
ต้อนรับน้องใหม่ม.รามฯสอนความรู้คู่การใช้ชีวิต
ทุกครั้งที่เปิดภาคเรียนใหม่ ตั้งแต่อนุบาลจนถึงอุดมศึกษา ทุกแห่งต่างจัดกิจกรรม การปฐมนิเทศ-รับน้อง เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ที่ผ่านมา รศ.ดร.คิม ไชยแสนสุข อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง จึงถือเป็นวันดีจัดปฐมนิเทศต้อนรับนักศึกษาน้องใหม่ วัยเฟรชชี่ทั้งส่วนกล
สถานที่ปฐมนิเทศ “มหาวิทยาลัยรามคำแหง วิทยาเขตบางนา” ตั้งแต่ประตูทางเข้าจนถึงหอประชุมใหญ่ ตึกทุกตึกถูกอัดแน่นด้วยนักศึกษาน้องใหม่นั่งฟังคำกล่าวต้อนรับของอธิการบดี ผ่านจอโทรทัศน์ที่กำลังถ่ายทอดสดอยู่ ขณะที่บรรยากาศนอกตึกบรรดารุ่นพี่คณะต่างๆ กำลังร้องรำทำเพลง และสรรหากิจกรรมสนุกสนาน สร้างความบันเทิง รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และให้คำแนะนำแก่น้องใหม่มากมาย
รศ.ดร.คิม เริ่มทักทายแสดงความยินดีและต้อนรับนักศึกษาใหม่ประจำปีการศึกษา 2552 ว่า ม.รามฯ เป็นมหาวิทยาลัยรัฐ ที่ตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. 2514 ได้รับงบประมาณก้อนแรก 5 ล้านบาท เป็นมหาวิทยาลัยที่มีลักษณะทั้งเปิดและปิด หรือเรียกว่า ตลาดวิชาแห่งเดียวประเทศไทย เพื่อขยายโอกาสทางการศึกษา และในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2518 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ไปทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง หัวหมาก พร้อมพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตรุ่นแรก ตั้งแต่นั้นมาวันดังกล่าวจึงเป็นวันสถาปนามหาวิทยาลัยและมีการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ทุกปี
รศ.ดร.คิม เล่าต่อว่า ตลาดวิชาแห่งนี้ ถือเป็นมหาวิทยาลัยขยายโอกาสทางการศึกษาทุกพื้นที่ ไม่ว่าอยู่แห่งใดของโลกก็สามารถเรียนรามฯ ได้ เพราะเปิดถึง 10 คณะ รองรับนักศึกษาส่วนกลาง และภูมิภาค 56 จังหวัด พร้อมขยายสู่ 29 ประเทศทั่วโลก ล่าสุดยังเป็นมหาวิทยาลัยที่มีผู้คนหลั่งไหลมาเรียน โดยดูได้จากจำนวนนักศึกษา 55,948 คน แบ่งเป็นส่วนกลาง 46,760 คน และภูมิภาค 9,188 คน
"ตั้งแต่ปี 2538 ม.รามฯ เริ่มขยายโอกาสสู่ภูมิภาค โดยอดีตอธิการบดีรังสรรค์ แสงสุข เป็นผู้ริเริ่ม ต่อมาขยายเพิ่มขึ้นตามความต้องการของท้องถิ่น ขณะนี้กำลังจัดตั้งวิทยาเขตสุโขทัย ส่วนการศึกษาแบบไร้พรมแดนนอกจากขยายการเรียนการสอนสู่ 29 ประเทศ และจัดศูนย์สอบ 38 แห่งในประเทศต่างๆ กำลังขยายเพิ่ม ปัจจุบันเปิดปริญญาตรี ปริญญาโท และเตรียมเปิดปริญญาเอกเร็วๆ นี้"
รศ.ดร.คิม บอกถึงก้าวย่างปีที่ 38 ในปีนี้ว่า ม.รามฯ มุ่งพัฒนาทั้งสถานที่ ส่วนการเรียนการสอนยังเป็นไปตามเดิม คือ พ่อแม่สอนลูก สอนให้รู้จักรับผิดชอบต่อสังคม เป็นคนอายุน้อยแต่สมองโตก่อนวัย ให้รู้จักใช้ชีวิต แบ่งปัน และกล้าคิด กล้าทำด้วยตนเอง รวมถึงหล่อหลอมให้มีคุณธรรม จริยธรรม มีความพร้อมทั้งด้านวิชาการ วิชาชีพ คิดริเริ่มเป็น เพื่อก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ อันนำมาสู่การพัฒนาในทุกด้าน ดังนั้น แม้ค่าหน่วยกิตจะถูกที่สุด และนักศึกษาเดินเข้ามาง่าย แต่ไม่ได้จบออกไปง่ายๆ อย่างแน่นอน
“การมาเรียนรามฯ ได้อะไรมากกว่าที่คิด อยากให้ทุกคนไม่ได้เรียนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรู้วิถีดำรงชีวิตด้วย ทั้งการเป็นผู้นำและผู้ตาม รู้จักคบเพื่อน และรักตนเอง ใช้จ่ายประหยัด รู้ว่ามาเรียนรามฯ เพื่ออะไร ส่วนอดีตที่ผ่านมาแล้วเป็นอย่างไรให้นำมาเป็นบทเรียน และเริ่มต้นใหม่ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด ดำรงตนให้เป็นคนดี เพื่ออนาคตของตนเอง ครอบครัว และประเทศ”
เช่นเดียวกับ อดีตอธิการบดีรังสรรค์ มอบพรให้แก่น้องใหม่ ม.รามฯ ว่า การศึกษามีวัตถุประสงค์ 4 ข้อ ได้แก่ 1.เรียนเพื่อรู้ และนำความรู้มาปรับใช้ 2.เพื่อความรู้ที่ได้นำมาทำมาหาเลี้ยงชีพ 3.เพื่อเป็นประชาชนได้สันติสุข และ 4.เรียนไม่รู้ คือเรียนรู้ตลอดชีวิต หากน้องใหม่รามฯ ทุกคนรู้ว่าตนเองเรียนเพื่ออะไร มีเป้าหมายชัดเจน จะได้ใช้เวลาเรียนรู้ให้มีประโยชน์มากที่สุด
“ครูและศิษย์ ต่างเป็นครูด้วยกัน แต่ทำกันคนละเรื่อง เช่น ครูได้ศึกษาเรียนรู้นวัตกรรมใหม่ๆ จากนักศึกษา ขณะเดียวกันนักศึกษาก็ได้ความรู้จากครู ดังนั้น ขอให้รู้จักตัวตน สังเกตสิ่งรอบข้าง และหลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่ดี สถานที่ที่ไม่ดี”
ตอนนี้ ม.รามฯ มีนักศึกษาแล้วกว่า 7 แสนคน อีก 5 ปีข้างหน้าต้องมีถึง 1 ล้านคน เมื่อมีนักศึกษาครบ 1 ล้านคน “อธิการบดีคิม” ให้สัญญาว่าจะเฉลิมฉลองให้ยิ่งใหญ่ สมกับเป็นตลาดวิชา โอกาสทางการศึกษาของคนไทย โดยจะมอบเงินรางวัล 1 ล้านบาท ให้แก่นักศึกษาคนที่ 1 ล้าน และมอบเงินให้แก่นักศึกษาคนที่ 999,999 ของ ม.รามฯ ด้วย
"น้องติ๋ว" น.ส.มาลัย บุญพรก นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะรัฐศาสตร์ ม.รามฯ บอกว่า มุ่งมาเรียนม.รามฯ โดยเฉพาะเนื่องจากที่บ้านฐานะปานกลาง และรู้มาว่าคณะรัฐศาสตร์ที่ตนเองจะเรียนนั้น ม.รามฯ ไม่ได้เป็นสองรองใคร นอกจากค่าใช้จ่ายถูกแล้ว การเรียนการสอนก็มีคุณภาพ เพราะจากการสอบถามรุ่นพี่ เมื่อเรียนจบพวกเขาเกือบทุกคนก็มีงานทำ
“คำกล่าวต้อนรับ และอวยพรของอธิการบดีและอ.รังสรรค์นั้น ทำให้ได้แนวคิดในการใช้ชีวิต การเรียน และการคบเพื่อน หนูเป็นเด็กต่างจังหวัด ไม่มีเพื่อนกลุ่มเดียวกันที่มาเรียนรามฯ ก็ต้องเริ่มต้นใหม่ จะนำแนวคิดจากอาจารย์ทั้งสองกลับไปปฏิบัติ หลังเรียนจบจะนำความรู้ไปพัฒนาบ้านเกิด” น้องติ๋ว กล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
ณ วันนี้ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เติบใหญ่เป็นตลาดวิชาอันดับ 1 ของประเทศไทย เปิดช่องทางสำหรับคนทุกเพศ ทุกวัย ไม่ว่าจะยากจน รวย หรืออยู่จุดไหนของโลกก็สามารถเรียนได้ ตามปรัชญาของมหาวิทยาลัยที่ว่า “เปลวเทียนส่องแสง รามคำแหงส่องทาง” สอบถามข้อมูล โทร.0-2310-8000, www.ru.ac.th
0ชุลีพร อร่ามเนตร0



