
ดีไซเนอร์หน้าใหม่หัวใจไทยเต็มร้อย
ดูเหมือนช่วงนี้หันไปทางไหนก็มีแต่คนพูดถึงเรื่องดีไซเนอร์รุ่นใหม่ แถมยังมีเวทีมากมายให้น้องๆ ได้โชว์ฝีมือกับแบบสุดๆ ไปเลย ฮ่า..ฮ่า ด้วยเหตุนี้ เปิดโลกอินเทรนด์ ก็เลยอดไม่ได้ที่จะเอาเรื่องราวความสามารถของน้องๆ มาบอกเล่าให้ฟังกัน
แต่น..แตน..แต๊น...งานนี้เกิดขึ้นที่เมืองพัทยา ภายใต้ชื่อว่า "พัทยา อินเตอร์เนชั่นแนล แฟชั่น เฟสติวัล 2009"
ภายในงานนี้ เปิดโอกาสให้น้องๆ ระดับอุดมศึกษาได้แสดงความสามารถด้านการออกแบบ โดยมีน้องๆ ที่สนใจ 9 ทีม จาก 8 รั้วมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่าง ม.กรุงเทพ ม.เกษมบัณฑิต ม.เกษตรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อินเตอร์) ม.เทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ ม.รังสิต และ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ
เส้นทางสายไหมของยังดีไซเนอร์ มีโจทย์ให้น้องๆ ต้องระดมสมองออกแบบและตัดเย็บโดยวัสดุหลักต้องใช้ผ้าไทยผสมผสานกับกลิ่นอายทะเลตะวันออก สายลมแสงแดดและความเป็นเมืองชายทะเลอันเลื่องชื่อซึ่งเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ และต้องเป็นสากล สวมใส่ได้จริง
ทั้งนี้โจทย์ที่ให้ไปนั้น บอกได้เลยว่า โหดจริงๆ แต่...น้องๆ ก็มีไอเดียบรรเจิดเจ้าค่ะ เพราะแต่ละทีมไม่ย่อท้อ ระดมสมองกันสุดๆ จนได้ผลงานชิ้นโบแดงออกมา เห็นแล้วต้องวี้ดวิ่วกับไอเดียของแต่ละคน
Chiness Punk จากรั้วมหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต เป็นผู้ครองใจกรรมการ และชนะใจคนดูด้วยชุดที่โดดเด่นด้วยสีและดีไซน์ “สมสิทธิ์ แซ่ลี้” หรือน้องมะลิ หัวหน้าทีม และน้องสุภัสสร เทียมศักดิ์ หรือฟง คู่เพื่อนซี้ ปี 4 คณะศิลปศาสตร์ สาขาแฟชั่นออกแบบดีไซน์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต เล่าให้ฟังด้วยรอยยิ้มว่า แรงบันดาลใจคือ ความต้องการผสมผสานแนวตะวันออกและตะวันตก ขณะเดียวกันก็อยากผสมความเก่าความขลังเข้าไว้กับความใหม่ความสด
จึงนำชุดจีนยุคราชวงศ์ถัง ดึงเอาโครงสร้างเสื้อจีนสมัยโบราณนำมาผสมกับเครื่องแต่งกายของร็อกพังค์ในยุค 70 มีการตอกหมุดและนำความรุนแรงมาใส่ในเท็กซ์เจอร์ของตัวผ้า ออกแบบเป็นสตรีทแวร์ที่คนทั่วไปใส่ได้ สร้างความแตกต่างจากชุดผ้าไหมแบบเดิมๆ ที่มักเป็นผู้ใหญ่เท่านั้นที่ใส่เวลาไปออกงาน
"เรากล้าใช้สีแดงสุดขีด หมายถึงความเป็นจีน นำมาใช้กับสีดำคือความรุนแรงของร็อกพังค์ เปรียบเทียบกับเพื่อนๆ กลุ่มอื่นๆ ที่เลือกใช้พาสเทลหวานๆ สำคัญที่สุดคือความเป็นสตรีทแวร์ที่ไม่มีใครทำอย่างชัดเจน” น้องมะลิ กล่าวอย่างภูมิใจ
ส่วนรางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง มาในชุด Romance Dawn โดย ยุทธนา ใจเพ็ชรศึก, ธีรพันธ์ ฉุนราชา และน้องศราวุธ ฮามสาร จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ (พระนครใต้) ทีมนี้เล่าว่า พวกเขามีแนวคิดการออกแบบมาจากแสงอรุณแรกในยามเช้า ที่ในทันใดที่ตกกระทบ ก็สร้างความสดชื่นให้แก่ทุกสรรพสิ่ง ปลุกเมืองให้ฟื้นตื่นจากหลับใหล พัทยาฟื้นตื่นสู่ความมีชีวิตชีวา
จึงเลือกโทนสี เลือกผ้าฝ้ายมัดหมี่สีเอิร์ธโทน ซึ่งใช้ได้กับทุกโอกาส นำมาผสมกับผ้าชนิดอื่นก็ลงตัว แพทเทิร์นเป็นเดปเกาะอก ถอดเสื้อแจ็กเก็ตตัวนอกออกก็สามารถสวมใส่เป็นชุดทำงานหรือชุดบิสซิเนสแวร์ได้
แต่ถ้าเป็นแนวคิดของผู้ที่ได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง ในผลงานชุด Hybridization เป็นของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร บอกว่า ชุดที่ออกแบบนั้นมีแนวคิดในการผสมผสานระหว่างศิวิไลเซชั่นกับความเป็นธรรมชาติที่สวยงามของเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งในโลก
ความศิวิไลซ์ของเมืองใช้สีเทาบ่งบอก ขณะที่ความเป็นธรรมชาติสื่อด้วยอีโคเฟรนด์ลี่ คือ สีเขียวและฟ้าอมเขียวอ่อน ที่สำคัญคือ เทคนิคการปักที่สื่อถึงค่ำคืนและความสปาร์กกิ้งของเมือง จุดประกายไฟในหัวใจของผู้มาเยือนด้วยเลเยอร์ที่แขนเสื้อ ดูแปลกใหม่และน่าสนใจ การตัดต่อผ้าทำอย่างประณีตเพื่อสื่อถึงความเป็นเมืองพัทยาที่ดูเหมือนจะขัดแย้งระหว่างความทันสมัยกับความเป็นธรรมชาติ แต่ในที่สุดทุกอย่างผสมกลมกลืนและไปด้วยกันได้ ชุดถอดเสื้อตัวนอกออกได้หรือปรับเปลี่ยนมิกซ์แอนด์แมทช์ได้ทุกโอกาส นับเป็นหลายฟังก์ชันในหนึ่งชุดที่มีเสน่ห์มากชุดหนึ่ง
ได้ฟังไอเดียของแต่ละคนแล้ว อึ้ง !!! คิดได้ล้ำลึกจริงๆ ของปรบมือให้...
ยิ่งได้เห็นชุดที่ตัดแล้วสวมใส่โชว์อยู่บนเทวี แล้วอดยิ้มไม่ได้ว่าฝีมือเด็กไทย ไอเดียเด็กไทย ไม่แพ้เด็กๆ ชาติไหนในโลกเลยนะเนี่ย
เอ้า !! ขอให้มีดีไซเนอร์หน้าใหม่ประดับวงการ และสร้างแบรนด์ไทยให้คนรู้จักเมืองไทยมากๆ นะจ๊ะ...



