
'หมอประดิษฐ'ยันไม่พบไข้หวัดนกระบาด
'หมอประดิษฐ' ยันไม่พบ 'ไข้หวัดนก' ระบาด ชี้เป็นแค่ข่าวลือ วอนประชาชนอย่าวิตก ย้ำ 'สธ.' จับตาเฝ้าระวัง สธ.ไทย-เมียนมาร์ร่วมมือสาธารณสุข
20 ก.ย.56 จากกรณีที่มีข่าวปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์ว่า มีพนักงานที่ตึกซีพีทาวเวอร์ กทม. ป่วยเป็นไข้หวัดนกนั้น ในวันนี้ (20 ก.ย.) นายแพทย์ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ระหว่างการประชุม รัฐมนตรีสาธารณสุข ที่เมืองมัณฑะเลย์ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ว่า จากการตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวพบว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด พนักงานไม่ได้ลาป่วยมากกว่าปกติ คนที่ลาป่วยเป็นเพียงไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 โดยกระทรวงสาธารณสุขได้ส่งทีมสอบสวนโรคเคลื่อนที่เร็วจากสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 ร่วมกับสำนักอนามัย กทม. ไปสอบสวนโรคไม่พบว่าการป่วยนั้นมีอาการเข้าได้กับไข้หวัดนกแต่อย่างใด จึงเป็นเพียงข่าวลือ ขอให้ประชาชนอย่าวิตกกังวล เพราะเรื่องไข้หวัดนกอยู่ในความดูแลของกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ มีระบบการเฝ้าระวังทั้งในสัตว์ปีกและในคนอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าประเทศไทยจะไม่พบผู้ป่วยไข้หวัดนกมาตั้งแต่ปี 2549 ก็ตาม
นายแพทย์ประดิษฐ กล่าวต่อว่า จากการเฝ้าระวังเครือข่ายงานสัตว์ปีกของกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ไม่พบข้อมูลไข้หวัดนกในสัตว์ปีกธรรมชาติ และในสัตว์เลี้ยงซึ่งอยู่ในความดูแลของกรมปศุสัตว์ ขอให้ประชาชนโดยเฉพาะผู้เลี้ยงสัตว์ปีก สังเกตอาการของสัตว์ หากพบว่าผิดปกติ เช่นป่วยตายไม่ทราบสาเหตุ ขอให้แจ้งปศุสัตว์ อาสาสมัครสาธารณสุข หรือผู้นำชุมชน ไม่นำสัตว์ปีกป่วยตายมาชำแหละประกอบอาหาร จำหน่าย และให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ปีกที่ป่วยตาย และยึดหลักกินร้อน ใช้ช้อนกลาง และหมั่นล้างมือบ่อยๆ
ด้านนายแพทย์ทรงยศ ชัยชนะ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ขอให้ประชาชนมั่นใจในระบบการเฝ้าระวังโรคของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งจะมีทีมสอบสวนโรคเคลื่อนที่เร็ว หรือเอสอาร์อาร์ที ลงไปควบคุมโรคทันที หากมีผู้ป่วยสงสัยป่วยเป็นไข้หวัดนกสายพันธุ์เอช 5 เอ็น 1 หรือเอช 5 เอ็น 7 และมีระบบการเฝ้าระวังครอบคลุมถึงระดับตำบล รายงานเมื่อพบสัตว์ปีก นกหรือไก่ตายผิดปกติ มายังกระทรวงสาธารณสุขเพื่อประสานไปยังกระทรวงเกษตรฯ ตรวจสอบว่าเป็นไข้หวัดนกในสัตว์ปีกหรือไม่ ซึ่งในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาไม่มีรายงานสัตว์ปีกตายผิดปกติแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้เป็นช่วงฤดูฝน ขอให้ประชาชนดูแลสุขภาพโดย รักษาสุขภาพให้แข็งแรง ออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วย หากมีอาการไอหรือจาม ให้ใช้ผ้าหรือกระดาษทิชชูปิดปากและจมูก ผู้ป่วยควรสวมหน้ากากอนามัย หากสงสัยป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ คือ มีไข้สูง 2 วันแล้วยังไม่ดีขึ้น ไอมาก เจ็บหน้าอก หายใจเหนื่อย หอบ อ่อนเพลียมาก หรือในเด็กที่มีไข้สูง ร้องกวนมาก กินนม กินอาหารไม่ได้ อาเจียน ท้องเสีย ขอให้รีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน ซึ่งขณะนี้โรงพยาบาลทุกแห่ง มียาโอเซลทามิเวียร์รักษาไข้หวัดใหญ่ได้
นอกจากนี้ ขอให้ประชาชนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่มีอาการรุนแรง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ได้แก่ โรคปอด หอบหืด โรคหัวใจ โรคไต เบาหวาน โรคเลือด ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ไปรับบริการฉีดวัคซีนได้ที่สถานบริการสาธารณสุขในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขใกล้บ้าน
ด้านนายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่มีผู้ป่วยไข้หวัดนก มีผู้ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ เพียง 1 ราย เป็นชายอายุ 30 ปี มีอาการปวดศีรษะ เป็นไข้ไปตรวจที่ห้องพยาบาล และได้มีการทำความสะอาดห้องพยาบาลหลังพบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่เพื่อป้องกันโรคติดต่อต่างๆ ตามมาตรฐานปกติ อาจทำให้คนที่พบเห็นเข้าใจผิด และมีการส่งต่อทางโซเชียลเน็ตเวิร์ค คนไข้รายนี้ตรวจสายพันธุ์แล้วยืนยันไม่ใช่หวัดนกและขณะนี้อาการดีขึ้นแล้ว ทั้งนี้ หากประชาชนมีข้อสงสัยสามารถโทรปรึกษาสายด่วนกรมควบคุมโรค หมายเลข 1422 ตลอด 24 ชั่วโมง
ข้อมูลการเฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่ของสำนักระบาดวิทยาในปี 2556 นี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 10 กันยายน พบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ จำนวน 29,824 ราย ในจำนวนนี้ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการพบเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 จำนวน 222 ราย ชนิดเอ ที่ไม่ได้ตรวจระบุสายพันธุ์ 2,275 ราย ชนิดบี 273 ราย ชนิดเอ เอช 1 จำนวน 27 ราย ชนิดเอ เอช 3 จำนวน 10 ราย และไม่มีผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ 26,517 ราย ซึ่งขณะนี้ไข้หวัดใหญ่ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 เป็นไข้หวัดตามฤดูกาลที่พบได้ทั่วไป
'ซีพี' แจงยันไม่มี 'ไข้หวัดนก' ระบาดในตึก
ตามที่มีการส่งข้อความว่ามีการระบาดของไข้หวัดนก H1 N1 ที่ตึกซี.พี.ทาวเวอร์นั้น ขอเรียนชี้แจงว่าไม่มีการระบาดของ ไข้หวัดนก และ H1N1 ที่ตึกซี.พี.ทาวเวอร์ ข้อเท็จจริงเป็นเพียงพนักงาน 1 คนป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ ซึ่งขณะนี้รับการรักษาอยู่ที่โรงพยาบาล พร้อมกันนี้เจ้าหน้าที่พยาบาล และฝ่ายอาคารซีพีทาวเวอร์ได้ทำการสเปรย์ฆ่าเชื้อในส่วนสำนักงานของพนักงานคนนั้นและปิดสำนักงานเพื่อฆ่าเชื้อ ซึ่งเป็นตามมาตรการการป้องกันการระบาดของไข้หวัดใหญ่ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ จึงเรียนมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน และขอขอบคุณทุกท่านที่ห่วงใย จากสำนักกิจกรรมสื่อสารองค์กร เครือเจริญโภคภัณฑ์
สธ.ไทย-เมียนมาร์ร่วมมือสาธารณสุข
ขณะเดียวกันที่โรงแรมมัณฑะเลย์ ฮิล รีสอร์ท เมืองมัณฑะเลย์ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ.) และศ.พี เธท คิน ( Prof. Pe Thet Khin) รัฐมนตรีสาธารณสุขแห่งสหภาพเมียนมาร์ ร่วมประชุมความร่วมมือด้านสาธารณสุขไทย -เมียนมาร์ โดยมีผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการจากกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ทั้ง 2 ประเทศ ร่วมประชุมประมาณ 60 คน ภายหลังการประชุมได้มีพิธีลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือหรือเอ็มโอยู ด้านสาธารณสุข (MOU : Memorandum Of Understanding on Health Cooperation) ซึ่งเป็นความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาสาธารณสุขระหว่างประเทศอย่างเป็นทางการครั้งแรก
นพ.ประดิษฐ กล่าวว่า บันทึกความเข้าใจดังกล่าวมีอายุ 5 ปี โดยมีความร่วมมือใน 7 สาขา ได้แก่ 1.การเฝ้าระวังโรค 2.การควบคุมมาตรฐานอาหารและยา 3. การแพทย์พื้นบ้าน 4. การควบคุมผลิตภัณฑ์ยาและเครื่องสำอาง 5. การควบคุมโรคติดต่อและโรคติดต่ออุบัติใหม่ โดยเฉพาะโรคระบาดข้ามเขตแดน 6. การส่งเสริมสุขภาพ และ7.การพัฒนาระบบบริการสุขภาพสำหรับแรงงานต่างด้าวและประชากรข้ามพรมแดน โดยรูปแบบของความร่วมมือ ประกอบด้วย การแลกเปลี่ยนข้อมูล การพัฒนาบุคลากร เช่น การฝึกอบรม การศึกษาดูงาน และการศึกษาวิจัยร่วมกัน เช่น การแพทย์พื้นบ้านและสมุนไพร โดยจัดทำแผนปฎิบัติการร่วม (Joint Action Plan) ตามข้อตกลงระหว่างปี 2556-2558 เพื่อเตรียมพร้อมประเทศเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558
นพ.ชาญวิทย์ ทระเทพ รองปลัดสธ. กล่าวว่า แผนปฏิบัติการความร่วมมือประกอบด้วย การเฝ้าระวังโรค การป้องกันควบคุมโรคติดต่อในพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะโรคเอดส์ วัณโรค และมาลาเรีย ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญในพื้นที่ชายแดน รวมถึง โรคติดต่ออุบัติใหม่ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยจะมีเฝ้าระวังการดื้อยาของเชื้อเอดส์ มาลาเรีย และวัณโรค และการจัดตั้งห้องปฏิบัติการอาหารและยาขนาดย่อยเพื่อตรวจสอบและเฝ้าระวังยาปลอมและยาที่ไม่ได้มาตรฐาน 4 แห่ง ที่จังหวัดท่าขี้เหล็ก เมียวดี ทวาย และเกาะสอง การซ้อมแผนรับมือโรคระบาดและภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข การพัฒนาระบบรักษาพยาบาลและการส่งต่อผู้ป่วยข้ามพรมแดน โดยเน้นการพัฒนาการเข้าถึงบริการสาธารณสุขของกลุ่มแรงงานต่างด้าวและประชากรข้ามเขตแดน ด้วยการจัดให้มีหลักประกันสุขภาพที่เหมาะสม เช่น บัตรประกันสุขภาพ โดยมีเป้าหมายเพิ่มความสำเร็จการรักษาผู้ป่วยวัณโรคหายขาดจากร้อยละ 85 เป็นร้อยละ 90 อีกทั้ง การพัฒนาบุคลากรสาธารณสุขของทั้ง 2 ประเทศ และอาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว สำหรับพื้นที่เป้าหมายจะดำเนินการร่วมกันใน 4 จังหวัดคู่แฝด ได้แก่ เชียงรายกับท่าขี้เหล็ก ตากกับเมียวดี กาญจนบุรีกับทวาย และระนองกับเกาะสอง โดยมีกรมควบคุมโรครับผิดชอบหลัก และกรมสนับสนุนบริการสุขภาพร่วมดำเนินการ
สาขาการแพทย์พื้นบ้านและสมุนไพร จะเน้นการแลกเปลี่ยนข้อมูล การพัฒนาบุคลากร เช่น การแลกเปลี่ยนศึกษาดูงานของบุคลากรสาธารณสุขและนักศึกษาด้านการแพทย์พื้นบ้าน การพัฒนาระบบการควบคุมคุณภาพและการผลิตสมุนไพรให้ได้มาตรฐานจีเอ็มพี การศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาและควบคุมคุณภาพยาสมุนไพร โดยมีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เป็นหน่วยงานหลัก
สาขาอาหาร ยาและเครื่องสำอาง จะเน้นการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านระเบียบและกฎหมายอาหารและยา การพัฒนาบุคลากร โดยการฝึกอบรมและการแลกเปลี่ยนศึกษาดูงานของบุคลากร มีสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเป็นหน่วยงานหลัก สำหรับสาขาการส่งเสริมสุขภาพ จะมุ่งเน้นการส่งเสริมสุขภาพนักเรียน วัยรุ่นและผู้สูงอายุ รวมทั้งการส่งเสริมด้านโภชนาการ จะมีการฝึกอบรมและแลกเปลี่ยนศึกษาดูงาน โดยมีกรมอนามัยเป็นหน่วยงานหลัก



