ไลฟ์สไตล์

ลิ้มรสธรรมชาติผ่านวัฒนธรรมฝรั่งเศส

ลิ้มรสธรรมชาติผ่านวัฒนธรรมฝรั่งเศส

14 มิ.ย. 2552

ว่ากันว่าถ้าอยากเรียนรู้วัฒนธรรมการกินอย่างแท้จริง ต้องลองลิ้มชิมรสอาหารฝรั่งเศสอย่างเต็มรูปแบบสักครั้ง ด้วยการกินอยู่ของชนชาตินี้มีพิธีรีตองทุกกระเบียด บนโต๊ะอาหารมีอุปกรณ์ทั้งช้อน ส้อม และมีด ตั้งแต่สตาร์ทเตอร์ เมนคอร์ส แล้วจบด้วยของหวาน เรียกว่าแต่ละม

 แต่มื้อนี้ไม่ต้องนั่งเกร็งขนาดนั้น เพราะไม่ได้เน้นขั้นตอนแบบแผนให้ยุ่งยาก ทุกคนสามารถนั่งหม่ำได้อย่างสบายใจ ชิลชิล ซึ่งวัฒนธรรมกินอยู่อย่างฝรั่งเศสที่ว่า เขาจัดเป็น "เทศกาลอาหารฝรั่งเศส" ในห้องอาหารนานาชาติ "ซิตี้ บิสโทร" โรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส เอาแค่บรรยากาศก็เรียบง่ายดูโมเดิร์น หน่อยๆ นั่งแล้วรู้สึกกันเองไม่ได้หรูหราจนแทบวางตัวไม่ถูก

 เชฟใหญ่ชาวฝรั่งเศส คริสโตฟ แปร์แรงค์ ที่ปรุงอาหารให้รับประทานในร้านนี้มาจากห้องอาหารเลอพาโนรามิคที่มีชื่อเสียงที่สุดบนเทือกเขาเเอลป์ ประเทศฝรั่งเศสเชียว รู้มาว่าหนุ่มคนนี้ชอบเดินทางไปทั่วโลก และนี่ก็เป็นการมาโชว์ฝีมือปรุงอาหารฝรั่งเศสสูตรต้นตำรับครั้งแรกในเมืองไทย ที่สำคัญสไตล์อาหารของเขาเน้นความสด และรสชาติเป็นธรรมชาติมากๆ โดยพยายามปรุงแต่งให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

 คนฝรั่งเศสกินชีสเป็นปกติวิสัย อารมณ์เดียวกับคนเกาหลีที่ต้องมีกิมจิตั้งประกอบบนโต๊ะอาหารไม่ว่ามื้อไหน แต่กินอาหารฝรั่งเศสฉบับคนไทยไม่สันทัดสั่งสตาร์ทเตอร์มาเรียกน้ำย่อยกันก่อน จานแรกเป็น "เทอร์รีนหมู" จัดมาเรียกน้ำย่อยซะสวยหรู มีแตงกวาดอง ถั่วพิชตาชิโอ ตัวชิ้นหมูที่ปั้นเป็นก้อนรสชาติออกเค็มๆ เลยต้องกินกับขนมปังตัดกัน เห็นว่าจานนี้มีมากว่า 600 ปีแล้วนะ คลาสสิกน่าดู กะว่าจะเรียกน้ำย่อยพอเป็นกระษัย แต่เห็นอีกจานน่ากินเลยลองสั่ง "สไปซี่ เบรท" เป็นสตาร์ทเตอร์เย็นที่เชฟหนุ่มตั้งใจปรุงเป็นพิเศษเพราะเจ้าตัวคิดสูตรเอง จุดเด่นอยู่ที่ชั้นขนมปังสลับกับตับห่าน กินคู่กับใบหอมต้มไวน์แดงนานถึง 2 ชั่วโมง เติมรสชาติด้วยน้ำส้ม เขาว่ารสจัดที่สุดแล้วนะจานนี้

 ต่อด้วยเมนคอร์ส "ซี่โครงแกะสไตล์ฝรั่งเศส" ตัวซี่โครงเตรียมมาอย่างสวยงาม นำไปย่างพอสุกแล้วราดด้วยน้ำมันมะกอกกินได้เลย เพราะเขาอยากให้ได้รสชาติของเนื้อจริงๆ เข้าปากคำแรกรู้ทันทีเพราะชุ่มน้ำจากเนื้อล้วนๆ ไม่ใช่ซอส แต่คนที่ไม่คุ้นอาจรู้สึกจืดไปจนต้องถามหาน้ำจิ้มก็ได้ อีกจานที่ตกแต่งอย่างพิถีพิถัน "แซลมอนอบ" ปรุงด้วยน้ำมันมะกอกเหมือนกันได้รสชาติเนื้อปลาแท้ๆ วางคู่กับหนวดหมึกยักษ์ พร้อมผักลวกจัดมาด้วยกันไม่ว่าจะเป็นแครอท หน่อไม้ฝรั่ง มะเขือเทศ แล้วก็มีข้าวสวยและขนมปังเคียงมาด้วย

 ของหวานปิดท้ายตามธรรมเนียมเป็น "ขนมหวานสไตล์ฝรั่งเศส" เมื่อยกมาเสิร์ฟตรงหน้าก็ยากที่จะทำใจไม่ให้ลิ้มลอง ครีมอัลมอนด์เย้ายวนน่ากินเหลือเกิน แค่ได้สัมผัสที่ปลายลิ้นก็พอจะเดาออกว่าชาวฝรั่งเศสไม่นิยมความหวานจนเลี่ยน แต่จะคงไว้ซึ่งรสชาติดั้งเดิมของวัตถุดิบ เป็นเอกลักษณ์โดยแท้

   การทำอาหารรับแขกที่มาเยี่ยมเยือนบ้านกลายเป็นวัฒนธรรมของชาวฝรั่งเศส แต่ละมื้อจะใช้เวลาบนโต๊ะอาหารอย่างน้อย 3-4 ชั่วโมง ถ้ารีบกินรีบกลับถือว่าไม่ให้เกียรติเจ้าของบ้านที่อุตส่าห์ทำอาหารมาเลี้ยงรับรอง ที่สำคัญมื้อเที่ยงและเย็นต้องกินให้ครบ 3 อย่าง คือ ออเดิร์ฟ จานหลัก และของหวาน ก่อนจะตบท้ายด้วยไวน์ หรือแชมเปญชั้นยอดเพื่อความสมบูรณ์ของมื้ออาหาร
 เทศกาลอาหารฝรั่งเศสจะมีไปจนถึงวันที่ 21 มิถุนายนนี้ ถ้าสนใจลิ้มลองก็แวะไปกันได้ สอบถามก่อนที่เบอร์โทร.0-2216-3700 ต่อ 20100 วัฒนธรรมกินอยู่ต่างถิ่นไม่ยากเกินกว่าจะศึกษา เปิดใจและค่อยๆ รับ อย่างน้อยก็เป็นความรู้ประดับตัวไม่เสียหลาย...