ไลฟ์สไตล์

'นักเขียน'ล่าชื่อต้าน'กก.พานแว่นฟ้า'

'นักเขียน'ล่าชื่อต้าน'กก.พานแว่นฟ้า'

23 ก.ย. 2556

'กก.พานแว่นฟ้า'แจงตัดสินบทกวีเรื่องเบี้ย ใช้หลักมองโลกแบบกวียึดเนื้อหาเป็นหลัก ขณะที่กวีชื่อดังอัดไม่เป็นแบบอย่างประชาธิปไตย เตรียมล่าชื่อไม่เห็นด้วย


              23 ก.ย.56 สืบเนื่อจากวันที่ 21 ก.ย.ที่ผ่านมา เมื่อ "พินิจ นิลรัตน์" นักวิจารณ์ฝีปากกล้า โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงกรณีการประกวดแข่งขันบทกวี"รางวัลพานแว่นฟ้า" ครั้งที่ 12 ประจำปี 2556 ซึ่งโยงบทกวีที่ได้รับรางวัลชนะเลิศทำผิดกติกา และกลายเป็นประเด็นร้อนในโลกสังคมออนไลน์ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงประเด็นดังกล่าว ทั้งนี้ จากการตรวจสอบเฟซบุ๊ก "รางวัลพานแว่นฟ้าแห่งรัฐสภาไทย" ได้มีการโพสต์ข้อความว่า "คณะกรรมการวรรณกรรมแห่งรัฐสภาจะแถลงข่าวชี้แจง และตอบคำถามกรณีบทกวีเรื่อง เบี้ย วันจันทร์ 23 กันยายน 2556 เวลา 14.30 น. ที่ห้องแกรนบอลรูม โรงแรมเซ็นจูรี่ปาร์ค ขอเรียนเชิญสื่อมวลชนและผู้สนใจเข้าร่วมรับฟัง"

              ต่อมาคณะกรรมการวรรณกรรมแห่งรัฐสภา ได้แถลงข่าวชี้แจงความว่า "ต่อกรณีการตั้งคำถามว่า เหตุใดบทกวีเรื่อง “เบี้ย” ซึ่งมี 14 บทกับอีก 2 วรรค จึงสามารถผ่านเข้ารอบ และได้รับรางวัลชนะเลิศ โดยที่ คุณสมบัติ ข้อปฏิบัติ และเงื่อนไขการประกวดวรรณกรรมการเมืองประเภทเรื่องสั้นและบทกวี ระบุไว้ในข้อ 7.2 ว่า “หากเป็นฉันทลักษณ์แบบแผน ขนาดความยาว 6 – 12 บท พิมพ์ลงในกระดาษ เอ 4 .... หรือเป็นบทกวีรูปแบบอื่น (กลอนเปล่าหรือรูปแบบคำประพันธ์ที่สร้างขึ้นใหม่) พิมพ์ลงในกระดาษเอ 4 จำนวนไม่เกิน 2 หน้า...” ขอเรียนชี้แจงเหตุการณ์ ความเป็นมา และการพิจารณา ดังนี้

              ประการแรก ในเบื้องต้น คณะกรรมการวรรณกรรมแห่งรัฐสภาได้รับการแต่งตั้งมาโดยมีภารกิจคือ วางโครงสร้างการยกระดับการประกวดวรรณกรรมของรัฐสภา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เพื่อจัดตั้งรางวัลวรรณกรรมระดับชาติ และระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่มีกรณีต้องพิจารณาคือ การประกวดรางวัลพานแว่นฟ้าแห่งรัฐสภาไทย ประจำปี 2556 ซึ่งไม่มีผู้ดำเนินการ เนื่องจากการยุบเลิก คณะกรรมการรางวัลพานแว่นฟ้าแห่งรัฐสภาไทย ปี 2556 ทางรัฐสภา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร โดยคณะกรรมการวรรณกรรมแห่งรัฐสภา จึงต้องพิจารณาว่า จะยกเลิกการประกวดดังกล่าว หรือรับดำเนินการต่อจนเสร็จสิ้น ที่ประชุมพิจารณาและมีมติให้ดำเนินการต่อให้เสร็จสิ้น คณะกรรมการวรรณกรรมแห่งรัฐสภาจึงมีภารกิจต้องดำเนินการจัดประกวดต่อ ไปพร้อม ๆ กับการวางโครงสร้างรางวัลใหม่

              ประการต่อมา ในการพิจารณาดำเนินการต่อนี้ กรรมการหลายท่านไม่เห็นด้วยกับข้อกำหนดของบทกวี ที่ระบุให้ บทกวีฉันทลักษณ์ มีความยาว 6 – 12 บท ในขณะที่กลอนเปล่ามีความยาวไม่เกิน 2 หน้า จึงได้มีการพิจารณากันว่า จะเปลี่ยนข้อกำหนดหรือไม่ ที่ประชุมเห็นว่า การประกาศเปลี่ยนข้อกำหนดจะทำให้เกิดความล่าช้ายุ่งยาก อีกทั้งคณะกรรมการวรรณกรรมแห่งรัฐสภายังมีภารกิจหลักคือการวางโครงสร้างและจัดตั้งรางวัลใหม่ จึงเห็นว่าให้ใช้ข้อกำหนดเดิมโดยอนุโลม และให้เป็นดุลพินิจของกรรมการกลั่นกรองแต่ละชุดว่าจะอนุโลมแค่ไหนเพียงใด

              คณะอนุกรรมการกลั่นกรองบทกวี จึงเป็นผู้ใช้ดุลยพินิจในการอนุโลมให้บทกวีเรื่องเบี้ย ผ่านเข้ารอบ

              เมื่อถึงชั้นอนุกรรมการคัดเลือกที่ต้องตัดสินเรื่องที่เข้ารอบสุดท้าย shortlist คณะกรรมการก็ตัดสินโดยพิจารณาบทกวีทุกบทอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ได้นำกรณีที่ผิดข้อกำหนดขึ้นมาพิจารณา และเนื่องจากบทกวีเรื่องเบี้ยมีเสียงก้ำกึ่งกับบทกวีอีก 2 ชิ้น คณะอนุกรรมการคัดเลือก ซึ่งโดยประเพณีจะต้องเสนอเรื่องที่ได้รับรางวัลชนะเลิศให้กับที่ประชุมใหญ่ด้วย จึงเสนอบทกวีทั้ง 3 ชิ้น ให้ที่ประชุมใหญ่พิจารณา

              ในการพิจารณาบทกวีทั้ง 3 ชิ้นของที่ประชุมคณะกรรมการวรรณกรรมแห่งรัฐสภา ได้มีผู้ยกประเด็นเรื่องการผิดข้อกำหนดในเรื่องจำนวนบท ควบคู่กับการผิดฉันทลักษณ์ ขึ้นมาให้ที่ประชุมพิจารณา ที่ประชุมได้พิจารณาและเห็นว่า ในเมื่อให้สิทธิ์ในการอนุโลมต่อกรรมการกลั่นกรองไปแล้ว ย่อมเป็นดุลยพินิจของกรรมการกลั่นกรองที่จะพิจารณา และจะไม่นำประเด็นผิดข้อกำหนดเข้ามาพิจารณาอีก ส่วนประเด็นผิดฉันทลักษณ์ ที่ประชุมเห็นว่า บทกวีเรื่องเบี้ยเป็นบทกวีที่ไม่เคร่งฉันทลักษณ์แบบแผน ในทำนองเดียวกับวรรณกรรมมุขปาฐะ และเพลงร้องของคนไทยที่มีมาช้านาน แบบแผนฉันทลักษณ์ซึ่งเป็นข้อกำหนด เป็นเพียง “ฉันทะ” หรือความพอใจของคนกลุ่มเดียว ไม่ใช่ตัวกำหนดคุณค่าของบทกวี

              หลังจากอภิปรายกันเป็นเวลาครึ่งวัน ที่ประชุมมีมติให้บทกวีเรื่องเบี้ยได้รับรางวัลชนะเลิศ

              ต่อกรณีการออกความเห็น ตามที่ปรากฏ คณะกรรมการวรรณกรรมแห่งรัฐสภาขอยืนยันมติที่ได้พิจารณาไปแล้ว และจำต้องเรียนว่า ข้อกำหนดให้บทกวีฉันทลักษณ์ต้องมีความยาว 6 – 12 บท ในขณะที่กลอนเปล่ามีความยาวไม่เกิน 2 หน้านั้น เป็นข้อกำหนดที่ไม่มีเหตุผลควรรับฟัง ในเมื่อกำหนดกลอนเปล่าไว้ไม่เกิน 2 หน้า ก็ย่อมต้องอนุโลมฉันทลักษณ์ได้ไม่เกิน 2 หน้า แม้ว่าข้อกำหนดนี้จะเป็นข้อกำหนดที่ประกาศไปแล้ว แต่คณะกรรมการวรรณกรรมแห่งรัฐสภาขอสงวนสิทธิ์ตามที่ระบุไว้ใน คุณสมบัติ ข้อปฏิบัติ และเงื่อนไขการประกวดวรรณกรรมการเมืองประเภทเรื่องสั้นและบทกวี ข้อ ๑๑ ว่า การพิจารณาและการตัดสินของคณะกรรมการเป็นที่สุด

              จึงขอแจ้งให้ทราบว่า บทกวีเรื่องเบี้ย แม้จะมีความยาวเกิน 12 บท แต่ไม่เกิน 2 หน้า จึงอนุโลมให้ไม่ผิดเงื่อนไข

              คณะกรรมการวรรณกรรมแห่งรัฐสภาขอถือโอกาสนี้ ประกาศจุดยืนว่า บทกวีฉันทลักษณ์และกลอนเปล่าจะต้องได้รับการพิจารณาอย่างเท่าเทียมกัน และจะไม่ปล่อยให้แบบแผนใด ๆ มากำหนด กดกัก หรือรัดรึงคุณค่าของวรรณกรรม

              คณะกรรมการขอเรียนต่อประชาชนผู้ส่งผลงานเข้าประกวด และผู้ให้ความสนใจต่อการประกวดรางวัลในครั้งนี้ว่า คณะกรรมการขออภัยที่ไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดเดิมโดยเคร่งครัด แต่เลือกให้อำนาจในการใช้ดุลพนิจกับอนุกรรมการกลั่นกรองโดยมิได้ประกาศแจ้งให้ทราบโดยทั่วไปเสียก่อน ทั้งนี้ เนื่องจากเป็นการผลัดคณะกรรมการผู้รับผิดชอบการประกวดกลางครัน และต้องใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาข้อกำหนดที่ลักลั่นไร้เหตุผลเพื่อดำเนินการประกวดให้ลุล่วงในเวลาที่จำกัด ซึ่งคณะกรรมการเห็นว่าจะต้องเป็นการใช้ดุลยพินิจโดยคำนึงถึงการเปิดกว้างในทางรูปแบบการสร้างสรรค์อย่างเท่าเทียมกันกว่าที่เป็นมาในอดีต เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างกว้างขวางที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เช่นกันกับที่เปิดโอกาสให้งานบทกวีร่วมสมัยของไทย สามารถแสดงพลังและความหมายของมันได้โดยไม่ถูกจำกัดด้วยกรอบการประพันธ์ที่คับแคบอีกต่อไป

              คณะกรรมการวรรณกรรมแห่งรัฐสภาขอยืนยันว่า กรณีการอนุโลมเงื่อนไขโดยไม่ประกาศแจ้งให้ทราบก่อนนี้ จะไม่เกิดขึ้นอีก เพราะรางวัลวรรณกรรมที่จะจัดประกวดในปีต่อ ๆ ไปจะไม่มีเกณฑ์ที่แบ่งแยกกระบวนการสร้างงานวรรณกรรมอย่างไม่มีเหตุผลเช่นนี้อีก

              ประการสุดท้าย ขอยืนยันว่า บทกวีเรื่องเบี้ยเป็นบทกวีที่สมควรได้รับรางวัลชนะเลิศ เพราะคุณค่าของบทกวี ย่อมไม่ถูกกดกักไว้ด้วยแบบแผนใด ๆ ทั้งสิ้น


              ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการแถลงของ กรรมการรางวัลพานแว่นฟ้าฯ ได้ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในวงวรรณกรรม นักเขียน-กวี ตลอดจนวงการวิชาการ และหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ผ่านสื่อโซเชียลเน็ตเวิร์คอย่าง เฟซบุ๊ก อาทิ นายโกสินทร์ ขาวงาม กวีชื่อดัง มองว่า เป็นการชี้แจงที่มักง่ายประเด็นเนื้อหาเป็นเรื่องหนึ่ง ส่วนกฏกติกาก็อีกเรื่องหนึ่ง และที่สำคัญเกี่ยวกับครูภาษาไทยตรงไหน แบบนี้จะเป็นักประชาธิปไตยได้อย่างไร

              ด้านนายพิเชฐ แสงทอง นักวิชาการ นักวิจารณ์วรรณกรรม และกรรมการตัดสินรางวัลซีไรต์ "อนุโลม ตามความเห็นร่วมกัน กรรมการชุดนี้มองโลกแบบกวีไม่ใช่ครูภาษาไทย แต่มองเนื้อหาเป็นหลัก เป็นเหตุผลในการแถลงถึงรางวัลที่มีปัญหา ที่แถและแย่มากที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ยินมา"

              นายนพดล ปรางค์ทอง นักเขียน นักวิชาการ มองว่า "ขำดีครับ แปลว่า โยนให้พวกคัดค้านผลการตัดสินเพราะผิดกติกานี้ เป็นพวกครูภาษาไทย จริง ๆ ผมว่าต้องบอกว่าเป็นครูคณิตศาสตร์จึงจะถูกกว่านะ 555 จริง ๆ แล้ว เรื่องนี้มันบูรณาการ (ท่อนนี้เลียนแบบนายกฯหน่อย) มีทั้งครูกฎหมาย ครูภาษาไทย มองจากมุมไหนก็มีปัญหาหมดแหละ ยกเว้นมองจากแว่นกรรมการ กรรมการเป็นที่สุดอ่ะครับ เข้าใจม่าย อิอิ"

              นายศิริวร แก้วกาญจน์ กวีและนักเขียน "รางวัลอื่นๆเขาเปิดทางออกไว้ชัดเจน เช่นเซเว่นฯ บอกว่า ในกรณีที่นอกเหนือกติกาที่กำหนดไว้ให้อยู่ในดุลยพินิจของกรรมการ แต่พานแว่นแดงไม่มีอะไรแบบนี้เลย นอกจากใช้วิธีเผด็จการแบบที่พวกเขาชิงชัง!"

               นายศิริวร ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวอีกว่า "รัฐประหาร-รางวัลพานแว่นฟ้า! คณะกรรมการรางวัลพานแว่นฟ้าแดง ก่อการรัฐประหารตัวเอง ยึดอำนาจทางปัญญา คว่ำกติกาการตัดสิน มอบรางวัลอัปยศให้กับบทกวีที่เขียนผิดกติกา! ใครไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมอันเป็นเผด็จการ ร่วมลงชื่อและแสดงความคิดเห็น ณ ที่นี่ ได้ตามสะดวกใจนะครับ"

               ขณะที่นายพินิจ ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวเช่นกันว่า "กรณีที่ผมตั้งคำถามถึง ‘บทกวีการเมืองยอดเยี่ยม’ รางวัลพานแว่นฟ้าแห่งรัฐสภาไทย ประจำปี 2556  ที่ชื่อ ‘เบี้ย’ ซึ่งได้รับ ‘โล่เกียรติยศ’ จากประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภา พร้อมเงินรางวัล 100,000 บาทนั้นว่า “ผ่านมาถึงขั้นนี้ได้อย่างไร” เนื่องจากบทกวีชิ้นนี้มีความยาว 14 บท ในขณะที่ ‘กติกา’ หรือ ‘หลักเกณฑ์’ ระบุไว้ชัดแจ้ง ข้อ 7.2) บทกวี เป็นวรรณกรรมการเมืองประเภทบทกวี หากเป็นฉันทลักษณ์แบบแผน ขนาดความยาว 6 – 12 บท...” บัดนี้ ‘คณะกรรมการวรรณกรรมแห่งรัฐสภา’ ขึ้นเวที ‘แถลง’ ชี้แจงให้ประชาชีรับทราบอย่างเปิดเผยแล้ว ความว่า “อนุโลม ตามความเห็นร่วมกัน กรรมการชุดนี้มองโลกแบบกวีไม่ใช่ครูภาษาไทย แต่มองเนื้อหาเป็นหลัก “ (อ้างจากเฟซบุ๊ค Book Intep) ดังนั้น ได้รับคำตอบจาก ‘คณะกรรมการวรรณกรรมแห่งรัฐสภา’ ผมจึงหมดหน้าที่ ในชั้นนี้ผมไม่มีอะไรจะถามอีกแล้ว"

               ด้านนายทิวา กวีและนักเขียน ได้โพสต์ว่า "น่าผิดหวังอย่างยิ่งครับ ต่อการชี้แจงของ กก.รางวัลพานแว่นฟ้าแห่งรัฐสภา กรณี บทกวียอดเยี่ยม "พานแว่นฟ้า" ผิดกติกา ที่ประกาศต่อที่สาธารณะ เพื่อเป็นกรอบในการส่งงานของผู้เข้าร่วมส่งผลงาน โดยชิ้นงานที่ได้รางวัลยอดเยี่ยม มีจำนวน 14 บทครึ่ง (กติกากำหนดชัดแจ้งว่า 6-12 บท)

               "กติกา" มีขึ้น โดยมติของ กก. ก่อนที่จะประกาศต่อที่สาธารณะ เพื่อให้ทุกคนที่ส่งผลงาน เข้าใจ "กติกา" ในการพิจารณาและตัดสิน เพื่อการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ภายใต้กรอบ "กติกา" ที่กำหนดชัดแจ้ง กรณีเช่นว่านี้ จึงไม่ใช่เรื่อง "เกณท์" อันว่าด้วยการพิจารณา "เนื้อหา" หรือ "รูปแบบ" ที่สามารถเป็นไปตาม "รสนิยม" หรือ "โดยอนุโลม" ได้ ไม่เช่นนั้น เราจะกำหนด "กรอบ" และ "กติกา" ไว้อย่างชัดเจนทำไม ถัาอย่างนั้น ก็ประกาศ "กติกาการประกวด" แบบปลายเปิด โดยไม่ต้องกำหนดชัดแจ้งว่า ต้องเป็น "6-12 บท ก็น่าจะหมดปัญหา ว่าด้วยการ "ล้มกติกา" โดย กก. เสียเอง ขออนุญาตร่วมแสดงความเห็น ต่อประเด็นอันว่าด้วย "หลักการ" เช่นนี่ครับ"


 

 

....................................

ข่าวเกี่ยวข้อง

- รุมเชือด!'พานแว่นฟ้า'ยก'เบี้ย'ชนะ-ชี้ผิดกติกา : http://www.komchadluek.net/detail/20130921/168736/รุมเชือด!พานแว่นฟ้ายกเบี้ยชนะชี้ผิดกติกา.html

- 'ส.นักเขียนฯ'จี้'กก.'แจงกวี'พานแว่นฟ้า'ผิดกติกา : http://www.komchadluek.net/detail/20130921/168748/ส.นักเขียนฯจี้กก.แจงกวีพานแว่นฟ้าผิดกติกา.html