
เคาะเกณฑ์เงินช่วย'ผู้ปลูกยาง'2,520บ.
'ยุคล'เคาะเอกสารสิทธิ์ที่ดินเข้าเกณฑ์รับเงินช่วยเหลือปัจจัยการผลิต ผู้ปลูกยาง 2,520บ.ยึดตามประเภทเอกสารสิทธิ์ที่ดินซึ่งเป็นที่ยอมรับของกรมป่าไม้ทั้งหมด 46รายการ
13ก.ย.2556 นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวหลังการประชุมคณะอนุกรรมการตรวจสอบเกี่ยวกับเอกสารสิทธิ์ในการใช้ พื้นที่ปลูกยางพารา ว่า การช่วยเหลือชาวสวนยางให้ได้รับรายได้ที่เพิ่มขึ้น มีความชัดเจนในกลุ่มชาวสวนยางที่มีเอกสารสิทธิ์ที่ดินที่เข้าหลักเกณฑ์เพื่อใช้ยื่นรับ สิทธิ์ได้รับการช่วยเหลือค่าปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกยางในอัตรา ไร่ละ 2,520 บาท รายละไม่เกิน 25 ไร่
ทั้งนี้กรมส่งเสริมการเกษตรจะยึดตามประเภทเอกสารสิทธิ์ที่ดินซึ่งเป็นที่ยอมรับ ของกรมป่าไม้ทั้งหมด 46 รายการ แบ่งเป็น ประเภทที่ดินซึ่งได้มาตามเอกสารเกี่ยวกับที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์ถูกต้องตาม ประมวลกฎหมายที่ดิน 17 รายการ เช่น โฉนดที่ดิน,ตราจอง,น.ส.4, น.ส.4ข, และประเภทที่ดินที่มีสิทธิครอบครองหรือทางราชการให้ใช้ประโยชน์ 29 รายการ เช่น ที่ดินส.ป.ก. หนังสือรับรองของนิคมสหกรณ์, ก.ส.น.3, ก.ส.น.4,หนังสือรับรองของหน่วยราชการทหาร รวมถึงใช้ใบรับรองภาษีที่ดิน หรือ ภ.บ.ท.ก็สามารถใช้เป็นเอกสารเข้าร่วมโครงการได้ แต่จะต้องมีคำรับรองของกรมป่าไม้หรือส่วนราชการที่ที่ดินตั้งอยู่อนุญาตให้ ใช้พื้นที่ได้มาประกอบเป็นหลักฐาน
สำหรับกรณีเกษตรกรทำสวนยางในพื้นที่ในเขตป่าสงวนหรืออุทยานแห่งชาติ ซึ่งเบื้องต้นพบว่ามีเกษตรกรเข้าไปทำสวนยางในพื้นที่ป่าสงวนประมาณ 3.3 ล้านไร่ และเขตอุทยานแห่งชาติอีกประมาณ 1 ล้านไร่ จะเป็น อีกขั้นตอนที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต้องเข้าไปตรวจสอบและพิสูจน์สิทธิ์การถือครองที่ดินว่าเป็นไปตามกฎหมาย ของกรมป่าไม้และกฎหมายของอุทยานแห่งชาติ รวมถึงมติคณะรัฐมนตรีจำนวน 2 ครั้งที่กำหนดให้ใช้พื้นที่ได้ รวมถึงมีการใช้สิทธิ์ที่ดินอยู่ก่อนจะมีการประกาศเป็นเขตพื้นที่ป่าหรือ อุทยานหรือไม่ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรจะส่งรายชื่อและข้อมูล การขึ้นทะเบียนเกษตรกรที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ให้แก่กรมป่าไม้ เพื่อตรวจสอบตามกฎหมายว่าจะช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ดังกล่าวได้อย่างไรต่อ ไป
นายยุคล กล่าวว่า ในส่วนของความคืบหน้าการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราตั้งแต่วันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา ขณะนี้ได้มีเกษตรกรมาแจ้งขึ้นทะเบียนแล้ว 1 แสนราย ซึ่งคาดว่าจะมีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เพื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจพื้นที่ปลูกยางทุกแปลงที่จะเกิดความชัดเจนของ พื้นที่การรับการช่วยเหลือรายละไม่เกิน 25 ไร่ เกษตรกรมีเอกสารสิทธิ์ถูกต้อง และไม่เปิดกรีดยางมาแล้วเกิน 25 ปี ส่วน เกษตรกรบางรายที่ได้มีการแบ่งที่ดินให้ลูกหลานเพื่อประกอบอาชีพ ก็ต้องมีเอกสารทางราชการ และโฉนดที่ดินที่จัดสรรแล้วอย่างถูกต้องยืนยันถึงจะเข้าร่วมโครงการได้
มติสกย.เตรียมยื่นนายกฯทบทวนการจ่าย
เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาที่โรงแรมบียอนด์สวีท ถ.จรัญสนิทวงศ์ กทม. สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง(สกย.) เรียกประชุมคณะกรรมการเครือข่ายชาวสวนยางระดับจังหวัดและระดับประเทศ โดยมีแกนนำเครือข่ายทั่วประเทศเข้าร่วมประชุม
ทั้งนี้บริเวณหน้าโรงแรมมีป้ายผ้าต้อนรับนายยุคลและในจดหมายข่าวของสกย.ยังระบุด้วยว่านายยุคลจะมาร่วมแถลงข่าว แต่ปรากฏว่าเมื่อถึงเวลาประชุมในเวลา 09.00น.จนเสร็จสิ้นการประชุม นายยุคลก็ไม่ได้เดินทางมา ทั้งนี้จากการสอบถามกลับไปยังนายยุคลทำให้ทราบว่าไม่ได้มีหนังสือเชิญนายยุคลมาร่วมงานดังกล่าวแต่อย่างใด
โดยการประชุมดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากคณะรัฐมนตรี(ครม.)เมื่อวันที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมามีมติให้การช่วยเหลือชาวสวนยางในอัตราก.ก.ละ 12 บาท เป็นเวลา 7 เดือน หรือชาวสวนยางจะได้รับการช่วยเหลือในอัตราไร่ละ 2,520 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 25 ไร่ โดยนายประสิทธิ์ หมีดเส็น รักษาการผอ.สกย.กล่าวในที่ประชุมว่า การประชุมครั้งนี้เพื่อทำความเข้าใจกับตัวแทนเครือข่ายชาวสวนยาง เพื่อนำข้อมูลไปชี้แจงกับเกษตรกรชาวสวนยางให้เข้าใจตรงกันต่อไป
นายประสิทธิ์กล่าวว่า มาตรการเพิ่มรายได้ช่วยเหลือชาวสวนยางของรัฐบาลครั้งนี้ ถ้าคำนวณกันจริง ๆ แล้ว ชาวสวนยางจะมีรายได้สูงกว่าราคายางที่ก.ก.ละ 90 บาท ตามที่เรียกร้อง โดยเงินช่วยเหลือก.ก.ละ 12 บาท คำนวณมาจากราคายางพาราในวันที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ(กนย.)เมื่อวันที่ 9 ก.ย.2556 ที่ราคายางแผ่นดิบในวันนั้นอยู่ที่ก.ก.ละ 78 บาท เมื่อรวมเงินช่วยเหลือ 12 บาทจึงอยู่ที่ ก.ก.ละ 90 บาท แต่แนวโน้มราคายางอยู่ในช่วงขาขึ้น จึงน่าจะได้มากกว่า 90 บาท ทั้งนี้การช่วยเหลือของรัฐบาลเป็นระยะเวลา 7 เดือนโดยคิดผลผลิตยางอยู่ที่เดือนละ 30 ก.ก.ต่อไร่ รวมแล้วคิดเป็นผลผลิตที่ได้รับการช่วยเหลือ 210 ก.ก.ขณะที่ผลผลิตยางเฉลี่ยทั่วประเทศทั้งปีอยู่ที่ไร่ละ 270 ก.ก.เท่านั้น ขณะเดียวกันช่วงนี้ทางภาคใต้ฝนตก กรีดยางไม่ได้ แต่ก็ยังได้รับเงินช่วยเหลืออยู่ดี คำนวณแล้วชาวสวนยางน่าจะมีแต่กำไร
นอกจากนี้การช่วยเหลือของรัฐบาลรอบนี้ใช้งบประมาณ 21,248 ล้านบาท ครอบคลุมชาวสวนยางทั่วประเทศกว่า 900,000 ครัวเรือนครอบคลุมพื้นที่เปิดกรีดยาง 12 ล้านไร่ แตกต่างจากโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางปี 2554 ที่ให้สถาบันเกษตรกรไปรับซื้อยางก.ก.ละ 100 บาทแต่ในข้อเท็จจริงแล้วชาวสวนยางก็ขายไม่ได้ที่ก.ก.ละ 100 บาท เพราะมีการหักค่าใช้จ่ายของสถาบันเกษตรกร ใช้งบประมาณไปกว่า 22,000 ล้านบาท ช่วยเหลือแค่เกษตรกรบางกลุ่มประมาณ 330,000 ครัวเรือน หรือ 30% อีก 70 % ไม่ได้รับอานิสงส์เพราะต้องเป็นชาวสวนยางที่เป็นสมาชิกกลุ่มสถาบันเกษตรกรที่เป็นนิติบุคคลเท่านั้น และยางที่รับซื้อมาที่ก.ก.ละ 100 บาท เทียบราคาตลาดปัจจุบันก็ต้องขาดทุน แถมยังมีต้นทุนการแปรรูปและจัดเก็บเพิ่มเติมอีกด้วย ที่สำคัญการช่วยเหลือของรัฐบาลรอบใหม่นี้ไม่ต้องไปรับซื้อยางมาเก็บไว้ จึงไม่มีปัญหาเรื่องการบริหารจัดการและปัญหาเรื่องโกดังเก็บยางถูกไฟเผา
“มีเรื่องเดียวที่เป็นความเสี่ยงคือถ้าราคายางในตลาดต่ำกว่าก.ก.ละ 78 บาท ชาวสวนยางจะไม่ได้ราคาที่ก.ก.ละ 90 บาท แต่นักวิชาการและผู้ประกอบการก็มองไปทางเดียวกันว่าราคายางอยู่ในช่วงขาขึ้น จึงมั่นใจว่าชาวสวนยางจะขายยางได้ราคามากกว่าที่ขออีก ส่วนประเด็นเรื่องคนกรีดยางจะไม่ได้รับส่วนแบ่งการช่วยเหลือ เพราะโอนเงินเข้าบัญชีเจ้าของสวนยางนั้น ต้องไปทำความเข้าใจกับเจ้าของสวนยางที่แบ่งรายได้กับคนกรีดยางให้ยึดคุณธรรมยอมแบ่งเงินช่วยเหลือตามสัดส่วน ส่วนคนกรีดยางที่เป็นคนต่าวด้าวจากประเทศเพื่อนบ้านนั้นคงเป็นไปไม่ได้แน่ที่จะได้รับการช่วยเหลือเพราะเป็นเงินภาษีของคนไทย”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในที่ประชุมกรรมการเครือข่ายชาวสวนยางมีประเด็นที่ถกเถียงกันมากคือเรื่องเอกสารสิทธิ์ในพื้นที่สวนยางที่ต้องนำมาแสดงขอชดเชย และการกำหนดอายุต้นยางต้องเปิดกรีดยางไม่เกิน 25 ปี โดยนายเทอดศักดิ์ เสริมศรี ประธานเครือข่ายชาวสวนยางแถลงหลังประชุมว่า มติที่ประชุมเครือข่ายชาวสวนยางยอมรับมติครม.เมื่อวัน 10 ก.ย.2556ที่ให้การช่วยเหลือไร่ละ 2,520 บาท แต่มีเงื่อนไข 4 ข้อประกอบด้วย 1.ขอให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนเปลี่ยนเงื่อนไขจากครัวเรือนละไม่เกิน 25 ไร่ เป็นรายละไม่เกิน 25 ไร่ เนื่องจากบางครัวเรือนเป็นครอบครัวใหญ่ สมาชิกในครอบครัวมีเอกสารสิทธิ์สวนยางเป็นของตนเองแยกต่างหาก แต่อยู่ทะเบียนบ้านเดียวกันจะไม่ได้รับสิทธิ์
และ 2.ให้พิจารณาเรื่องการกำหนดอายุยางที่เปิดกรีดไม่เกิน 25 ปี เป็นยางที่เปิดกรีดแล้วโดยไม่มีกำหนดอายุ 3.ให้พิจารณาเรื่องที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ให้ได้รับสิทธิ์ด้วย และ 4.ขอให้รัฐบาลไม่ดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมปิดถนน แต่ถ้าเป็นคดีอาญาก็ให้ดำเนินการตามกฎหมาย โดยจะยื่นเงื่อนไขทั้ง 4 ข้อไปยังน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม และกนย.ต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในช่วงหนึ่งของการประชุมนายธนพล ทองหวาน กรรมการสกย. ในฐานะประธานเครือข่ายสวนยางภาคใต้จากจังหวัดสงขลา ได้ชี้แจงในที่ประชุมถึงกรณีที่มีการขู่จะปิดด่านสะเดาจังหวัดสงขลาเพื่อกดดันรัฐบาลนั้น จากที่ตนเองได้แถลงว่าจะปิดด่านสะเดาในวันที่ 14ก.ย. นั้นยืนยันว่าจะไม่มีการปิดอย่างแน่นอน ซึ่งประกาศเพื่อข่มขู่และเรียกร้องให้รัฐบาลมองและสนใจเราเท่านั้น จากนั้นมีคนนำไปแอบอ้างจนทำให้เกิดความเสียหายและทำให้ชาวมาเลเซียไม่กล้าที่จะเข้ามาในไทย ยืนยันว่าจะไม่มีการปิดแน่นอน
นอกจากนี้ยังมีช่วงหนึ่งที่นายศักดิ์สฤษฎิ์ ศรีประศาสตร์ ผู้ประสานงานภาคีเครือข่ายสวนยางภาคใต้ ลุกขึ้นกล่าวในตอนท้ายของการประชุมว่า ตนไม่มีเรื่องของการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องและไม่มีนักการเมืองคนใดนำเงินไปมอบให้แม้แต่บาทเดียว ทั้งนี้ตนยื่นหนังสือหลายครั้งให้รัฐบาลแก้ปัญหาราคายางพาราประมาณ 19ครั้ง แต่รัฐบาลไม่เคยพูดถึงชาวสวนยางแม้แต่คร้ังเดียวดังนั้นต้องปิดถนนเพื่อให้รัฐบาลสนใจและสื่อมวลชนสนใจ และตนอยู่ที่ควนหนองหงษ์ทุกคืนบางคืนก็ขึ้นเวทีบางคืนก็ไม่ได้ขึ้น อยู่ที่รามัน 3 คืน เข้าร่วมประชุมที่อบต.ท่าศาลาทั้ง 2 ครั้ง ส่วนที่กทม.ตนไม่ได้เดินทางมาเพราะมาแล้วไม่มีประโยชน์ และประชุมที่โรงแรมทวินโลตัสตนก็ไม่ไปเพราะเชื่อว่ามีการจัดฉาก และตนมาวันนี้ก็มีเงินเพียง 2,000 บาท มาร่วมประชุม
นายศักดิ์สฤษฎิ์ กล่าวอีกว่า เศรษฐกิจภาคใต้พังพินาศหมดเพราะคนสวนยาง 80 % ในประเทศเป็นคนภาคใต้ และใน 80 % ไม่มีอาชีพอื่นเลยนอกจากสวนยาง เมื่อขายยางไม่ได้ราคาเป็นเวลา 2 ปีตามอายุการบริหารงานของรัฐบาล พ่อค้าแม้ค้าก็ขายของไม่ได้เพราะคนสวนยางไม่มีเงิน ปัญหาลูกจ้างว่างงานก็จะตามมา ดังนั้นสิ่งที่ต้องการเรียกร้องคือให้ช่วยชาวสวนยางและลูกจ้างสวนยาง ซึ่งรัฐบาลมีหลักประกันให้ลูกจ้างวันละ 300บาท แต่ลูกจ้างกรีดยางไม่ได้อยู่ในระบบนี้ จึงขอให้ช่วยลูกจ้างสวนยาง
"ผมไม่มีเอกสารสิทธิ์ พ่อผมอายุ 80 ปีซึ่งเสียชีวิตแล้ว ดังนั้น 90 กว่าปีเราไม่มีเอกสารสิทธิ์และไม่ได้เป็นการปลูกยางตามที่ไหล่เขาอย่างที่ท่านเข้าใจและคนที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์มีจำนวนมากกว่าคนที่มีเอกสารสิทธิ์ ฉะนั้นถ้าไม่สามารถแก้ปัญหาให้คนที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ผมไม่มีหลักประกันว่าไม่มีการปิดถนนหรือยกระดับการชุมนุมอะไรอีก"ผู้ประสานงานภาคีเครือข่ายฯภาคใต้กล่าว
นายศักดิ์สฤษฎ์ กล่าวอีกว่า แต่ตนจะให้โอกาสรัฐบาลเพราะเริ่มตั้งใจจะแก้ปัญหาราาคายางโดยจะให้โอกาสรัฐบาล 2-3เดือน ทั้งนี้คนที่มานั่งชุมนุมบนถนนส่วนใหญ่คือชาวสวนยางและลูกจ้างสวนยาง ถ้ารัฐบาลยังแก้ไม่ถูกจุดตนก็ไม่มีหลักประกันว่าจะมีการออกมาชุมนุมอีกหรือไม่ ส่วนกรณีที่พวกแกนนำที่โดนหมายเรียกมีคดีความนั้นบางคนอยู่ที่บ้านถูกเจ้าหน้าที่คุกคาม ถูกติดตาม ถูกประกบ ซึ่งพวกตนไม่มีความสุขดังนั้นขอให้เร่งแก้ไขปัญหาด้วย
จากนั้นนายศักดิ์สฤษฎิ์นำภาคีเครือข่ายภาคใต้แถลงข่าวเพิ่มเติมภายหลังการประชุมว่า ยอมรับมาตรการที่รัฐบาลจะจ่าย 2,520บาทต่อไร่ไปช่วงหนึ่งก่อน เพราะคิดว่าน่าจะช่วยดึงราคาได้สูงขึ้นจึงจะให้โอกาสกับรัฐบาลก่อน และย้ำว่าต้องดูแลครอบคลุมสวนยางที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ให้มีการลงทะเบียนผู้ที่มีอาชีพรับจ้างตัดยาง แต่ทั้งนี้ 2 ปีที่ผ่านมาเมื่อเทียบงบประมาณที่ช่วยเหลือเกษตรกรส่วนอื่นโดยเฉพาะชาวนา ที่ช่วยคนละเรื่องช่วยชาวสวนยาง 2 ครั้งแค่ 4 หมื่นกว่าล้านบาท แต่ช่วยชาวนา 7 แสนกว่าล้านบาท ทั้งที่เราเสียภาษีเหมือนคน อื่นและยางพาราก็เป็นพืชเศรษฐกิจเช่นกัน ดังนั้นเศรษฐกิจต้องเดินได้ทุกภาค ไม่ใช่แค่เดินได้แค่เหนือ อีสานและภาคกลาง
"แต่ถ้ารัฐบาลไม่มีความจริงใจในการแก้ปัญหาเราค่อยว่ากัน จะมีคนออกมาเต็มท้องถนนมากกว่านี้หลายเท่า ดังนั้นท่านอย่ามองข้ามปัญหาพวกนี้ แม้จะยังไม่สำเร็จก็ขอให้พูดบ่อย ๆ ว่าถึงขั้นไหนแล้ว และในช่วง 2 - 3 เดือนนี้เราจะพยายามประคับประคองไม่ให้มีอะไร ถ้ารัฐบาลไม่นำพาต่อสิ่งที่เราพูดตรงนี้จะเป็นเรื่องที่เราจะมากดดันแต่บางทีเราห้ามชาวบ้านไม่ได้นะครับ"นายศักดิ์สฤษฎ์ กล่าว
เมื่อถามว่ากรณีไม่มีเอกสารสิทธิ์จะเอาอะไรไปยืนยัน นายศักดิ์สฤษฎิ์ กล่าวว่า คนที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ไม่ใช่ว่าเขาเพิ่งมาอยู่ ตนจึงขอเสนออีกโครงการให้คนที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์์หยุดกรีดยาง 2-3เดือน เพื่อทำให้ปริมาณยางในตลาดลดลง ราคายางก็จะแพงขึ้น โดยรัฐบาลก็จ่ายชดเชยให้คนที่ไม่ได้กรีดยางสัก 1 - 2 หมื่นล้านบาท โดยให้เฉพาะคนที่สมัครใจ
“กลาโหม”เล็งใช้ยางพาราทำ”ถนน-ยางรถยนต์-รองเท้า”
พ.อ.ธนาธิป สว่างแสง โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า เมื่อวันที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมา พล.อ.ไพชยนต์ ค้าทันเจริญ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนกลาโหม ได้เป็นประธานในการประชุมหาแนวทางแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ภายหลังจากในที่ประชุมสภากลาโหม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ได้แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ยางพาราราคาตกต่ำ และมอบหมายให้หน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหมช่วยหาแนวทางการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำอย่างเร่งด่วน สำหรับผลการประชุมการแก้ไขปัญหายางพาราตกต่ำสรุปได้ดังนี้ 1.การนำยางพารามาเป็นส่วนประกอบในการสร้างถนน โดยจะใช้ยางพาราผสมกับยางมะตอย ในการสร้างถนนลาดยาง โดยมีหน่วยงานของกระทรวงกลาโหมรับผิดชอบดำเนินการจำนวน 2หน่วยงาน คือ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนาจะดำเนินการก่อสร้างผิวถนนลาดยางแบบ cape seal ในปีงบประมาณ 2557 ระยะทาง 127 กิโลเมตร โดยจะใช้ยางพารา 72 ตัน
“ส่วนกรมทหารช่างมีแผนงานก่อสร้างถนนลาดยางในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จำนวน 36เส้นทาง ระยะทาง 128 กิโลเมตร โดยมีความต้องการยางพารา 250 ตัน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างสำรวจเส้นทาง เพื่อเสนอขอใช้งบประมาณจากรัฐบาลต่อไป 2.การนำยางพารามาเป็นส่วนประกอบในการผลิตยางรถยนต์ทหาร 3.การนำยางพารามาเป็นส่วนประกอบในการผลิตพื้นรองเท้าหนัง 4.การใช้ผลิตภัณฑ์ยางพาราที่ผลิตภายในประเทศ โดยกรมการอุตสาหกรรมทหาร ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร ได้เสนอให้หน่วยต่างๆภายในกระทรวงกลาโหมส่งเสริมและสนับสนับสนุนภาคเอกชนไทยที่ใช้ยางพาราเป็นส่วนประกอบในการผลิตสินค้า”พ.อ.ธนาธิป กล่าว



