermlarp" ยังคงเกาะติดสถานการณ์และท่าทีของรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" เกี่ยวกับการสร้างเขื่อนแม่วงก์ พร้อมทั้งแชร์ลิงค์ www.change.org รณรงค์เรื่อง "หยุดโครงการสร้างเขื่อนแม่วงก์" โดยแนบแบบฟอร์มจดหมาย สำหรับประชาชนทั่วไปปรินท์ แล้วลงชื่อส่งถึงผู้นำประเทศ ใจความว่า...

              ถึง : นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, สภาผู้แทนราษฎร
 
              น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, ทำเนียบรัฐบาล

              กรุณาหยุดโครงการสร้างเขื่อนแม่วงก์ เพราะพื้นที่สร้างเขื่อนอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ซึ่งเป็นผืนป่าผืนเดียวกับห้วยขาแข้ง อันเป็นผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย นอกจากนี้ปริมาณกักเก็บของเขื่อนซึ่งอยู่ที่ประมาณ 250 ล้านลูกบาศก์เมตร ไม่สามารถยังประโยชน์ให้แก่พื้นที่เกษตรกรรมได้มากพอ และเนื่องจากลำน้ำแม่วงก์เป็นลำน้ำขนาดเล็ก จึงไม่ได้เป็นสาเหตุของอุทกภัยในพื้นที่ราบลุ่มภาคกลางแต่อย่างใด อนึ่ง รายงานอีเอชไอเอของโครงการนี้ยังไม่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ถึง 3 วาระ

              จึงเรียนมาเพื่อโปรดทบทวนโครงการและปรับเปลี่ยนเพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด และไม่ทำให้ผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์เสียหาย

              ด้วยความเคารพ

              ลงชื่อ..........

              การรุกคืบในของนักรบไซเบอร์ยังก้าวต่อไป ในเว็บไซต์พันทิป มีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านกระทู้ "9 เรื่องที่คุณควรรู้เกี่ยวกับเขื่อนแม่วงก์" นำเสนอประเด็นสำคัญต่างๆ จากการเรียบเรียงของ ดร.นณณ์ ผาณิตวงศ์ @siamensis.org เนื้อหาโดยสรุป คือ 1.ข้อมูลทั่วไป : เขื่อนแม่วงก์มีลักษณะเป็นเขื่อนหินทิ้งแกนดินเหนียวขนาดใหญ่ ความยาว 730 เมตร กว้าง 10 เมตร สูง 57 เมตร พื้นที่อ่างเก็บน้ำประมาณ 13,000 ไร่ อยู่ในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จ.กำแพงเพชร และ จ.นครสวรรค์ ปริมาณกักเก็บน้ำ 250 ล้านลูกบาศก์เมตร

              2.ค่าก่อสร้างเมื่อปี 2525 อยู่ที่ 3,761 ล้านบาท ปี 2551 มีมูลค่า 7,000 ล้านบาท ในเว็บไซต์กรมชลประทาน เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2554 ระบุว่ามีมูลค่า 9,000 ล้านบาท แต่การอนุมัติงบประมาณ เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2555 มีมูลค่าก่อสร้างทั้งสิ้น 13,000 ล้านบาท

              3.ถึงแม้ว่าพื้นที่น้ำท่วมจะเป็นแค่ 2% ของพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ หรือ 0.12% ของป่าตะวันตกทั้งหมด แต่พื้นที่ตรงนี้เป็นป่าที่ราบต่ำริมน้ำ ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญในการหากิน และขยายพันธุ์ของสัตว์ป่าในฤดูแล้ง ปัจจุบันประเทศไทยเหลือป่าในพื้นที่ราบอยู่น้อยมาก ถือเป็นป่าไม้ที่สมบูรณ์มาก ในการสร้างเขื่อนต้องทำการตัดไม้ออกจากพื้นที่ให้มากที่สุด เพื่อป้องกันน้ำเน่าเสีย น่าสนใจว่าไม้ขนาดใหญ่ (รวมถึงต้นสัก) จะตกเป็นผลประโยชน์ของใคร

              4.การสร้างเขื่อนแม่วงก์ จะทำให้สูญเสียพื้นที่ป่าไม้ในเขตอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ไม่น้อยกว่า 13,000 ไร่ เป็นไม้ใหญ่ประมาณ 5 แสนต้น ซึ่งในจำนวนนี้มีไม้สักประมาณ 5 หมื่นต้น กล้าไม้อีก 1 หมื่นต้น หรือเปรียบเทียบได้ว่าพื้นที่ป่า 1 ไร่ ที่จะถูกน้ำท่วมจะมีไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ 80 ต้น เป็นไม้สัก 13 ต้น ลูกไม้ 576 ต้น และกล้าไม้อีก 1,880 ต้น ทั้งนี้ประเทศไทยจะสูญเสียพื้นที่ที่สามารถดูดซับคาร์บอนได้ประมาณ 10,400 ตันคาร์บอน

              5.จากเว็บไซต์ของกรมชลประทาน ลุ่มน้ำแม่วงก์มีพื้นที่รับน้ำฝน 1,113 ตารางกิโลเมตร มีน้ำท่า 569 ล้านลูกบาศก์เมตร เมื่อเปรียบเทียบกับลุ่มน้ำทับเสลาซึ่งมีเขื่อนทับเสลา มีพื้นที่รับน้ำฝน 534 ตารางกิโลเมตร แต่มีน้ำท่า 124 ล้านลูกบาศก์เมตร ข้อสังเกตคือ พื้นที่ใกล้ๆ กัน เขื่อนทับเสลาอยู่ทางใต้ของแม่วงก์เพียง 40 กิโลเมตร ทำไมพื้นที่รับน้ำของเขื่อนแม่วงก์จึงมากกว่าพื้นที่รับน้ำของเขื่อนทับเสลา 2 เท่า ทั้งๆ ที่อยู่ในแนวเขาเดียวกัน ปริมาณฝนตกไม่น่าจะแตกต่างกันมากนัก ทั้งนี้ ปี 2554 ซึ่งเป็นปีที่มีน้ำมาก เขื่อนทับเสลามีปริมาณน้ำในอ่างเพียง 49 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 31% ของความจุ

              6.การช่วยบรรเทาน้ำท่วม เขื่อนแม่วงก์มีอัตราการเก็บน้ำสูงสุดที่ 250 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่ปริมาณน้ำที่ท่วมภาคกลางเมื่อปลายปี 2554 สูงถึง 16,000 ล้านลูกบาศก์เมตร น้ำที่กักเก็บได้ทั้งหมดของเขื่อนแม่วงก์จึงคิดเป็นเพียงแค่ 2% ของปริมาณน้ำที่ท่วมที่ราบลุ่มภาคกลาง

              7.รายงานการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ทั้ง 4 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2538, 2541, 2545 และ 2547 ไม่เคยผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม

              8. กรมชลประทานระบุว่าเขื่อนแม่วงก์จะสามารถส่งน้ำให้แก่พื้นที่ชลประทานในฤดูฝนได้ 291,900 ไร่ พื้นที่ในฤดูแล้ง 116,545 ไร่ จากการลงพื้นที่ ปรากฏว่าในฤดูฝน ชาวบ้านใช้น้ำฝนและน้ำหลากทุ่งทำการเกษตรอยู่แล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งน้ำจากเขื่อน

              9. ผลโพลล์สำนักหนึ่งถามคนใน จ.นครสวรรค์ ว่าต้องการให้สร้างเขื่อนแม่วงก์หรือไม่ ปรากฏว่า มี 22.7% ต้องการเขื่อน 32.5% ต้องการเขื่อน ถ้าไม่มีผลกระทบโดยรวม และ 34.2% ไม่ต้องการเขื่อน ในขณะที่ 10% ไม่แน่ใจ ทั้งนี้ ป่าไม้มิได้เป็นสมบัติของคนในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่เป็นสมบัติของคนทั้งชาติ ที่มีการใช้ “บริการทางอ้อม” จากป่าไม้ร่วมกัน การจะทำลายป่าไม้จึงต้องคำนึงถึง “คนนอกพื้นที่” ด้วยว่าเห็นด้วยหรือไม่

              ไม่เพียงการปลุกพลังคัดค้านเขื่อนแม่วงก์เท่านั้น ทันทีที่คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) เคาะชื่อบริษัทสัญชาติเกาหลีใต้นาม "เค วอเตอร์" เป็นผู้ชนะในการประมูลโมดูล เอ 5 (ฟลัดเวย์) หนึ่งในอภิมหาโปรเจกท์บริหารจัดการน้ำงบประมาณ 3.5 แสนล้านบาท

              โดยมีแผนขุดคลองสายใหม่สำหรับระบายน้ำหลาก คู่กับถนน รวมระยะทาง 289 กิโลเมตร ผ่านพื้นที่ 6 จังหวัด ตั้งแต่จุดรับน้ำแม่น้ำปิง อ.ขาณุวรลักษบุรี จ.กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สุพรรณบุรี ถึงเขื่อนแม่กลอง อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี โดยมียอดเวนคืนที่ดิน 43,239 ไร่

              นี่คือ ชนวนการเกิดแฟนเพจ "จับตาแม่น้ำใหม่ อย่าทำร้ายสายน้ำแม่กลอง" เป็นขุมกำลังในการปกป้องลุ่มน้ำแม่กลองที่หล่อเลี้ยงผู้คนฝั่งตะวันตก ตั้งแต่กาญจนบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม นครปฐม และสมุทรสาคร โดยมีเป้าหมายหยุดการคุกคามสายน้ำแห่งชีวิตสายนี้ โพสต์ข้อมูลที่น่าสนใจ เริ่มจาก "ดูกันชัดๆ ให้เห็นภาพรวม แผนที่ตั้งโมดูล เอ 5 การก่อสร้างทางผันน้ำของรัฐบาล"

              ข้อมูลจาก กบอ. แจ้งว่าวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยา คาดว่าสามารถรองรับปริมาณน้ำได้ 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ประกอบด้วย 5 โครงการ คือ

              - ทางผันน้ำฝั่งตะวันตก (เส้นสีแดง) หรือแม่น้ำใหม่ ความจุ 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ตัดออกจากแม่น้ำปิงที่ อ.ขาณุวรลักษบุรี จ.กำแพงเพชร มาลงเหนือเขื่อนแม่กลอง ต.ท่าล้อ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี

              - การปรับปรุงแม่น้ำแม่กลอง ขุดลอกแม่น้ำตั้งแต่ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี ถึงปากคลองแควอ้อม อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม

              - ทางผันน้ำฝั่งตะวันออก (เส้นสีส้ม) ความจุ 300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยขุดลอกคลองชัยนาท-ป่าสัก และขุดลอกคลอง 13 สาย

              - การปรับปรุงแม่น้ำท่าจีน โดยขุดคลองลัด และขุดลอกแม่น้ำท่าจีน

              โมดูล เอ 5 ใช้เงิน 1.53 แสนล้าน มากที่สุดในแผนการจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน คือคิดเป็น 45% ของแผนทั้งหมด

              "น่าตกใจไหม?!?"

              จากนั้นได้ยกข้อมูลจาก "Thai Leak Page" ซึ่งชำแหละโมดูล 5 ว่า ที่เลือกโมดูล เอ 5 เพราะมันทำเราสะดุ้งที่สุด เมื่ออาจารย์ภาควิชาแหล่งน้ำบอกว่า มัน คือการขุดแม่น้ำสายใหม่ความยาวราว 300 กิโเมตร เลาะเลียบแนวป่าตะวันตกถึงกาญจนบุรี หน้ากว้างของแม่น้ำสายใหม่ คือ 250 เมตร เป็นแบบคลองลอย คือ ขอบสองข้างตั้งบนดินยกคันสูงสองฝั่ง ขนาดที่ออกมาเป็นอันดับ 2 ของแม่น้ำหลักของประเทศ รองจากเจ้าพระยา ถือว่าเป็นการเปลี่ยนภูมิประเทศครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์

              ที่น่าฉงน คือ มันไปแตะกับเส้นทางสายทวาย-แหลมฉบัง ถามว่านี่มันอะไรกัน ในการสร้างสิ่งก่อสร้างถาวรชนิดเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภูมิศาสตร์ของประเทศ ตัดผ่านแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญมากมาย โดยที่คนไทยไม่มีโอกาสรับรู้อย่างกระจ่างชัด ไม่มีโอกาสเข้าใจเหตุผลความจำเป็น ไม่มีโอกาสเห็นแนวทางเลือกที่ดีกว่า ก่อนการตัดสินใจของรัฐบาลเลย เรียกว่าประชาชนไม่มีส่วนร่วมตัดสินชะตากรรมประเทศที่สำคัญนี้เลย และยิ่งกว่านั้นการก่อสร้างขนาดใหญ่เหล่านี้ จะต้องเสียภูเขาไปอีกหลายลูกเพื่อบดหินภูเขาทำเป็นปูนและหินก่อสร้าง ไม่รวมการทำลายป่าดินน้ำอีกเท่าไหร่ เพื่อแลกกับแม่น้ำสายใหม่ ที่ไม่มีคำตอบว่า มันคือทางแก้ไขปัญหาดีที่สุดแล้วหรือ ???

              จากนั้นมีผู้มาแสดงความคิดเห็นว่า "ถ้าแม่น้ำแม่กลองเปลี่ยนไป กลายเป็นทางระบายน้ำ วันหนึ่งเราอาจได้จัดงานผักบุ้งแทนงานลิ้นจี่ และจัดงานผักกระเฉดแทนงานส้มโอก็ได้ ...ร่วมกันรักษาแม่น้ำแม่กลอง", "โมดูล เอ 1 การสร้างอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำปิง ยม น่าน สะแกกรัง และป่าสัก ซึ่งมีแผนจะสร้างอ่างเก็บน้ำและเขื่อนอย่างน้อย 21 แห่ง", นอกจากเขื่อนแม่วงก์ ซึ่งเป็นหนึ่งใน 21 แห่งนั้น ที่ ต.แม่นาจร อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ก็เป็นจุดที่กำหนดว่าจะสร้างเขื่อนด้วยเช่นกัน ช่วยกันติดตามและให้กำลังใจชาวแม่แจ่มค้านเขื่อนแม่แจ่มได้ที่เพจนี้ค่ะ"

              ในเวลาไล่เลี่ยกัน แฟนเพจ "ตะวันตกไม่เอาคลองแม่น้ำปิง" โพสต์ว่า "เปลี่ยนเส้นทางจากพนมทวน ผ่านชานบ้านโปง-บางแพ-ดำเนิน ไปออกอ่าวไทยโดยตรงดีกว่า อีกนิดเดียวเอง ชาวบ้านแถวนี้ไม่เดือดร้อนเรื่องน้ำท่วมด้วย" ขณะที่ "ฟิล์มแคนดู โปรดักชั่น บ้านโป่ง" แสดงความคิดเห็นว่า "ตราบใดที่ช่องทางออกทะเลของน้ำมี 4 ช่องทาง เท่าเดิม น้ำก็ยังคงท่วมอยู่ แค่เพิ่มจุดท่วมกระจายไปเท่านั้น ทางออกสู่ทะเลผมว่าควรเพิ่มเป็น 6 หรือ 8 ปากน้ำไปเลย จากเดิม แม่กลอง ท่าจีน เจ้าพระยา บางปะกง แค่ 4 ปากน้ำเท่านั้น"

              ถึงจุดนี้คงไม่มีใครปฏิเสธพลังในโลกโซเชียลมีเดีย จากนี้ไปน่าสนใจอย่างยิ่งว่า กระแสที่ถูกจุดขึ้นมาภายใต้เป้าหมายเดียวกันคือ ต่อต้านการสร้างเขื่อน และโครงการบริหารจัดการน้ำของ กบอ. จะมีพลังมากพอที่จะหยุดยั้งแรงขับเคลื่อนของรัฐบาลได้หรือไม่ ?


.............


(หมายเหตุ : 'โซเชียลมีเดีย'รวมพลคนไม่เอาเขื่อน(กบอ.) : รายงาน)