ไลฟ์สไตล์

'เบี้ย'!ชนวนร้าววรรณกรรมพานแว่นฟ้า(แดง)

'เบี้ย'!ชนวนร้าววรรณกรรมพานแว่นฟ้า(แดง)

25 ก.ย. 2556

'เบี้ย'บทกวีร้อน ชนวนร้าววรรณกรรมพานแว่นฟ้า(แดง) : รายงาน

              คำชี้แจงของคณะกรรมการรางวัลพานแว่นฟ้า ประจำปี 2556 ต่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า ในการทำหน้าที่ เนื่องจากบทกวีชื่อ "เบี้ย" ซึ่งได้รางวัลชนะเลิศทำผิดกติกา โดยยืนยันว่า คณะกรรมการวรรณกรรมแห่งรัฐสภา ได้มีการตัดสินเช่นนั้นเป็นการอนุโลมตามความเห็นร่วมกัน ประกอบกับกรรมการชุดนี้มองโลกแบบกวี ไม่ใช่ครูภาษาไทย โดยมองเนื้อหาเป็นหลัก

              ยิ่งทำให้บรรยากาศในแวดวงวรรณกรรม ไม่ว่าจะเป็นกวี นักเขียน นักวิจารณ์ หรือนักวิชาการ วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในโลกโซเชียลมีเดีย ฝ่ายที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ต่างงัดเหตุผลและวาทกรรมออกมาเชือดเฉือนกันอย่างเผ็ดร้อน

              พิเชฐ แสงทอง ในฐานะกรรมการตัดสินรางวัลซีไรต์ ตั้งปุจฉาว่า อนุโลม ตามความเห็นร่วมกัน กรรมการชุดนี้มองโลกแบบกวีไม่ใช่ครูภาษาไทย แต่มองเนื้อหาเป็นหลัก เป็นเหตุผลในการแถลงถึงรางวัลที่มีปัญหา ที่แย่มากที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมา

              กวีรุ่นใหญ่อย่าง ศิริวร แก้วกาญจน์ มองว่า รางวัลอื่นๆ เขาเปิดทางออกไว้ชัดเจน ในกรณีที่นอกเหนือกติกาที่กำหนดไว้ให้อยู่ในดุลพินิจของกรรมการ แต่พานแว่นแดงไม่มีอะไรแบบนี้เลย นอกจากใช้วิธีเผด็จการแบบที่พวกเขาชิงชัง

              ศิริวร โพสต์อีกว่า "รัฐประหาร-รางวัลพานแว่นฟ้า! คณะกรรมการรางวัลพานแว่นฟ้าแดง ก่อการรัฐประหารตัวเอง ยึดอำนาจทางปัญญา คว่ำกติกาการตัดสิน มอบรางวัลอัปยศให้แก่บทกวีที่เขียนผิดกติกา ! ใครไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมอันเป็นเผด็จการ ร่วมลงชื่อและแสดงความคิดเห็น ณ ที่นี่ ได้ตามสะดวกใจนะครับ"

              ด้าน นายทิวา กวีและนักเขียน มองว่า "น่าผิดหวังอย่างยิ่งครับ ต่อการชี้แจงของ กก.รางวัลพานแว่นฟ้าแห่งรัฐสภา กรณี บทกวียอดเยี่ยมพานแว่นฟ้า ผิดกติกา ที่ประกาศต่อที่สาธารณะ เพื่อเป็นกรอบในการส่งงานของผู้เข้าร่วมส่งผลงาน โดยชิ้นงานที่ได้รางวัลยอดเยี่ยม มีจำนวน 14 บทครึ่ง (กติกากำหนดชัดแจ้งว่า 6-12 บท)

              "กติกา" มีขึ้น โดยมติของ กก. ก่อนที่จะประกาศต่อที่สาธารณะ เพื่อให้ทุกคนที่ส่งผลงาน เข้าใจ "กติกา" ในการพิจารณาและตัดสิน เพื่อการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ภายใต้กรอบ "กติกา" ที่กำหนดชัดแจ้ง กรณีเช่นว่านี้ จึงไม่ใช่เรื่อง "เกณฑ์" อันว่าด้วยการพิจารณา "เนื้อหา" หรือ "รูปแบบ" ที่สามารถเป็นไปตาม "รสนิยม" หรือ "โดยอนุโลม" ได้ ไม่เช่นนั้นเราจะกำหนด "กรอบ" และ "กติกา" ไว้อย่างชัดเจนทำไม ถัาอย่างนั้น ก็ประกาศ "กติกาการประกวด" แบบปลายเปิด โดยไม่ต้องกำหนดชัดแจ้งว่า ต้องเป็น "6-12 บท ก็น่าจะหมดปัญหา ว่าด้วยการ "ล้มกติกา" โดย กก.เสียเอง ขออนุญาตร่วมแสดงความเห็น ต่อประเด็นอันว่าด้วย "หลักการ" เช่นนี่ครับ"

              ขณะที่เฟซบุ๊กของ "ทุ่งกุลา ไพวรินทร์ ขาวงาม" ระบุว่า เช้านี้อ่านแต่ข่าวสร้างสรรค์วรรณกรรมการเมืองแห่งรัฐสภาไทย อ่านทุกฝ่าย ทั้งแดง เหลือง ร้าย ดี บวก ลบ คูณ หาร ถูก ผิด ขำ ขื่นตาลายเลย... เสร็จแล้ว ก็ลองกลับไปอ่านตัวบทกวี อ่านคำประกาศยกย่อง อ่านคำแถลงชี้แจงของคณะกรรมการ... นึกว่าจะมีแต่พวกนักการเมืองผู้ดื้อรั้นดันทุรังจะเอาอะไรสักอย่างให้ได้ หรือจะเอาชนะให้ได้ แบบที่เห็นๆ ในสภา แต่ยังมีอยู่แม้ในหมู่ปัญญาชนผู้อ้างประชาธิปไตยเสรีก้าวหน้า! ต้องขอบอกนิดหนึ่งแหละนะ เบื่อพวกที่มองแค่ว่า เรื่อง 'พานแว่นฟ้า' นี่เป็นการทะเลาะกันของเสื้อแดงกับเสื้อเหลือง พอเสื้อแดงได้รางวัล เสื้อแดงเป็นกรรมการ เสื้อเหลืองเลยได้จุดโจมตี คิดได้แค่นี้เองหรือ ? อยากจะบอกว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น แบบ 'หลักการไม่รู้ หลักกูมาก่อน' ไม่ว่าฝ่ายไหนเป็นคนทำ มันก็เป็นเรื่องให้ข้องใจทั้งนั้นแหละครับ ถ้าพรรคพวกผมทำแบบนี้ ผมก็ต้องตั้งคำถามเหมือนกัน

              "ต้องไปอ่านคำแถลงของคณะกรรมการครับ คนไม่เหลือง ไม่แดง เขาก็รับได้ยาก และไม่ใช่การไปซ้ำเติมคนที่ได้รางวัล งานนี้ไม่ได้อยู่ที่คนได้รับรางวัล หรือตัวบทกวีเป็นหลัก มันอยู่ที่กติกา กรรมการ และคำแถลง ถ้าจะมีการทำร้ายภาพลักษณ์ของคนได้รับรางวัลอย่างรุนแรงและเปิดเผย ก็น่าจะเป็น "คำแถ-ลง" นี่แหละครับ"

              แม้แต่ "สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล" โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กว่า เรื่อง "พานแว่นฟ้า" ต้อง ถอนหายใจเฮือกๆๆ และพูดแบบฝรั่งว่า "What a mess!" ไม่อยากให้กรรมการ ถูกโจมตี โดยเฉพาะถ้าดูจากแบ็กกราวน์ ปัญหาทีเกิดขึ้น ก่อนหน้านี้ ทีมีการโจมตี (เรื่องอื่น) อย่างไม่ถูกต้อง (จากคนอย่าง พี่เนาว์ หรือ วิมล ไทรนิ่มนวล) แต่งานนี้ผมว่ากรรมการพลาดจริงๆ และผมมองไม่เห็นทางออกทางอื่น นอกจาก "โมฆะ" การตัดสินไป อันนี้ ไม่เกี่ยวกับ ผู้เขียน "เบี้ย" ที่ผมไม่รู้จักเลย ไม่เกี่ยวกับคุณภาพบทกวีของเขาด้วย แต่การคงไว้ซึ่งการตัดสินแบบนี้ มันทำให้การประกวด กลายเป็นเรือง "ตลก" ไป เสีย "credibility" ของตัวรางวัลไป ที่สำคัญ (อย่างที่ผมย้ำแล้วย้ำอีก) มันไม่ "แฟร์" ต่อผู้เข้าประกวดคนอื่นๆ มันไม่ถูกต้องที่จะปฏิบัติต่อคนเหล่านั้น แบบ ไม่แฟร์ แบบนี้ครับ

              ต่อมาแค่ไม่กี่อึดใจ "สมศักดิ์" โพสต์อีกข้อความ "อันนี้ ผมเสนอต่อบรรดาเพื่อนฝูง ที่เข้าไปเกี่ยวข้องเป็นกรรมการพานแว่นฟ้า ด้วยความปรารถนาดีจริงๆ นะครับ ผมว่า "โมฆะ" หรือยกเลิกการตัดสินไปเถอะ แล้วลาออกแสดงความรับผิดชอบอะไรกันไป มองในระยะยาว มองในภาพรวม นี่เป็นทางออกที่ถูกที่สุดนะ (ในแง่ "การเมือง" ด้วย ถ้าจะคิดในแง่นั้น)

              "ขอแสดงความเสียใจต่อผู้เขียน "เบี้ย" ด้วย อย่างที่ผมยืนยันแต่แรกว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับคุณ หรือคุณภาพงานของคุณ เพราะกรรมการเป็นคนตัดสินใจให้รางวัล ไม่ใช่คุณตัดสินใจเอง อันที่จริง ถ้าคุณจะประกาศไม่รับรางวัลเสียเอง ก็จะยิ่งดี แต่อันนั้น ผมไม่กล้าเรียกร้อง เพราะเห็นว่า ไม่ใช่ความรับผิดชอบ หรือการตัดสินใจของคุณที่ได้รางวัล แต่ใจจริง ผมก็ว่า การได้รางวัล ภายใต้สภาพแบบนี้ มันไม่ดีต่องานของคุณเองเหมือนกัน ก็แล้วแต่คุณจะตัดสินใจนะ"

              อย่างไรก็ตาม เฟซบุ๊กรางวัลพานแว่นฟ้าแห่งรัฐสภาไทย มีผู้ที่เห็นด้วยอย่าง เช่น "Phuttipong Ponganekgul" บอกว่า ขออนุญาตเข้ามาคอมเมนท์นิดหน่อย - เกรงโดนลูกระเบิดอยู่เหมือนกัน ที่อ่านๆ เข้าใจว่าในเวทีนี้มีบทกวี 2 ประเภท คือ 1.ประพันธ์ตามฉันทลักษณ์ (เข้าใจว่า เช่น กาพย์ฉบัง กาพย์ยานี กลอนสี่สุภาพ ฯลฯ) 2.ประพันธ์ตามใจผู้ประพันธ์ ประเภทที่ 1.จำกัดจำนวน 12 บท, ประเภทที่ 2.จำกัด 2 หน้ากระดาษ A4 ตามที่อ่านเหมือนคณะกรรมการมองว่า กรณีประพันธ์ผิดฉันทลักษณ์ ถือว่าเป็นการประพันธ์ตามใจผู้ประพันธ์ (ประเภทที่ 2) จึงไม่ติดเงื่อนไข 12 บท แม้บางช่วงบางตอนจะเข้าฉันทลักษณ์ แต่ก็แหกฉันทลักษณ์บางช่วงบางตอน ก็เข้าตามเกณฑ์ "ประพันธ์ตามใจผู้ประพันธ์" (ไม่เกิน 2 หน้า A4 เป็นใช้ได้) ผมเข้าใจแบบนี้นะ ในแง่ตีความอาจจะได้อยู่ ไม่ถึงกับโมฆะไปเสียเลย

              อันที่จริง ในเชิงฝีไม้ลายมือของงานประพันธ์ทั้งสองประเภทนี้ ควรแยกเวทีกัน มิเช่นนั้นจะเกิดปัญหาเวลาพิจารณาว่า สอดคล้องฉันทลักษณ์หรือไม่ จะกลายเป็นใช้เกณฑ์แต่งตามใจผู้ประพันธ์ได้ เท่ากับเสมือนไม่ใส่ใจในแง่ฉันทลักษณ์มาตั้งแต่ต้น (คนที่แต่งตามฉันทลักษณ์เคร่งครัดแทบซีด ก็เปล่าประโยชน์ กับคนที่แต่งตามฉันทลักษณ์เคร่งครัดไม่เป็นเลย) จึงเห็นว่า ในคราวหน้า ควรแยกเวทีกันน่าจะแฟร์กว่า หรือไม่ก็คละกัน โดยไม่กำหนดเกณฑ์ที่แตกต่างจากกัน

              ขณะที่ "Ket U Sa Juntraphom" มองว่า "เห็นด้วยกับคำแถลงการณ์ไม่ควรกดกักรัดรึงคุณค่าทางวรรณกรรมคณะกรรมการสร้างบรรทัดฐานที่ดีสำหรับคนอ่าน-คนเขียน-คนอยากจะเขียน-และวงวรรณกรรมไทย"



ปฐมเหตุแห่งสงคราม"กวี"
              ทันทีที่คณะกรรมการวรรณกรรมแห่งรัฐสภาได้ประกาศผลการ ตัดสินให้บทกวีเรื่อง "เบี้ย" ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม ก็มีเสียงท้วงติงจากนักกวี นักเขียนและนักวิจารย์ตามมาถึงกฎกติกาในการตัดสิน อย่างเช่น พินิจ นิลรัตน์ นักวิจารณ์ฝีปากกล้า โพสต์ข้อความว่า ขอไม่พูดถึงเนื้อหา และมิพักต้องอธิบายว่า "บทกวียอดเยี่ยม" รางวัลพานแว่นฟ้า ครั้งที่ 12 ประจำปี 2556 นั้น มีจุดบกพร่องในเชิงฉันลักษณ์ตรงไหน กี่จุด จะไม่ไปแตะตรงนั้น พูดให้ชัดก็คือ ไม่มีเจตนาไปคอยจับผิดทั้ง "รูปแบบ" และ "เนื้อหา" ให้ขุ่นเคืองใจใคร แต่สิ่งที่จะพูดต่อไปนี้เป็นเรื่อง "กฎกติกา" ล้วนๆ ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ เปิดเผย ประชาสัมพันธ์เชิญชวน เป็นที่รับรู้ในวงกว้างอยู่แล้วทั้งสิ้น

              "หลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกและการตัดสิน และขั้นตอนการพิจารณาวรรณกรรมการเมืองประเภทเรื่องสั้นและบทกวี' ระบุว่า 7.2) บทกวี เป็นวรรณกรรมการเมืองประเภทบทกวี หากเป็นฉันทลักษณ์แบบแผน ขนาดความยาว 6-12 บท..."

              คำถามคือ บทกวีชื่อ "เบี้ย" มี 14 บท (กับอีกครึ่งบท) ผ่านมาถึงขั้นนี้ได้อย่างไร เห็นว่า "ผิดหลักเกณฑ์" อย่างชัดแจ้งโดยไม่ต้องตีความใดๆ ให้ซับซ้อน ถือเป็น "โมฆะ" ตั้งแต่ต้น หรือว่ามีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงกติกาตอนไหน อย่างไร ใครทราบเรื่องนี้ช่วยให้ความกระจ่างด้วย / ด้วยความเคารพ

              กระทั่งเมื่อวันที่ 23 กันยายน คณะกรรมการวรรณกรรมแห่งรัฐสภา แถลงโดยสรุปว่า ได้รับการแต่งตั้งมาโดยมีภารกิจคือ วางโครงสร้างการยกระดับการประกวดวรรณกรรมของรัฐสภา ทั้งนี้กรรมการหลายท่านไม่เห็นด้วยกับข้อกำหนดของบทกวี ที่ระบุให้บทกวีฉันทลักษณ์ มีความยาว 6-12 บท ในขณะที่กลอนเปล่ามีความยาวไม่เกิน 2 หน้า จึงพิจารณากันว่า จะเปลี่ยนข้อกำหนดหรือไม่ ที่ประชุมเห็นว่า การประกาศเปลี่ยนข้อกำหนดจะทำให้เกิดความล่าช้ายุ่งยาก อีกทั้งคณะกรรมการยังมีภารกิจหลัก คือการวางโครงสร้างและจัดตั้งรางวัลใหม่ เห็นว่าให้ใช้ข้อกำหนดเดิมโดยอนุโลม และให้เป็นดุลพินิจของกรรมการกลั่นกรองแต่ละชุดว่าจะอนุโลมแค่ไหนเพียงใด

              คณะอนุกรรมการกลั่นกรองบทกวี จึงเป็นผู้ใช้ดุลพินิจในการอนุโลมให้บทกวีเรื่อง "เบี้ย" ผ่านเข้ารอบ เมื่อถึงชั้นอนุกรรมการคัดเลือกที่ต้องตัดสินเรื่องที่เข้ารอบสุดท้าย "shortlist" คณะกรรมการก็ตัดสินโดยพิจารณาบทกวีทุกบทอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ได้นำกรณีที่ผิดข้อกำหนดขึ้นมาพิจารณา และเนื่องจากบทกวีเรื่อง "เบี้ย" มีเสียงก้ำกึ่งกับบทกวีอีก 2 ชิ้น คณะอนุกรรมการคัดเลือก ซึ่งโดยประเพณีจะต้องเสนอเรื่องที่ได้รับรางวัลชนะเลิศให้ที่ประชุมใหญ่ด้วย จึงเสนอบทกวีทั้ง 3 ชิ้น ให้ที่ประชุมใหญ่พิจารณา

              ในการพิจารณาบทกวีทั้ง 3 ชิ้น ที่ประชุมคณะกรรมการได้มีผู้ยกประเด็นเรื่องการผิดข้อกำหนดในเรื่องจำนวนบท ควบคู่กับการผิดฉันทลักษณ์ ขึ้นมาให้ที่ประชุมพิจารณา ที่ประชุมได้พิจารณาและเห็นว่า ในเมื่อให้สิทธิ์ในการอนุโลมต่อกรรมการกลั่นกรองไปแล้ว ย่อมเป็นดุลพินิจของกรรมการกลั่นกรองที่จะพิจารณา และจะไม่นำประเด็นผิดข้อกำหนดเข้ามาพิจารณาอีก ส่วนประเด็นผิดฉันทลักษณ์ ที่ประชุมเห็นว่า บทกวีเรื่อง "เบี้ย" เป็นบทกวีที่ไม่เคร่งฉันทลักษณ์แบบแผน ในทำนองเดียวกับวรรณกรรมมุขปาฐะ และเพลงร้องของคนไทยที่มีมาช้านาน แบบแผนฉันทลักษณ์ซึ่งเป็นข้อกำหนด เป็นเพียง “ฉันทะ” หรือความพอใจของคนกลุ่มเดียว ไม่ใช่ตัวกำหนดคุณค่าของบทกวี

              หลังจากอภิปรายกันเป็นเวลาครึ่งวัน ที่ประชุมมีมติให้บทกวีเรื่องเบี้ยได้รับรางวัลชนะเลิศ แม้จะมีความยาวเกิน 12 บท แต่ไม่เกิน 2 หน้า จึงอนุโลมให้ไม่ผิดเงื่อนไข อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการขอถือโอกาสนี้ ประกาศจุดยืนว่า บทกวีฉันทลักษณ์และกลอนเปล่าจะต้องได้รับการพิจารณาอย่างเท่าเทียมกัน และจะไม่ปล่อยให้แบบแผนใดๆ มากำหนด กดกัก หรือรัดรึงคุณค่าของวรรณกรรม

...............................

(หมายเหตุ : 'เบี้ย'บทกวีร้อน ชนวนร้าววรรณกรรมพานแว่นฟ้า(แดง) : รายงาน)